Cynefin Model เป็นอะไรที่เข้าใจยาก เพราะ ต้องใช้ "ใจ"

สำรวจองค์กร KM ของท่าน   เป็นแบบไหน ? <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">Dave Snowden  นำเสนอ   การบริหาร KM ในองค์กร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดย ชี้ให้เห็น ความสำคัญของ  การกดดัน และ ไม่กดดัน    การเน้นเรื่องความรู้สึก (sense making)   และ  วัฒนธรรมการเรียนรู้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้า เขียน ตาราง โดยให้ แกนนอน  ไปทางขวา คือ รับรู้  ไปทางซ้าย คือ เรียนรู้ (เป็นแกน ของ วัฒนธรรม) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ส่วนในแกนตั้ง   (แกน ความรู้สึก) เป็น ความรู้สึก สัมผัสที่พนักงานได้รับ    ไปทางตั้ง คือ  กดดัน แคบ  งก  เพื่อนน้อย หวง   ไปทางดิ่งลง คือ  กว้างขวาง ใจกว้าง  ไม่งก   ไม่หวง เพื่อนมาก </p>·        ใน Quadrant ที่ 1 คือ  ขวาบน  จะเป็น  รับรู้ และ สังคมแคบรู้เฉพาะ  มีข้อจำกัด  (ราชการ  อาชีพ ภาษา ฯลฯ) <ul style="margin-top: 0cm">

  • ใน Quadrant ที่ 4  คือ  ขวาล่าง  จะเป็น  รับรู้ และ กว้างขวาง  แบ่งปัน   รู้รอบ
  • ใน Quadrant ที่ 2  คือ  ซ้าย บน  จะเป็น  เรียนรู้  และ สังคม แคบ   รู้เฉพาะ  มีข้อจำกัด  (ราชการ  อาชีพ ภาษา ฯลฯ)
  • ใน Quadrant ที่ 3  คือ  ซ้าย ล่าง   จะเป็น  เรียนรู้ และ กว้างขวาง แบ่งปัน  รู้รอบ
  • </ul>  ลองสำรวจ องค์กรของท่านดูนะครับ  ว่าอยู่ใน กลุ่มแบบไหน ?    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แบบ  1  คือ  Teaching & restricted </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">         อบรมแบบ บรรยายเป็นส่วนใหญ่  แม้จะแบ่งกลุ่ม สอนหลากหลาย แต่ก็เป็นรับรู้ ไม่ใช่เรียนรู้          ฝ่ายบริหาร กำหนดหัวข้อเรียนชัดเจน          มีคนเก่งเฉพาะทางเยอะ แต่ กระจัดกระจาย  และ ไม่แบ่งปันกับคนนอกกลุ่ม นอกองค์กร           ยกย่องคนทำข้อสอบได้คะแนนดี  คนตั้งใจฟัง ตรงต่อเวลา           ชอบ 6B (block ble bee blame boa bai) อย่าได้ทำพลาดนะ         ชอบประเมินว่า เรียนแล้วคุ้มไหม  เอาไปทำจริงไหม           ชอบประเมินวิทยากร จาก  แผ่นใส เอกสารการสอน เทคนิคการสอนเนื้อหาเหมาะสมกับเวลา  เปิดโอกาสให้ถาม และ ตอบตรงประเด็น            สนใจ เฉพาะ  ที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อ การทำกำไร  ลดต้นทุน  เห็นชัดๆ ทันใจ         ทำกิจกรรมต่างๆ ต้องเป็นรูปแบบ ค้องเหมือนๆกัน  ต้องมีขั้นตอนชัดเจน   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แบบ 2  คือ  Teaching & Open </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">         อบรมแบบ บรรยายบ้าง  ทำโครงงานบ้าง แม้จะแบ่งกลุ่ม สอนหลากหลาย แต่ก็เป็นรับรู้ ไม่ใช่เรียนรู้   รู้สึกเรียนสบายๆ ไม่กดดันคนเรียน </p>         ฝ่ายบริหาร  ตามใจ ผู้เรียน เรียนตามคำขอ เรียน ดักทาง  เรียนเผื่ออนาคต <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">         มีคนเก่งเฉพาะทางเยอะ แต่ ก็คบกับคนเก่งภายนอกด้วย  มีสมาคม ชมรมทางวิชาชีพ สัมมนาทางวิชาชีพ วารสารทางวิชาชีพของตน  ฯลฯ </p>         มี BLOG  มี อุปกรณ์ทาง  IT  แต่  ใช้เป็น IM (Information management) ไม่เป็น KM เพราะ   มีแต่ แลกเปลี่ยนรับรู้   แต่ยังไม่ใช่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นแค่ ไดอารี่  ยังไม่สร้างเกลียวความรู้   แต่มี ภาคีแล้ว  รอวัน สุกงอม ไปเป็นเกลียวความรู้           ยกย่องคนทำข้อสอบได้คะแนนดี   แม้จะขาดเรียน มาสาย คุยกัน  ก็ไม่เป็นไร          ชอบ 6B (block ble bee blame boa bai) อย่าได้ทำพลาดเชียว         แม้จะประเมินว่า เรียนแล้วคุ้มไหม  เอาไปทำจริงไหม  แต่ ไม่ถือว่าสำคัญ  ขอให้มาเรียนเถอะ         ชอบประเมินวิทยากร จาก  แผ่นใส เอกสารการสอน เทคนิคการสอนเนื้อหาเหมาะสมกับเวลา  ตอบตรงประเด็น  อาหาร ห้องเรียน สถานที่  และ ความชอบใจของผู้เรียนต่อวิทยากร          สนใจ เฉพาะ  ที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อ การทำกำไร  ลดต้นทุน  ทั้งเร่งด่วนและเตรียมเผื่อไว้ในอนาคต          ทำกิจกรรมต่างๆ ต้องเป็นรูปแบบ ค้องเหมือนๆกัน  ต้องมีขั้นตอนชัดเจน  แต่ ไม่กดดัน  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แบบ 3คือ  Learning & restricted </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">         เน้นการเรียนรู้ มากกว่า รับรู้ ใช้การเรียนรู้เชิงประจักษ์ (Action learning)  </p>         เน้นการค้นหาตนเอง ดัดสันดานตนเอง เรียนรู้จากภายใน (Constructionism learning)          มีคนเก่งเฉพาะทางเยอะ แต่ กระจัดกระจาย  และ ไม่แบ่งปันกับคนนอกกลุ่ม นอกองค์กร           ยกย่องคนเรียนรู้ได้ดี (Learning process) คุมอารมณ์ได้ มีสติ ใฝ่รู้ แบ่งปัน น้ำใจ รักการเรียนรู้ ฯลฯ  โดยไม่เน้นผล หรือ คะแนนสอบ         ไม่มี  6B (block ble bee blame boa bai)          ชอบประเมินพฤติกรรมของผู้เรียน คุมอารมณ์  มีสติ ใฝ่รู้ แบ่งปัน น้ำใจ รักการเรียนรู้ ฯลฯ          เรียนรู้ ในกรอบที่จำเป็น  ที่สนใจ ที่คิดว่าคุม เอาไปทำจริง         รักษาสมดุล  เรื่องที่ เรียนรู้และ การคืนทุนในเรื่องที่เรียนรู้             มีเครือข่ายน้อย     <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แบบ 4คือ  Learning & Open </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">         เน้นการเรียนรู้ มากกว่า รับรู้ ใช้การเรียนรู้เชิงประจักษ์ (Action learning)  </p><p>         เน้นการค้นหาตนเอง ดัดสันดานตนเอง เรียนรู้จากภายใน (Constructionism learning)          มีคนเก่งเฉพาะทางเยอะ แบ่งปันกับคนนอกกลุ่ม นอกองค์กร           ยกย่องคนเรียนรู้ได้ดี (Learning process) คุมอารมณ์ได้ มีสติ ใฝ่รู้ แบ่งปัน น้ำใจ รักการเรียนรู้ ฯลฯ  โดยไม่เน้นผล หรือ คะแนนสอบ         ไม่มี  6B (block ble bee blame boa bai)          ชอบประเมินพฤติกรรมของผู้เรียน คุมอารมณ์  มีสติ ใฝ่รู้ แบ่งปัน น้ำใจ รักการเรียนรู้ ฯลฯ          เรียนรู้ นอกกรอบ และ ในกรอบ เผชิญภัย ในโลกแห่งการเรียนรู้          มีเครือข่ายมาก          บรรยากาศสบายๆ ไม่กดดัน   คุยกันสบายๆ  เรียนรู้ที่ไหน เมื่อไร หัวข้ออะไร ฯลฯ ก็ได้     </p><p>***************  </p><ul>

