หลักการใหม่

ในร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๓ - ๖๔

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี

ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์

รัฐธรรมนูญใหม่ควรร่างให้เสร็จภายใน ๑ ปี

   ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมากว่า ๒๐ ฉบับ แต่ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่ทำให้บ้านเมืองลงตัวได้ ขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ต้องระวังอย่าให้เหมือนเดิม แบบที่พูดกันว่า another one of the same หรือ “ก็แค่อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งก็เหมือนฉบับเก่าๆ” แล้วก็ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่ทำให้บ้านเมืองลงตัวได้

รัฐธรรมนูญกว่า ๒๐ ฉบับ ที่เคยมีมา แม้จะดัดแปลงกลไกและรายละเอียดบางประการ แต่หลักการยังเหมือนเดิม เราต้องรู้ว่าหลักการของรัฐธรรมนูญเก่าๆ ที่ทำให้ประชาธิปไตยมีปัญหาคืออะไร จะได้ปรับเปลี่ยนหลักการในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นรัฐธรรมนูญหลักการใหม่

รัฐธรรมนูญเก่า เป็นรัฐธรรมนูญที่คิดแบบแยกส่วน

คือ บัญญัติการเมืองแยกส่วนจากปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการเมือง

โดยสรุปบัญญัติการเลือกตั้งให้ได้มาซึ่งนักการเมือง เข้าไปนั่งในสภาและบัญญัติการได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรี ทั้งรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีคืออำนาจทางการเมือง ก็บัญญัติตามๆ กันมาจากประเทศตะวันตก เพียงเท่านี้

แต่การเมืองจะดีหรือไม่ดีขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง ไม่สามารถดีได้ด้วยตัวการเมืองเองเพียงเท่านั้น เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติการเมืองแบบแยกส่วน โดยไม่คำนึงถึงบูรณาการกับปัจจัยอื่นๆ การเมืองจึงไม่สามารถดีได้ด้วยตัวของตัวเอง

ถ้าเปรียบเทียบกับร่างกายของเรา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์และอวัยวะหลากหลายมากมาย แต่ทั้งหมดบูรณาการเป็นองค์รวม คือความเป็นคนหรือชีวิตของเรา แม้ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยสสารต่างๆ ที่มาจากธรรมชาติ แต่เมื่อประกอบเป็นองค์รวมคือความเป็นคนก็มีคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์เหนือวัตถุที่เป็นส่วนประกอบของร่างกาย ถ้าประเทศไทยบูรณาการเป็นองค์รวมจะเกิดคุณสมบัติใหม่อันมหัศจรรย์ทำนองเดียวกัน

หลักการของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือหลักการบูรณาการ หรือประชาธิปไตยบูรณาการ โดยบูรณาการการเมืองกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำให้การเมืองดี ซึ่งอย่างน้อยมี ๗ ประการดังต่อไปนี้

๑. ระบบรัฐรวมศูนย์อำนาจทำให้การเมืองไม่ดี

ประเทศไทยเป็นระบบรัฐราชการ ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่สมัย ร.๕ แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ระบบรัฐรวมศูนย์อำนาจไม่เคยเปลี่ยน หรือกลับเข้มข้นมากขึ้น โครงสร้างอำนาจนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างน้อย ๖ ประการดังต่อไปนี้

  • (๑) ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ
  • (๒) ระบบราชการที่ใช้อำนาจมากใช้ปัญญาน้อยมีประสิทธิผลต่ำ
  • (๓) ทำให้มีคอร์รัปชั่นมาก ตามสูตรที่ว่าอำนาจมากที่ไหนคอร์รัปชั่นมากที่นั่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อก่อนเต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ต่อเมื่อกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยทั่วถึงจึงหายไป
  • (๔) ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น ดังกรณีความรุนแรงที่จังหวัดชายแดนใต้
  • (๕) ทำให้การแข่งขันทางการเมืองรุนแรงและคอร์รัปชั่น เพราะใครชนะกินรวบหมดทั้งประเทศ โดยเข้าครอบอำนาจระบบราชการที่รวมศูนย์
  • (๖) ทำให้รัฐประหารได้ง่ายโดยการยึดอำนาจที่รวมศูนย์ ถ้าอำนาจกระจายไปทั่วประเทศก็ไม่รู้จะยึดตรงไหน

   ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงควรบัญญัติการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ (ดูเอกสารเรื่อง “ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ” ที่เสนอโดยคณะกรรมการปฏิรูปที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานที่เสนอเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๔)

