GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่

อาทิตย์สุดสัปดาห์ [email protected] ครั้งที่ 5

 

อาทิตย์สุดสัปดาห์ [email protected] ครั้งที่ 5

 

                อาทิตย์สุดสัปดาห์ เขียนเป็นบทความในครั้งที่ 5  คือ เรื่อง ของการเตรียมตัวต้อนรับปีใหม่ ที่กำลังจะก้าวเดินมาถึงในเร็ววันนี้  โดยมุ่งเน้นกล่าวถึงเรื่องราวความเป็นโลกสมัยใหม่ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาว่ามีความสำคัญอย่างไร และ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่  

                การเปลี่ยนแปลงและการก้าวเดินของโลกใน ศตวรรษที่ 15 คือ การก้าวเดินที่จะทำให้เราและท่านทั้งหลายต้องครุ่นคิดเป็นอย่างหนักเพื่อที่จะคิดค้นและหาคำตอบที่ว่า ทำไมต้องมีการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มิได้ส่งผลกระทบต่อโลกในมิติใดมิติหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบต่อ โลก ในระบบต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ศาสนาศิลปวัฒนธรรม, ระบบการเมืองและเศรษฐกิจ, สำนึกคิดของคนในยุคสมัยของความเป็นสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงอันบันดาลมีเหล่านี้ได้ทำให้โลกได้เกิด โลกทัศน์ทางความคิดสมัยใหม่ ภายใต้ศตวรรษที่ 15 คือ โลกทัศน์ของความเป็นสมัยใหม่  

                คำว่า สมัยใหม่ มิใช่เป็นคำพูดที่กล่าวขึ้นมาอย่างลอย ๆ หรือ ทึกทักกันเอาเอง หากแต่คำว่า สมัยใหม่ คำนี้ได้ก่อเกิดมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ มากมาย และที่สำคัญอาจจะกล่าวได้ว่า คำว่า สมัยใหม่ คือ วาทกรรมการสร้างโลกสมัยใหม่ ทำไมจึงกล่าวเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่เราจะพบก็คือว่าจากการเปลี่ยนแปลงภายใต้วาทกรรมนี้ คือ การพยายามจัดสร้างกฎระเบียบใหม่ของโลก ( New World Order ) และ ภายใต้กฎระเบียบใหม่ได้สร้างโลกทั้งโลกให้เปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนจากยุคแห่งความมืด ไปสู่ยุคแห่งแสงสว่าง จนนำไปสู่การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ กระทั้งเรื่อยมาสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม และในท้ายที่สุดนำไปสู่การปฏิวัติทางเทคโนโลยี   

 

                การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ได้ก่อให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมายภายใต้ โลกสมัยใหม่  แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเกิดขึ้นของสิ่งต่าง ๆ มิได้เกิดขึ้นเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว  หากแต่ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม , การเมืองเศรษฐกิจ, และอื่น ๆ อีกมากมาย และ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลมาจากการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ก็มิได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ หากแต่การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ คือ ความจริงแท้ของการเร่งให้โลกสมัยใหม่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว

                ศาสนาและวัฒนธรรม ที่เป็นรากฐานทางความคิดความเชื่อถูกแปรเปลี่ยนไปเมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ความคิดความเชื่อทางศาสนาในแบบเก่า ๆ กำลังถูกความคิดใหม่ ๆ ท้าทาย ท้าทายต่อคำสอนของพระเจ้า ท้าทายต่อความคิดความเชื่อที่หยั่งรากลึกมาในอดีต ว่านั้นจริงแท้หรือ

