ชีวิตที่"เลือกสรร"

“ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง” เป็นครั้งแรกที่คิดและรู้สึกอย่างนั้น อันที่จริงคิดอย่างนี้อยู่แล้วจากการอ่านหรือฟังต่อกันมาก็ว่าเข้าใจ แต่ครั้งนี้รู้สึกเองพร้อมกับนึกถึง“เศรษฐกิจพอเพียง”ของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งพร่ำสอนประชาชนก็ว่าเข้าใจ

เข้าฝนปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นอีก ปลูกเพิ่มทุกปี หลังเริ่มแรกหรือเมื่อห้าหกปีที่แล้วตะลุยปลูกกันสามสี่ร้อยต้นบนที่ถมใหม่กว่าสามไร่ วันนี้ต้นไม้เริ่มโตร่มเงาเริ่มเกิด เป็นไม้ป่าเสียเยอะแค่เริ่มๆยังขนาดนี้ อีกสามสี่ปีคงเป็นป่าสมใจ

ในแปลงมะนาวที่เก็บแจกญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ไม่นานคงหมดอายุ จึงหาต้นไม้อื่นมาปลูกแทรกเตรียมไว้ทดแทน ยิ่งเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตอย่างจริงจังหลังบ่นมาหลายปีดีดัก จึงคิดจะปลูกไม้ที่กินได้ ขาดแคลนเข้าหวังจะไปเด็ดทึ้งผลิตผลพวกนี้มาเป็นอาหาร อย่างไรเสียไม่อดตาย

ปิดเทอมใหญ่คือความสุข ระยะหลังเป็นความรอคอย เริ่มสังเกตตัวเองจากเสาร์อาทิตย์จะตื่นเช้ากว่าวันไปโรงเรียนเสียอีก นับวันยิ่งเห็นคุณค่าวันหยุด "วันศุกร์เริ่มสุข วันอาทิตย์เริ่มทุกข์ เพราะจะวันจันทร์อีกแล้ว" ต่อมาเริ่มรู้สึกว่าปิดเทอมเป็นช่วงวิเศษสุด ได้อยู่บ้าน ไม่ต้องรีบเร่ง ไม่มีเวลามาควบคุม บริหารจัดการทุกเรื่องด้วยหัวใจได้อย่างเต็มที่

ช่วงสถานการณ์โควิด ปลายมีนาที่กระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดเทอมก่อนกำหนดและยาวมาจนถึง ๑ กรกฎา แทบทุกคนร่วม“อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” จึงรู้สึกเพลิดเพลินกว่าทุกๆปิดเทอมที่ผ่านมา(ฮา) นอกจากนั้นเหตุการณ์บังคับให้ต้องลอง เพราะไปไหนมาไหนไม่สะดวก อาหารการกินสำเร็จรูปอย่างที่เคยใช้บริการหายากหรือไม่มี เพราะต้องหยุดกิจการเช่นกัน

เริ่มจากปลูกผักสวนครัว คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ฯลฯ “ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง” เป็นครั้งแรกที่คิดและรู้สึกอย่างนั้น อันที่จริงคิดอย่างนี้อยู่แล้วจากการอ่านหรือฟังต่อกันมาก็ว่าเข้าใจ แต่ครั้งนี้รู้สึกเองพร้อมกับนึกถึง“เศรษฐกิจพอเพียง”ของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งพร่ำสอนประชาชนก็ว่าเข้าใจ แต่เอาเข้าจริงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตด้วยความบังเอิญจากการระบาดของไวรัสครั้งนี้ต่างหาก ที่ทำให้ตัวเองเพิ่งจะเข้าใจจริงๆ

วันนั้นลงทุนลงแรงขุดแปลงปลูกผักรวดเดียวสี่ห้าแปลง โดยใช้ความรู้วิชาเกษตรในสมัยชั้นประถม นึกถึงเพื่อนที่เคยทำแปลงผักเก่งๆเลย แปลงสวยกว่าใคร ผักงามกว่าใคร สำหรับตัวเองถ้าเป็นเรื่องนี้รั้งท้ายตลอด แปลงบิดเบี้ยว ผักไม่เคยงามเท่าคนอื่น(ฮา) แล้วผลลัพธ์ก็เป็นไปในแนวนั้น เมล็ดผักงอกขึ้นมาให้ตื่นเต้นไม่กี่วัน จากนั้นหญ้าก็รกแย่งอาหารเติบโต สูงจนลูกผักเล็กๆถูกกลืนหายไปในแปลง จะมีก็ผักบุ้งที่ได้ตัดมากินอยู่ครั้ง แต่ก็แข็งเหนียวอย่างไม่น่าเชื่อ ความไม่รู้ทำให้แม้แต่อายุผัก เวลาตัด ตลอดจนการนำมาปรุงอาหารก็ทำไม่เป็น(ฮา)

เป็นที่มาด้วยที่ทำให้มองหาไม้ยืนต้นที่กินได้มาปลูกทดแทนในแปลงมะนาว น่าจะง่ายและยั่งยืนกว่าผักสวนครัวที่เราคุ้นเคยจากตลาดสด ลดต้นมะนาวเหลือสักห้าหกต้นก็น่าจะพอกินแล้ว รวมทั้งก่อนหน้าปลูกมะกล่ำต้นไว้สองสามต้น คนขายกล้าพันธุ์บอกใช้ใบนึ่งกับปลากินได้หรือเก็บยอดจิ้มน้ำพริกก็ดี

“ผักยืนต้น” ชื่อเรียกใหม่ที่เพิ่งเคยได้ยินจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายในเว็บไซต์ หมายถึง พืชผักจากไม้ยืนต้นในท้องถิ่นที่เราเก็บกินกันมาตั้งแต่โบราณ แต่ปัจจุบันโลกทุนนิยมทำให้เราเหลือผักกินไม่กี่อย่างหรือเฉพาะที่มีวางขายตามท้องตลาด

เข้าฝนปีนี้จึงปลูกมะรุม ชะมวง ผักเหลียง แค มะกอก หรือผักยืนต้นต่างๆเพิ่มเติมอีกเจ็ดแปดต้น รวมถึงพริก มะเขือ กะเพรา โหระพา ยี่หร่า แมงลัก  ผักชีลาว ผักชีฝรั่ง ฯลฯ ไว้เป็นเสบียงกรังอย่างจริงจังกว่าทุกครั้ง

เผื่อตกทุกข์ได้ยากขึ้นมาจากชีวิตที่เชื่อว่าเลือกสรรแล้ว(ฮา)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ครูธนิตย์



ความเห็น (0)