๑,๑๓๗ ชุมชนไทย..ต้านภัยโควิด

" กิจกรรมการเป็นผู้ให้อาหารการกิน คณะทำงานของผู้ใหญ่บ้าน เหนื่อยกายแต่ใจเสียสละและมีความสุข ผู้รับ..ที่เป็นเพื่อนบ้านผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข..ก็ชื่นใจและเห็นคุณค่าของพลังความดีที่มีต่อกัน..แบบที่เรียกว่า..ไม่ทิ้งกันจริงๆ"

        ตอบคำถามว่า..ทำไม?ประเทศไทย..โควิด ๑๙ กำลังชิดซ้ายตกขอบ..ทำไม?ต่างชาติ..จึงชื่นชมไทย..ในความสำเร็จขั้นพื้นฐาน แบบว่า “เอาอยู่”กับภัยพิบัติครั้งนี้

    ผู้นำชาติชั้นนำออกปากเลย..สื่อต่างชาติที่หลายคนเชื่อถือ..พูดถึงอย่างต่อเนื่อง

        มิใช่เฉพาะ..การสาธารณสุขที่มีคณะแพทย์และพยาบาลที่มีความรู้ความสามารถและมีความรับผิดชอบ ตลอดจน..มี “หัวใจ” เสียสละและอดทนเพื่อการนี้

        แต่เรายังมี “ชุมชน”ที่เข้มแข็งอยู่ทั่วทุกหัวระแหงเต็มแผ่นดิน

        ผมเดินไปที่สามแยกของหมู่บ้าน ที่อยู่ติดริมรั้วโรงเรียน เพื่อไปบอกแม่ครัวที่เต๊นท์ หรือ “โรงทาน” ช่วยบอกต่อๆกันไปด้วย ว่าโรงเรียนเปิด ๑ กรกฎาคม...

        และเน้นย้ำด้วยว่า..ช่วยมารับโต๊ะเก้าอี้นักเรียนคนละ ๑ ชุด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้

        ผมขับรถผ่านและสังเกตเห็นผู้ปกครอง มาช่วยแม่ครัวแจกกับข้าวถุงมาหลายวันแล้ว..วันนี้..ได้ลงมาใกล้ชิดเหตุการณ์และรับรู้ความจริง..

        จังหวัดจัดสรรงบประมาณให้ทุกหมู่บ้าน..มอบให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นพ่อครัว..กำหนดคน..กำหนดวัน..ที่จะให้บริการถุงกับข้าววันละ ๑ ครั้ง

        งบประมาณไม่มาก แต่ผู้ใหญ่และผู้ช่วย ตลอดจนคณะทำงานของชุมชน..ทำได้อย่างเรียบร้อย.ทั่วถึง..เพราะ..มีคน “ใจบุญ”บริจาคเงินและเครื่องครัวเพิ่มเติม

        แม่บ้าน หรือภรรยาผู้ใหญ่ ได้คณะแม่ครัวในชุมชน ที่เป็นมือวางระดับต้นๆ เรื่องอาหาร จัดเวรมาช่วยกัน ในแต่ละวันรายการอาหารจะไม่ซ้ำกัน

        เสร็จแล้วก็ตักใส่ถุงร้อนค่อนข้างใหญ่ ไปจัดเรียงไว้ในเต็นท์ตรงสามแยก พร้อมแจกลูกบ้านที่เดินทางมารับ หรือผ่านไปผ่านมาก็แวะรับกันไป

        คนที่เป็นเลขานุการเฉพาะกิจชุมชนก็บันทึกลงบัญชีว่า..บ้านหลังนี้รับไปเป็นที่เรียบร้อย ผมเห็นแล้วชื่นใจ..น้ำตาจะไหล..

        เพราะในยามนี้..อย่าจำเพาะเจาะจง..เฉพาะคนยากจนข้นแค้น..มันลำบากยากไร้กันไปหมด..มันไม่ใช่เวลาปกติสุขเหมือนดั่งเคย

        กิจกรรมการเป็นผู้ให้อาหารการกิน คณะทำงานของผู้ใหญ่บ้าน เหนื่อยกายแต่ใจเสียสละและมีความสุข ผู้รับ..ที่เป็นเพื่อนบ้านผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุข..ก็ชื่นใจและเห็นคุณค่าของพลังความดีที่มีต่อกัน..แบบที่เรียกว่า..ไม่ทิ้งกันจริงๆ

        ผมไม่แปลกใจเลย..ว่าทำไม “ลุงตู่”จึงคิดและพูดถึง “มหาเศรษฐี”ที่มีอยู่ทั่วฟ้าเมืองไทย..และในภูมิภาคก็มีอยู่ทุกจังหวัด

        หลายคนบอกว่า..อย่าไปให้รัฐบาลเลย ผมก็ไม่รู้เหตุผลกลใดที่พูดแบบนั้น แต่เห็นวันนี้แล้วก็รู้เลยว่า..ถ้ารวยเป็นร้อยล้านพันล้าน..บริจาคผ่าน ผวจ. คุณค่าจะมหาศาลเลย

        เงินบริจาคค่าอาหาร จะกลายเป็นกับข้าว..อย่างพอดีและพอเพียงไปจนถึงสิ้นปี..

        ผมเชื่อว่า..จะไม่มีปัญหาทุจริตคอรัปชั่น..เพราะชุมชน..จะดูแลและช่วยกันตรวจสอบ แต่เราจะได้เห็นการบริหารจัดการ..ที่เรียกว่าสายธารน้ำใจ..อย่างแท้จริง

        ไม่แน่ใจว่า..ถ้าไม่มีโควิด..ชีวิตไม่ลำบาก..จะมีภาพเหล่านี้หรือไม่? นี่คือบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้ร่วมกัน..และอาจต้องใช้เงินนอกงบประมาณ..ซึ่งคุ้มค่ามาก..

        ยิ่งเห็นรถปิคอัพ..บรรทุกผู้ปกครองกลับจากรับจ้างปลูกมันสำปะหลัง มากันเต็มคันรถ ทำงานทั้งวันได้เงิน ๒๕๐ – ๓๐๐ บาท..และคงต้องทำต่อไป..เพื่อเก็บเงินให้ลูกตอนเปิดเทอม..เห็นทุกคนยื่นมือมารับถุงกับข้าว ด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข..

        หากลูกหลานหุงข้าวรอ..ก็คงได้ตั้งวงกินข้าวมื้อเย็นอย่างอร่อยแน่นอน

        ผมไม่แน่ใจว่า..ผู้ปกครองคิดถึงการสอนด้วยDLTV ในสัปดาห์หน้ากันบ้างหรือไม่? แต่ที่แน่ๆ..หลายคนคงคิดว่า..พรุ่งนี้จะกินอะไร.?.ผู้ใหญ่บ้านจะแจกกับข้าวให้อีกหรือเปล่า?เท่านั้น...

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๒  พฤษภาคม  ๒๕๖๓


       

       

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (0)