  • แบบ 1  นี้ จะแย่สุด   เพิ่งเริ่มเข้าวงการ  หรือ ยังไม่รู้จัก KM เลยมั๊ง
  • แบบ 2  คือ มือใหม่ เริ่มทำ KM  แต่ ยังไม่รู้จัก Learn how to learn  ยังหา ใจ  หาตัวตนไม่พบ
  • แบบ 3  เป็นแบบธรรมชาติ   แบบภูมิปัญญาท้องถิ่น  ค้นพบการเรียนรู้เอง  ฯลฯ  เขาทำมาก่อน ที่พวกเรา จะเอาคำศัพท์ประหลาดๆ ทางKM ไป ข่มขืนพวกเขา
  • แบบ 4 เป็นแบบ ในอุดมคติ 
  • </ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แบบ  1   ไป แบบ 2   จะหาง่าย   ถ้า ขับเคลื่อน  ด้วยการ  มี ภาคี  มี BLOG    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แบบ 1  ไป แบบ 3  คงจะยาก   เพราะ เท่าที่ดู   พวกแบบ 3  เขาเป็น ชาวบ้าน  เขาค้นพบเอง   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แบบ  2  ไป    แบบ 4  ก็ต้อง  ออกแรง เปลี่ยน กระบวนการคิด  ปรับทัศนคติ    เข้า Learning camp   ค่อยๆ ใช้ ความรัก   แบ่งปันความรัก   ให้ความรักก่อนให้ความรู้     ก็คงเป็นแบบที่เราเห็นกันเป็นส่วนมาก </p>แบบ 3 ไป แบบ 4   ก็ไม่ยาก   เราพาเข้าเปิดตัวใน BLOG  ในงาน มหกรรม KM   แต่ พวกเขา ก็จะมีขีดจำกัด  เรื่อง ภาษา  เรื่องศัพท์วิชาการ  เรื่องเวลาที่ต้องไปทำมาหากิน  ฯลฯ