๒. ความเชื่อมโยงระหว่างประชาธิปไตย ๓ ระดับ

พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน สร้างจากยอดไม่ได้เพราะจะพังลงๆ ถ้าไม่มีฐานรองรับ ประเทศไทยพัฒนาประดุจสร้างพระเจดีย์จากยอด อะไรๆ ก็จะเอาแต่ข้างบน ประชาธิปไตยก็จะเอาแต่ระดับชาติ ไม่สนใจประชาธิปไตยที่ฐาน ประชาธิปไตยชุมชนเป็นประชาธิปไตยที่มีคุณภาพสูงสุด เพราะเป็นประชาธิปไตยทางตรงไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง เพราะชุมชนมีขนาดเล็กทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมได้โดยตรง ผู้นำตามธรรมชาติซึ่งมีอยู่หมู่บ้านละ ๔๐ - ๕๐ คน มีคุณภาพสูงมาก ก่อตัวขึ้นเป็นสภาวะผู้นำชุมชน หรือองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ก็มีผู้นำชุมชนที่เก่งและดีประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็นฐานที่ใหญ่มาก

ชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ เป็นชีวิตจริง เศรษฐกิจจริง (real sector) ต่างจากสังคมข้างบน ซึ่งมีเศรษฐกิจมายาคติเป็นส่วนใหญ่ ชุมชนท้องถิ่นจึงควรมีบทบาทในทิศทางนโยบายของประเทศ

       ฉะนั้นควรมีการเชื่อมโยงประชาธิปไตย ๓ ระดับ คือ ประชาธิปไตยชุมชน – ประชาธิปไตยท้องถิ่น – ประชาธิปไตยระดับชาติ โดยกำหนดให้มีการประชุมร่วมระหว่าง ๓ สภา คือ สภาองค์กรชุมชน - สภาองค์กรปกครองท้องถิ่น - รัฐสภา อย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง

๓. เชื่อมโยงประชาธิปไตยทางตรงกับทางอ้อม

       ประชาธิปไตยโดยเลือกผู้แทนราษฎร อย่างที่เรารู้จักกันเป็นประชาธิปไตยทางอ้อม (Indirect democracy) หรือประชาธิปไตยตัวแทน (Represented democracy เกิดขึ้นในประเทศตะวันตก ในสมัยที่การคมนาคมและการสื่อสารยังไม่สะดวก ราษฎรต้องเลือกตัวแทนขี่ม้าหรือนั่งเกวียนไปประชุมที่เมืองหลวง แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การคมนาคมและการสื่อสารสะดวกรวดเร็ว ประชาชนรู้เห็นข้อมูลอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ สามารถจัดให้มีประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy) เข้ามาเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยทางอ้อม โดยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ควรจัดให้มี ระบบการสื่อสารดิจิทัลที่ประชาชนทั่วประเทศสามารถส่งความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองโดยโทรศัพท์มือถือได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

วันหนึ่งๆ อาจมีประชาชนสื่อสารเข้ามาหลายแสนครั้ง เกิดเป็นข้อมูลมหึมา ซึ่งอาจเรียกว่า Big Data ประชาธิปไตย นำมหาข้อมูลประชาธิปไตยไปจัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ สังเคราะห์ หาความหมาย แล้วนำไปใช้งานตามความเหมาะสม เช่น สู่สาธารณะ สู่ผู้ปฏิบัติ สู่ผู้กำหนดนโยบาย ในระดับและเรื่องต่างๆ ตลอดจนถึงรัฐสภา ทำให้เสียงของประชาชนทั้งประเทศมีความหมายและการเมืองมีคุณภาพดีขึ้น เพราะเป็นประชาธิปไตยฐานกว้าง (Broad Based Democracy)

       ระบบบริหารจัดการ Big Data ประชาธิปไตย น่าจะทำโดยเครือข่ายมหาวิทยาลัยพร้อมทั้งกำลังนิสิตนักศึกษา โดยวิธีนี้จะเชื่อมโยงบทบาทของมหาวิทยาลัยกับเรื่อง OTT ที่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์อดีตเลขาธิการกสทช.นำเสนอหลายครั้ง ซึ่งต้องช่วยกันทำความเข้าใจเพราะเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติเข้ามาชุบมือเปิบใช้เราทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย แล้วตักตวงเอาผลประโยชน์ไป คนไทยทุกส่วนต้องตื่นตัวและทำความเข้าใจในเรื่องนี้

๔. พลังพลเมืองที่มีจิตสำนึกและกัมมันตะ เป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี

       ประเทศใดๆ ก็อยากให้ประเทศของตนมีเศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี การพัฒนาแต่ละเรื่องโดยตรงไม่สำเร็จ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี คือการมีพลเมืองที่มีจิตสำนึกสาธารณะและกัมมันตะ หรือสังคมเข้มแข็ง

        ควรศึกษา ประเทศอิตาลีที่ตอนเหนือกับตอนใต้ไม่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

ตอนเหนือเช่น แถวมิลานและโตรีโน เศรษฐกิจดี การเมืองดี และศีลธรรมดี แต่ตอนใต้แถวซิซิลีและซาร์ดิเนีย กลับตรงข้ามที่ยากจน ขโมยหีบบัตร ฆ่าหัวคะแนน คำว่ามาเฟียก็มาจากซิซิลี Robert Putnam จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไปวิจัยพบว่า ตอนเหนือพลังพลเมืองเข้มแข็ง มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำเพื่อกิจกรรมสาธารณะเต็มไปหมด ที่เรียกว่ามีความเป็นประชาสังคม แต่ตอนใต้เป็นสังคมแนวดิ่ง (Verticals Society) ที่สัมพันธ์กันด้วยอำนาจ ขาดการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เป็นสังคมอ่อนแอ (ดู Robert Putnam : Making Democracy Work : Civic  Traditions in Modern Italy) ความหมายของเขาก็คือ การที่ประชาธิปไตยจะทำงานได้ผลต้องมีพลังพลเมืองที่กัมมันตะ

       รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรบัญญัติกลไกในการสร้างพลังพลเมืองมีจิตสำนึก และกัมมันตะ

๕. ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

       รัฐธรรมนูญทั้งหลายในโลกล้วนลอกๆ กันมา จากรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในครั้งโบราณ ก่อนที่เงินขนาดใหญ่ (Mega Money) จะถือกำเนิดขึ้นมาเป็นอำนาจมหึมา ที่บางอย่างก็มากกว่ารัฐและข้ามรัฐ บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเป็นเหมือนสัตว์สปีชีส์ใหม่ที่มีอำนาจมาก ที่โลกไม่เคยมีมาก่อน อำนาจเงินทำให้ประชาธิปไตยบิดเบี้ยวไปอย่างในสหรัฐอเมริกาประเทศต้นแบบประชาธิปไตย ที่ถือว่ามีประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะแล้ว แต่บัดนี้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นอย่างสุดๆ ที่เรียกว่าปรากฏการณ์ ๙๙ : ๑ คือการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคน ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คนอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์ แสดงว่าประชาธิปไตยแบบที่เรียกว่า one man one vote สู้อำนาจเงินขนาดใหญ่ไม่ได้ ในกรุงวอชิงตันมีลอบบี้ยิสต์จำนวนมากกว่านักการเมืองเสียอีก หรือมีบริษัททำหน้าที่ลอบบี้จำนวนมาก เขาคงไม่ได้ลอบบี้เพื่อคนจน คนจนในอเมริกาน่าสงสารมากไม่มีอำนาจจะกำหนดอนาคตของตนเองเลย สุดแต่ว่าเขาจะจ้างหรือไม่จ้าง หรือจ้างด้วยอัตราน้อยนิดอย่างไร เรียกว่าไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic Democracy) กลไกของรัฐป้องกันการผูกขาดไม่ได้ เงินขนาดใหญ่ซื้อได้ทุกอย่าง ประชาธิปไตยเหลือแต่รูปแบบแต่โดยเนื้อหาได้กลายเป็นธนาธิปไตยแล้ว นี้เป็นเหตุผลที่กล่าวข้างต้นว่าลำพังระบบการเมืองเองพัฒนาตัวเองให้ดีไม่ได้ ต้องการพลังพลเมืองที่มีจิตสำนึกและกัมมันตะ ที่กล่าวถึงในข้อ ๔ ข้างต้น

ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องศึกษาให้ดีว่าจะบัญญัติอย่างไรจึงจะสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมได้ จะมีนวัตกรรมอย่างไรในการป้องกันการผูกขาดซึ่งมาจากภาคประชาชน เพราะภาครัฐล้มเหลวพ่ายแพ้ต่อเงินขนาดใหญ่

       ดังกล่าวแต่เริ่มต้นว่า รัฐธรรมนูญใหม่จะต้องใช้หลักการบูรณาการแทนที่การแยกส่วนแบบเดิม ระบบเศรษฐกิจไม่ควรจะแยกส่วนที่ทำเพื่อความมั่งคั่งของตัวเอง โดยไม่เกี่ยวกับความเป็นธรรม แต่จะต้องบูรณาการอยู่กับความเป็นธรรมทางสังคม มิฉะนั้นประชาธิปไตยจะยังไม่ได้ผลอีกต่อไปหรือล้มเหลวดังที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