                การท้าทายต่อศาสนา ได้ก่อเกิดขึ้นโดยกระบวนการทางวิทศาสตร์ทีได้พิสูจน์ให้เห็นในเชิงประจักษ์แล้วว่าจากคำสอนทางศาสนานั้นมิได้เป็นความจริงแท้ เช่น การที่ทางศาสนาได้บอกว่าโลกแบน แต่ในแท้ที่จริงแล้ว โลกกลับกลม  การท้าทายต่อความเชื่อทางศาสนาอย่างรุนแรงโดยอาศัยความคิดเชิงประจักษ์เป็นข้อพิสูจน์ที่ได้ส่งผลให้ศาสนาต้องตกไปอยู่ชายขอบทางสังคมคงหลงเหลือเป็นเพียงแค่เรื่องความดีงาม และในท้ายที่สุดศาสนาที่เคยมีอิทธิพลเหนือชีวิตความเป็นอยู่กลับลดบทบาทลงอย่างแทบไม่เหลือสิ้นอะไรเลย

                เมื่อวิทยาศาสตร์ที่ซึ่งเป็นแกนกลางในการผลักดันโลกจากยุคสมัยหนึ่งไปสู่โลกอีกยุคสมัยหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นตามอีกประการหนึ่งก็คือ ระบบเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่   New economic system ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่เป็นระบบเศรษฐกิจที่นำเงินมาเป็นสื่อกลางนำตลาดมาเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลทางด้านระบบเศรษฐกิจ ภายใต้โลกทัศน์ สมัยใหม่ ได้มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นจนแยกไม่ออก

 

              การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจทีเกิดขึ้นในยุคโลกสมัยใหม่ อาจมีปัจจัยที่เป็นฐานรากมากจากวิทยาศาสตร์ แต่ก็หาใช่ว่าวิทยาศาสตร์จะเป็นฐานรากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องของสงครามทางศาสนาที่เป็นแรงบีบคั้นให้โลกสมัยใหม่สร้างระบบเศรษฐกิจที่แปลกตาไปจากเศรษฐกิจแบบเติม

                สงคราม ครูเสด เป็นสงครามทางศาสนา ระหว่าง ศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน การที่สงครามมีความยืดเยื้อและยาวนานนั้นได้นำทั้ง 2 ภูมิภาคของโลกเริ่มที่จะเปิดการค้าต่อกันและกัน ซีกโลกหนึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ทรัพยากร และ อีกซีกโลกเติมไปด้วยวิทยาการ ความแตกต่างทางทรัพยากรที่มีจึงนำมาสู่การแลกเปลี่ยน และ การแลกเปลี่ยนดังกล่าวข้างต้นได้นำไปสู่การเปิดประตูของการค้าโดยใช้ระบบเงินตราเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมากขึ้น

                ระบบการค้าที่เกิดขึ้นนั้นได้ขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในท้าทายที่สุดก็เกิดเป็นระบบการค้าของโลกทั้งโลกขึ้น ระบบเศรษฐกิจเงินตราที่กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้สร้างสำนึกทางความคิดแบบใหม่ขึ้นมาแทรกอยู่ในสังคม คือ สำนึกคิดความเป็นคนที่เป็นปัจเจกชนมากขึ้น  สำนึกตัวนี้คือตัวสร้างชนกลุ่มชนชั้นใหม่ขึ้นมาคือ กลุ่มชนชั้นกลาง หรือ กฏุมพี   และชนชั้นกลางนี้เองคือตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้โลก สมัยใหม่ ก้าวเดินไปอย่างรวดเร็ว

            สิ่งหนึ่งที่เราจะพบต่อมาคือ  เมืองในรูปลักษณะใหม่ภายใต้ระบบการค้าเสรี ที่มีชนชั้นกลางเป็นตัวจักรสำคัญ เมืองทางการค้าที่มีแต่ชนชั้นกลางในโลกยุคสมัยใหม่นี้ เป็นเมืองที่ความพิเศษกว่าเมืองไหนที่เคยปรากฏมาเมืองในลักษณะใหม่มีความเป็นเสรี และ มีกฎหมายพิเศษที่แตกต่างจากกฎมายของเมืองในอดีตที่ผ่านมา

