การสรรหาคณบดีมีเป้าหมายเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมที่สุดมาทำหน้าที่ผู้นำของคณะนั้นๆ    ความเหมาะสมนี้ย่อมต้องพิจารณากาลเทศะประกอบด้วย นอกจากพิจารณาความเหมาะสมตามหลักการทางวิชาการ   

การสรรหาผู้บริหารของมหาวิทยาลัยไทย ไม่ว่าอธิการบดี คณบดี และผู้อำนวยการ มักมีข้อจำกัดที่ไม่เปิดกว้างอย่างเพียงพอ    มักเป็นการสรรหาจากกลุ่มคนภายในมหาวิทยาลัย หรือภายในคณะนั้นๆ เท่านั้น    ไม่มีการเปิดกว้างให้มีการค้นหาคนที่เหมาะสมกว่า ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยอื่น    รวมทั้งจากต่างประเทศ    จะเห็นว่าสิงคโปร์ยกระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยของเขาโดยการเปิดกว้าง    สรรหาผู้บริหารจากทั่วโลก    โดยเขามีกลไกให้ได้คนที่เหมาะสมมาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง หรือการพัฒนาหน่วยงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ชัดเจนล่วงหน้า   

แต่การสรรหาผู้บริหารของมหาวิทยาลัยไทย มักเน้นความราบรื่น    ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่กำหนด    ป้องกันการถูกฟ้องร้อง     เพราะมีคนที่อยากเป็นมองว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะต้องได้รับการพิจารณา     เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงานหรือส่วนรวม    แต่อยู่ที่ความก้าวหน้าหรือโอกาสได้ดำรงตำแหน่งของตนเอง     แนวคิดนี้หนุนโดยผลประโยชน์ตน และกลุ่มผลประโยชน์ที่รวมตัวกัน    มหาวิทยาลัยใดหลุดเข้าไปในหลุมดำนี้ก็จะเผชิญความยากลำบากในการพัฒนา    

น่าเสียดายที่ปัญหานี้แพร่หลายมากขึ้นในวงการอุดมศึกษาไทย    ที่ผมมองว่า เกิดจากคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น    เห็นแก่ส่วนรวมน้อยลง    มีการมองตำแหน่งบริหารมหาวิทยาลัยเป็นโอกาสแสวงผลประโยชน์เข้าตัวและพวกพ้องมากขึ้น    ไม่ทราบว่าผมมองโลกอุดมศึกษาไทยในแง่ร้ายมากไปหรือเปล่า   

เมื่อผมได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่กรรมการสรรหาคณบดี     ผมจะตรวจสอบว่า ขั้นตอนการสรรหาที่กำหนดไว้ จะช่วยให้ได้คนที่มาเป็นผู้นำการพัฒนาคณะหรือไม่    ซึ่งหมายความว่าต้องมีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาคณะไว้อย่างชัดเจนล่วงหน้าหรือไม่    ใครกำหนด    โดยผมมองว่าผู้กำหนดควรเป็นสภามหาวิทยาลัย    เพราะเป็นเรื่องใหญ่ 

สิ่งที่ไม่ควรทำคือ ให้คณะนั้นๆ กำหนดเอง     เพราะจะทำให้เป็นเป้าหมายภายใต้วิธีคิดเดิมๆ    ยิ่งเป็นการสรรหาที่คณบดีคนปัจจุบันมีสิทธิ์เป็นต่ออีกวาระหนึ่ง     ยิ่งไม่ควร    เพราะข้อกำหนดจะเอื้อให้คณบดีท่านนั้นได้รับการสรรหาสูงขึ้น    หรือตัดโอกาสแข่งขันโดยคนที่คิดต่างออกไป

ผมมองว่า เราต้องการผู้บริหารที่เป็นผู้นำ     คือทำงานแบบรุก กล้าทำต่างจากวิธีการเดิมๆ     นำคณะสู่ social engagement platform (ซึ่งหมายถึงวิชาการเชิงประยุกต์)   และสู่การยกระดับ academic platform (ซึ่งหมายถึงวิชาการเชิงทฤษฎี)    ผมมีความเชื่อว่า สถาบันอุดมศึกษาในยุคนี้ต้องพัฒนาสมรรถนะในการบูรณาการวิชาการสองขั้ว    คือขั้ววิชาการกับขั้วประยุกต์ ให้ได้   

ในการเสวนากับผู้ได้รับการสรรหาเบื้องต้น ผมจึงมุ่งตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบว่า หากท่านได้รับการแต่งตั้ง ท่านจะดำเนินการอย่างไร    เราต้องการผู้บริหารที่เป็นนักปฏิบัติ ไม่ใช่นักทฤษฎี   

วิจารณ์ พานิช

๔ พ.ค. ๖๓