๖. การเมืองเป็นอำนาจสูงสุด จะต้องเชื่อมโยงกับกระบวนการทางปัญญาสูงสุด คือการพัฒนานโยบายสาธารณะ

       ถ้าถามว่าพันธกิจ (mission) ของการเมืองคืออะไร

       คำตอบก็คือ หน้าที่ของรัฐสภาและของคณะรัฐมนตรี คือการตัดสินใจทางนโยบาย การตัดสินใจทางนโยบายมีความสำคัญสูงสุดสำหรับประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะกำหนดทิศทางของประเทศ และกำหนดว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรและทำอย่างไร การตัดสินใจถูกหมายถึงวัฒนะ การตัดสินใจผิดหมายถึงหายนะ

       นโยบายสาธารณะ (Public policies) ที่ดี จึงเป็นปัญญาสูงสุดของชาติใดชาติหนึ่ง

       การเมืองที่ดีจะต้องเชื่อมโยงกับกระบวนการทางปัญญาสูงสุด

       ถ้าการเมืองซึ่งมีอำนาจสูงสุด ไม่ประกอบด้วยปัญญาสูงสุด หรือระคนอยู่กับผลประโยชน์ทับซ้อนทางนโยบาย ชาติย่อมเสียหายอย่างใหญ่หลวง

       ที่ผ่านมาอำนาจทางการเมืองยังไม่เป็นไปกับการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี แต่ระคนอยู่กับผลประโยชน์ทับซ้อนทางนโยบายเป็นอันมาก ทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างใหญ่หลวง มหาวิทยาลัยไทยก็ยังขาดสมรรถนะ และไม่กัมมันตะในการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ นี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่น่าจะต้องศึกษาให้เข้าใจ

วิธีแก้ไขซึ่งจะนำไปสู่การเมืองใหม่ อาจทำได้ดังนี้คือ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีการประชุมสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ

โดยมีองค์ประกอบของผู้เข้าประชุม ดังนี้

  • (๑) สมาชิกรัฐสภา
  • (๒) คณะรัฐมนตรี
  • (๓) ตัวแทนขององค์กรชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ
  • (๔) ตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมซึ่งรวมภาคธุรกิจและสื่อมวลชน
  • (๕) ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนโยบาย
  • (๖) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนานโยบายสาธารณะ
  • (๗) บุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานสมัชชาพัฒนานโยบายสาธารณะแห่งชาติ

       เป็นองค์กรที่มีความสามารถในการจัดการสูง ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนมหาวิทยาลัยสถาบันวิจัย ให้ทำหน้าที่สังเคราะห์นโยบายสาธารณะ และนำนโยบายสาธารณะที่ดีเสนอเข้าที่ประชุมสมัชชา

       กระบวนการทำงานของสมัชชา

  • (๑) มติที่สมัชชาเห็นชอบและพร้อมปฏิบัติได้ ให้รัฐสภาและครม.รับไปปฏิบัติ
  • (๒) นโยบายใดที่ดีแต่ยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติ ให้สมัชชาตั้งคณะทำงานร่วม ไปพัฒนาให้พร้อมและนำกลับเข้าที่ประชุมเป็นข้อ (๑)
  • (๓) สมัชชาตั้งคณะทำงานติดตามการปฏิบัติว่าทุกฝ่ายเข้าใจและปฏิบัติถูก รวมทั้งแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องที่ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ เพื่อประกันว่าจะมีการปฏิบัติตามนโยบาย
  • (๔) สมัชชาตั้งคณะทำงานประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบาย เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับมาพัฒนานโยบายให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

       ที่กล่าวนี้คือกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมหรือ P4 (Participatory Public Policy Process) ถ้าทำตามนี้จะเป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่งเพราะทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เป็นประชาธิปไตยที่เป็นปัญญาธิปไตย ที่คือประชาธิปไตยที่ใช้ปัญญาเป็นอำนาจ เป็นประชาธิปไตยอรรถประโยชน์เพราะนโยบายสาธารณะที่ดี และมีการดูแลให้นำไปปฏิบัติได้จริง จะนำความวัฒนะมาสู่ประเทศชาติเหลือคณานับ

