“ วันนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส พรุ่งนี้หัวใจผะผ่าว”
ลมหนาวเย็นสบายๆ ดอกไม้แสนสวยชูช่อต้อนรับบัณฑิต ในวันที่สดใสเบิกบานแห่งชีวิต ที่มีศักดิ์และสิทธิ์เต็มตามที่ปริญญากำหนด พ่อแม่และญาติๆต่างร่วมปลึ้มปิติยินดีในวันนี้ด้วย ครูบาอาจารย์สบายใจที่พายเรือแจวส่งลูกศิษย์ขึ้นฝั่งฝัน ที่สุดของที่สุด..ไม่มีประเทศใดในโลกเสมอเหมือน คือการรับพระราชทานปริญญาจากพระหัตส์สมเด็จพระเทพฯ วันนี้จึงเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจทวีคูณสำหรับเยาวชนคนไทย
สภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ครูบาอาจารย์เฝ้ารับเสด็จอย่างพร้อมเพียง ภาพนักศึกษายืนรายเรียงรับเสด็จ เป็นสายธารสีทองที่มหาวิทยาลัยตั้งปณิธาน เพื่อนๆญาติๆ ชวนกันมามอบช่อไม้แสนหวานพร้อมกับคำขานจับใจ แลกยิ้มแจกสุขสนุกสนานปานยืนอยู่บนสายรุ่งที่โค้งฟ้า..
โชคดีเถิดบัณฑิตน้อย
สิ่งที่คอยอยู่ภายหน้าเป็นสนามชีวิต ชีวิตที่สดๆร้อนๆ ชีวิตที่เต้นไม่มีจังหวะ ไม่มีกรอบ ไม่มีทฤษฎีกำกับ มีกลไกสังคมเป็นผู้ออกข้อสอบ ที่จะทดสอบวิชาความรู้ที่เล่าเรียนมาอย่างเข้มข้น เธอจะพบกับหลักสูตรชีวิตในมิติที่กว้างและลึกล้ำ ที่มีการแข่งขันอย่างมีชั้นมีเชิง เธอจะต้องเอาชีวิตเข้าไปเผชิญกับความจริง ที่สำคัญจะต้องอยู่กับความจริง และสู้กับความจริงให้ได้
อย่าท้อถอย
อย่าตัดสินใจอะไรง่ายๆ
อย่าหลงทางผิด
ถ้ามีปัญหาอะไรกลับไปหาอ้อมอกพ่อแม่
ศ.ดร. กนก วงค์ตระหง่าน อาจารย์ใหญ่ผมอีกท่านหนึ่ง..สะท้อนว่า..วันนี้ลูกหลานเรายิ้มแย้มแจ่มใส วันต่อไปจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ บางคนอาจจะน้ำตานองหน้า วิตกกังวลเรื่องหางานทำยังไม่ได้ บางคนหันรีหันขวางไม่ทราบว่าจะตัดสินใจวางชีวิตไว้ตรงไหน อาจารย์ที่สอนที่ปรึกษาช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
มีคำถามตามมา.. ทำไมบัณฑิตต้องเข้ากรุงไปหางานทำส่วนใหญ่ หลักสูตรการเรียนมันสูงเกินไปที่จะมาทำงานใช้ชีวิตในบ้านเกิดอย่างนั้นหรือ ทำไมวิชาความรู้มันถึงมีขีดจำกัดอย่างนี้ด้วย วิชาทำอยู่ทำกิน วิชาพอเพียงที่พูดกันปาวๆ อยู่ไหนหนอ
· วิชาที่ไม่ต้องทิ้งถิ่นมีไหม
· วิชาที่สามารถอยู่กับพ่อแม่ช่วยพ่อแม่มีไหม
· วิชารักบ้านเกิดอยู่บ้านเกิดมีไหม
· วิชาพึ่งตนเองช่วยตัวเองมีไหม
พูดยากเหมือนกันครับครูบาสุทธินันท์ “รักบ้านเกิด” ปัจจัยความพร้อมแต่ละครอบครัวต่างกัน ผมเองก็เป็นคนอีสาน(อ.นาแก จ.นครพนม) เป็นบัณฑิตมาทำงานที่พิจิตร 3 ปีแล้ว แต่ก็คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านตลอด แต่คำถามคือว่า กลับไปแล้วจะทำอะไร? ที่ดิน ที่นา สวน ก็ไม่มี ครั้นจะเริ่มต้นใหม่ก็ลงทุนไม่ใช่น้อยๆ แถมยังต้องฝืนคำพูด ความรู้สึกของพ่อแม่และคนรอบข้างอีกจำนวนไม่น้อย แต่ถ้าถามใจคิดยังไงก็หัวใจยังเป็นคนอีสาน เกิดที่อีสาน และจะต้องกลับไปตายที่บ้านเกิดเมืองนอนแน่นอน ตอนนี้หาประสบการณ์ไปก่อน เมื่อพร้อมแล้วจะกลับไปบ้านเกิดครับ
ครูบาครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยรับปริญญา ผมพูดเสมอว่าผมไม่เห็นด้วยกับใบปริญญา ผมว่าค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ใบปริญญาครับ ลูกผม ญาติ และภรรยาผมเขาไปรับ แต่ผมก็ไม่เคยเข้าร่วมครับ เพื่อยืนยันปณิธานอันนี้ครับ แต่ผมก็ยังอยากเห็นว่าใบปริญญามีความหมายตามชื่อใบเหมือนกันนะครับ
(ใครที่สนใจว่าผมคิดอะไรอยู่ให้ย้อนไปอ่าน
http://gotoknow.org/blog/sawaengkku/63348
แล้วจะทราบว่าผมอยากจะเห็นอะไรในระบบการศึกษาที่แท้จริง
ผมว่าตอนนี้เรากำลังเอายาพิษ "บริโภคนิยม" และค่านิยม ปลอมๆ ไปหลอกเด็ก ที่ถูกขนานนามตามความในท้องเรื่อง ว่า "บัณฑิตใหม่"
ผมขอยกเพลงวันเด็กของคาราบาว ว่า
"ถ้าผู้ใหญ่หลอกเด็ก แล้วจะไปแก้ที่ใคร"
จะแก้ที่ผู้ใหญ่ (ที่ไม่ฟังใคร) หรือแก้ที่เด็ก (ที่ไม่รู้จะฟังใคร) ดีครับ
ม.ข. พึ่งรับปริญญาไปครับ 18 ธ.ค.49
ผมรู้แต่ว่าวันนั้น พ่อกับแม่ปลื้มปิติเป็นที่สุด... เท่านั้นเอง
อ่านแล้วขนลุกค่ะ คิดถึงบรรยากาศวันจบการศึกษาและวันรับปริญญาแล้วซึ้งใจ นี่ฉันทำได้จริงๆ
การมีปริญญา ทำให้กดดันในการทำงานมากนะครับ เหมือนกับเขาคาดหวังกับพวกเรามาก
ประสบการณ์จริงๆ บางครั้ง คนจบปริญญาโทใหม่ ยังทำงานเก่งไม่เท่าคนไม่จบปริญญา อะไร เลยก็มี (ผมเคยเห็น หลายคนด้วย)
ใบปริญญาก็เหมือนใบขับขี่รถยนต์ ที่บางคนมีใบขับขี่แต่ขับรถยังไม่ได้ ขับรถยังไม่เป็น
การมีปริญญาที่แท้จริง คือการนำความรู้ที่มีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งกับตนเอง คนรอบข้างและสังคม
อ.แสวงครับ
ถ้าใบปริญญาสามารถรับรองความรู้ของคนได้จริง
ก็ไม่น่ามีปัญหา
เรื่องที่น่ากลัวคือ ความรู้ไปทาง ปริญญาไปทาง นี่น่าคิด
ทำอย่างไรปริญญากับความรู้จะอยู่ควบคู่กัน
เชื่อมั่นในความรุ้จริง อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย
ถ้ารู้ในระดับพึ่งตนเองได้
รู้แต่พึ่งตนเองไม่ได้ เขาเรียกว่า..
ความรู้ท่วมศรีษะแต่เอาตัวไม่ค่อยจะรอด
ถ้ารู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามก็ยังดี
แต่ถ้าไม่รู้ไม่ชี้นี่ก็ตลกไปอีกแบบ
..ขอขอบคุณทุกความเห็น
อ.แสวงค่ะการที่ได้รับใบปริญญานั้นก็เป็นเพียงสิ่งที่บ่งบอกว่าเราสามารถทำตามความตั้งใจของเราได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้มาแล้วไม่มีความหมายนะคะ