                อาจกล่าวต่อได้อีกว่า การแปลความหมายของเมือง ในยุคก่อนยุคสมัยใหม่นั้นคงมีความแตกต่างอย่างแน่แท้ เพราะเมืองในสมัยก่อนเป็นเมืองศูนย์กลางทางอำนาจมากกว่า แต่เมืองในสมัยใหม่กลับเป็นเมืองที่เกิดขึ้นจากการค้า โดยเมืองในยุคสมัยใหม่ คงมิได้แอบอิงสัมพันธ์อยู่กับอำนาจของ ศูนย์กลางอีกต่อไป

                ความเป็นโลกสมัยใหม่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะด้านความเชื่อทางศาสนา หรือ เศรษฐกิจ เท่านั้นหากแต่ยังมีผลไปสูการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองการปกครอง การเมืองการปกครองของโลกสมัยใหม่มีการแปรเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

                โลกยุคสมัยใหม่มีการเกิดของคนชนชั้นกลางมากเรื่อยๆ และชนชั้นกลางนี้เองเป็นตัวกลางในการผลักดันในรัฐเกิดเป็นรูปแบบการปกครองแบบใหม่ขึ้น ชนชั้นกลางได้เกิดขึ้นมาในสังคมแห่งสำนึกทางความคิดความเป็นปัจเจกชน เพราะฉะนั้นแล้วการที่เมืองที่มีชนชั้นกลางอยู่ย่อมเป็นเมืองที่ความเป็นเสรีภาพมากพอสมควร ถึงกระนั้นแล้วแรงผลักดันอีกประการหนึ่งที่แทรกเข้ามาในสังคม คือสำนึกคิดเรื่องเวลาที่แปรเปลี่ยนไป เวลาไม่ใช้เวลาตามอดีตกาลที่จะกลับมาพบจุดเริ่มต้น แต่เป็นเวลาของความก้าวหน้า ดังนั้นแล้วชนชั้นกลางจึงมีความคิดที่ว่าชีวิตเขาต้องดีขึ้น โดยพื้นฐานที่ชนชั้นกลางเกิดมาจากเศรษฐกิจการค้าแล้วย่อมตอกย้ำว่า ชนชั้นกลางสามารถจะกระทำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น และตรงนี้ก็เป็นข้อตอกย้ำถึงรูปแบบการปกครองแบบสมัยใหม่ ที่ชนชั้นกลางจะถวิลหาความเป็นเสรีภาพ

                การถวิลหาเสรีภาพของชนชั้นกลางในยุคสมัยใหม่ เป็นดั่งแรงผลักดันให้สังคมการเมืองของ ยุคสมัยใหม่ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขุนนางกำลังลดบทบาทลง กษัตริย์มีบทบาทมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นแล้วในยุคแรกกษัตริย์อาจมีอำนาจก็จริงแต่เป็นการมีอำนาจจากการสถาปนาอำนาจตนเองโดยมีชนชั้นกลางเป็นฐาน แต่เมือความต้องการเสรีภาพของชนชั้นกลางมีเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ชนชั้นลุกขึ้นมาปฏิวัติทางการเมืองและอำนาจของกษัตริย์อีกรอบหนึ่ง

                ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ที่เป็นดั่งแรงกระตุ้นอันสำคัญของยุคสมัยใหม่ ได้ก้าวเดินไปเรื่อย และการพัฒนานั้นย่อมมิเคยหยุดนิ่งจึงทำให้ยุคสมัยใหม่ได้ก้าวไปสู่การปฏิวัติทางอุตสาหกรรม การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมได้เกิดขึ้นจากผลแห่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

                การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ทำให้ยุคสมัยใหม่เฟื่อฟูมากกว่าการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เป็นเท่าตัว จะเห็นได้จากการที่สังคมในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีความสะดวกสบายมากขึ้น มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่สมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ได้ทิ้งคราบแห่งความล้มเหลวไว้พอสมควร

                การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมได้สร้างชนชั้นทางสังคมขึ้นมาอีกชนชั้นหนึ่งคือ ชนชั้นกรรมกร กรรมการนั้นเกิดขึ้นจากระบบโรงงานอุตสาหกรรม กรรมกรมเป็นดั่งสินค้าของโรงงานที่เจ้าของโรงงานจะใช้งานอย่างไรก็ได้ ก็คงไม่ผิดที่ว่าสังคมอุตสาหกรรมได้สร้างสังคมทาสเพื่อเป็นฐานแห่งความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจของเจ้าของโรงงงาน

                ประการที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เรามิควรมองข้ามไปคือประเด็นในคำถามอีกคำถามหนึ่งคือว่า ทำไมโลกสมัยจึงก้าวไปได้เร็วมาก คำตอบที่เราจะพบก็คือว่า โลกสมัยใหม่ได้สร้างมนุษย์ให้ตกอยู่ภายใต้โลกทัศน์ใหม่ ซึ่งโลกทัศน์อันใหม่นี้ได้เป็นโมเดลในการสร้างมนุษย์ในยุคสมัยใหม่ที่มีความแตกต่างจากมนุษย์ในสมัยก่อน และโมเดลของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่นี้มิได้เป็นโมเดลแบบหยาบ ๆ หากแต่เป็นโมเดลที่ฝั่งรากลึกไปในสำนึกคิดที่ยากจะเปลี่ยนแปลง

                มนุษย์ในโลกสมัยใหม่มีคุณลักษณะพิเศษดังนี้ 1. ยึดหลักเหตุผลเชิงประจักษ์ เราจะเห็นได้การท้าทายต่อศาสนาล้วนมีฐานรากจากสำนึกคิดอันนี้ อะไรก็ตามแต่ที่เกิดต้องพิสูจน์ได้ และแนวคิดนี้ได้ผลักดันมนุษย์ในยุคสมัยใหม่ไปสู่การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ในท้าทายที่สุด 2. มนุษย์มีความสามารถ สำนึกคิดนี้หากกล่าวในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็คือ สำนึกคิดในความเป็นปัจเจกชน คือ สามารถจะกระทำอะไรก็ได้ 3. ความเสมอภาค สำนึกคิดนี้ได้ผลักดันให้มนุษย์ในยุคสมัยใหม่ถวิลหารูปแบบการเมืองที่อิสระและสำนึกแนวคิดนี้ได้ผลักดันให้มนุษย์ในสมัยนี้มีความคิดเรื่องระบบเศรษฐกิจการค้าแบบเสรี 4. ความเป็นมนุษย์ในองค์กร โลกทัศน์นี้ได้ทำให้เกิดสำนึกทางความคิดอันใหม่คือ สำนึกคิดที่ชีวิตมนุษย์แบ่งออกเป็นส่วน ๆ สำนึกคิดจะเกิดขึ้นภายใต้โลกอุตสาหกรรม ในโลกอุตสาหกรรมนั้นการทำงานจะถูกแบ่ง ออกเป็นฝ่ายและมิค่อยสัมพันธ์กัน ชีวิตในองค์กรจึงเป็นชีวิตที่ไม่มีความสัมพันธ์หลงเหลือ 5. ชีวิตมีความก้าวหน้า นี้เป็นโลกทัศน์ที่มาสอดรับกับทัศนะคติเรื่องเวลา เวลาของมนุษย์ยุคสมัยใหม่เป็นเวลาที่ก้าวไปข้างหน้า เป็นเวลาตามปฏิทิน ดังนั้นมนุษย์ในยุคสมัยจะกระทำทุกอย่างให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามปฏิทินของเวลา มิได้ทำเพื่อหวังผลว่าชาติหน้าจะมิต้องเวียนไหว้ตายเกิดอีก

               

               

                การเปลี่ยนแปลงต่างมากมายที่เกิดภายในโลกทัศน์ ของความเป็นสมัยนี้จึงมิได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นลอย ๆ หากแต่มีฐานทางความคิด สำนึกคิดเป็นฐานในสร้างให้มันเกิด และประการที่สำคัญคือสำนึกทางความคิดในตัวมนุษย์ใน ยุคสมัยใหม่ ได้เป็นผลักดันให้สังคมสมัยใหม่ก้าวเดินไปอย่างรวดเร็ว