       ในระบบนี้ไม่มีใครกล้าเกเรได้ เพราะทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมและกำกับ มหาวิทยาลัยที่ไม่กัมมันตะ ในการสังเคราะห์นโยบายสาธารณะก็จะกระตือรือล้น กลายเป็นกัมมันตะ เพราะรัฐสภาและครม.นำนโนบายที่ดีไปใช้จริง โดยวิธีนี้การเมืองจะกลายเป็นการเมืองใหม่ ที่ไปพ้นจากวาทกรรม บริภาษกรรม โดยปราศจากความรู้จริง พรรคการเมืองสามารถปรับตัวเป็นสถาบันพัฒนานโยบายสาธารณะ นักการเมืองจำนวนไม่ใช่น้อยจะสามารถพัฒนาตัวเองเป็นนักพัฒนานโยบายสาธารณะ เพราะโดยธรรมชาติเขาปรับตัวได้เร็ว ถ้าระบบเอื้ออำนวยให้เขาเป็นเช่นไร

       ถ้าระบบดี คนที่ควรจะไม่ดี ก็กลายเป็นคนดี คนที่ควรจะไม่เก่ง ก็กลายเป็นคนเก่ง (ดูเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ : “คิดเป็นระบบ”)

       สังคมไทยติดกับความคิดที่คิดว่า ดีชั่วเป็นกรรมส่วนบุคคล ไม่เข้าใจว่าโครงสร้างและระบบกำหนดพฤติกรรมของบุคคลและองค์กร

ที่นำเสนอคือระบบการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้คนไทยเป็นคนดีและคนเก่ง

ขอเสนอให้สสร. และสังคมไทยช่วยศึกษาพิจารณา และช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีที่สุดในโลก

๗. สถาปนาอย่างประณีตให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง มีความสถาพร และไม่เป็นเหตุให้คนไทยต้องมารบราฆ่าฟันกัน

มีตัวอย่างของประเทศประชาธิปไตยที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง มีความสงบสันติและเจริญ

ถ้าคนไทยจะต้องมาพิฆาตเข่นฆ่ากันเพราะสถาบัน คงไม่เป็นมงคลกับสถาบัน หรือกับประเทศว่าเรายังมีสัญชาตญาณชนเผ่า (Tribal instinct) อยู่หรือไร น่าจะเกินเลยเวลามากไปแล้วที่คนไทยจะต้องร่วมกันสถาปนาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือการเมือง เป็นจิตวิญญาณให้ความถูกต้องดีงามของชาติ ไม่มีเหตุให้เป็นความแตกแยก ตรงข้ามเป็นพลังที่ช่วยสมานคนในชาติ ก้าวข้ามความแตกแยกทุกประเภท ประเทศจะได้มีพลังมากพอที่จะก้าวไปสู่อนาคตของเราร่วมกัน ซึ่งถ้าทำได้ดี ประเทศไทยอาจจะไปถึงยุคศรีอาริยะ

________________________________

(หมายเหตุ ตามข้อเสนอนี้จะเกิดประชาธิปไตยใน ๕ มิติ หรือ เบญจประชาธิปไตย เข้ามา                  บูรณาการกัน แทนที่จะเป็นประชาธิปไตยทางการเมืองอย่างเดียว นั่นคือ

  • ๑. ประชาธิปไตยทางจิตสำนึก (Spiritual democracy)
  • ๒. ประชาธิปไตยทางสังคม (Social democracy)
  • ๓. ประชาธิปไตยทางปัญญา (Intellectual democracy)
  • ๔. ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic democracy)
  • ๕. ประชาธิปไตยทางการเมือง (Political democracy)

ทั้ง ๕ จะสานกันดังรูป

จิตสำนึกแห่งการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นรากฐานที่ลึกที่สุดของสิ่งดีงามทั้งปวง เช่น ประชาธิปไตย การเคารพสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม เรื่องนี้อยู่ในข้อพลังพลเมืองที่มีจิตสำนึกและกัมมันตะ ประชาธิปไตยทางสังคมก็มาจากข้อนี้

ประชาธิปไตยทางปัญญา เห็นได้จากการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม

เมื่อเห็นเบญจประชาธิปไตยดังกล่าวนี้แล้ว จะเข้าใจว่าทำไมประชาธิปไตยที่เป็นเพียงกลไกการเลือกตั้ง จึงบิดเบี้ยวไปได้ง่ายดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพราะขาดความลึกซึ้ง (ของจิตสำนึก)และความรอบด้าน กลไกจึงต่อไปเป็นกลโกงได้ง่าย ไม่ใช่ระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ทั้ง ๕ มิติตามที่เสนอ)