อรรถวุฒิ ศิริปัญญา อาทิตย์สุดสัปดาห์

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): โลกยุคสมัยใหม่
หมายเลขบันทึก: 68053
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 14
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (14)

  • ขอบคุณบทความดีๆ ให้ได้เรียนรู้ค่ะ

พกำหพำหะพดเเดรีคร

โอรักนัท

ผมไม่เห้นด้วยกับเหตุผลของบทความข้างต้นนะครับ เหตุผลทั้ง5ข้อใช้กับคนไทยไม่ได้เลย ดูจากการเมืองบ้านเราขณะนี้ซิ แยกแยะยังไม่ออกเลยว่าอะไรดีหรือเลว เช่นตัวบุคคลนะ

คนนึงผลงานมากมายช่วยเหลือ ประเทศชาติให้พ้นวิกฤตทางเศรฐกิจ ช่วยเหลือพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆนั่นเป็นสิ่งแรกๆที่ต้องทำ แล้วก็กำลังพยายามช่วยชนชั้นกลางทีพวกกินเงินเดีอน ที่ไม่ค่อยรู้ว่าความลำบากของเพื่อนร่วมประเทศที่เป็นชนชั้นกรรมกรหรือชาวไร่ชาวนาเป็นอย่างไร กับอีกคนหนึ่งซึ่ง ไม่เคยแม้แต่นิดเดียวที่จะทำอะไรให้แก่บ้านเมืองให้เห็นเป็นรูปมธรรมแม้แต่อย่างเดียว มีแต่ก่นด่าและก็ตำหนิคนทำงานเพื่อจะได้เป็นบันใดให้ตัวเองใต่เต้าให้อยู่ในชั้นสูงเพื่อจะเทียบเท่าคุณงามความดีกับเขา เพียงแค่นี้ประชาชนคนไทยยังแยกไม่ออกเลยว่าใตรดีใครไม่ดี

การแบ่งชนชั้น ก็อีกแหละบ้านเมืองเรามีการแบ่งชนชั้นกันอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไม่กี่วันนี่มีผู้ประกาศข่าวบางคนบอกว่า ตามความคิดเขานะคนที่มีสิทธิเลือกตั้งควรจะเป็นคนที่จบปริญญาตรีขึ้นไปเท่านั้น และอีกไม่กี่วันถัดมาก็มีราชนิกูลคนหนึ่งออกมาให้สัมภาษทางทีวีว่า ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ไม่ควรจะเลือกผู้แทนที่มาทำงานแทนประชาชนควรให้คนที่มีความรู้หรือชนชั้สูงเป็นผู้เลือกผู้บริหารประเทศแทนเอง แม้แต่นักวิชาการบ้านเราก็ดันมีเหตุผลที่วิตถารมาออกความคิดเห็นทางสื่อทีวีอีกด้วย เหมือนประจานวุฒธิภาวะตัวเองยังไงไม่รู้ ลอก

จากเหตุผลแค่2ข้อนี้ทำให้ผมเชื่อไม่ได้ว่าบทความข้างต้นนี้เป็นบทสรุปที่ถูกต้องนัก ขอบคุณที่ให้ออกความคิดเห็นนะครับ

ดีนะ

ที่ยังอยู่

ได้สาระดี

ในปัจจุบันโลกของเรานั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆๆอย่างไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การเปลี่ยนแปลงของแผ่นดิน การเปลี่ยนแปลงแม่น้ำ และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงของสภาจิตใจของคนเรา

น่าจะมีข้อมูลมากกว่านี้

สุดยอด เยี่ยมไปเลย n_n

ดี

ความรู้แน่นๆเลยพี่

วันนี้อิ่มเอมกับความรู้มากเลยครับ

 

อยากรู้ว่ายุคสมัยใหม่modern period ว่ามีการวางพื้ฐานอะไร มีความสำคัยอยางไรค่ะ

ดี ดี ดี