คณะสงฆ์ในศาสนาพุทธ 7

เขียนโดย... Christmas  Humphreys

แปลโดย...อุทัย  เอกสะพัง

ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนผ่านไปแห่งดวงตาปัญญา

    หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าได้พาบรรดาพระสาวกไปที่เมืองปาวาและหยุดพักใต้ร่มไม้เช่นเดียวกับในป่าโกงกางใกล้บ้านแห่งนายจุนทะ(Cunda )เขามีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก.

นายจุนทะได้นิมนต์พระพุทธเจ้าด้วยจุดประสงค์ของเขาโดยเขาได้เตรียมอาหารพิเศษสำหรับพระพุทธเจ้าและบางครั้งก็มีการกล่าวว่าพระพุทธเจ้าสิ้นชีวิตเพราะสาเหตุการทานอาหารนี้.

สิ่งที่ใช้สำหรับเป็นส่วนผสมหลักของอาหารจานพิเศษนี้หมายถึงหมู เนื้อหมู หรืออาหารของหมู เช่น เห็ดชนิดกินได้ชื่อ (Truffles)และนักเขียนจำนวนมากกว่าหนึ่งคนได้ชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลในการทำสิ่งนี้อย่างแท้จริง.

การที่ชายคนหนึ่งเช่นโคตมะ ( Gotama)หรือ พระพุทธเจ้าซึ่งมีความบริสุทธิ์ทางจิตใจและร่างกายที่สมบูรณ์และอยู่ในความครอบครองของคณะสงฆ์จะตายเพราะอาหารไม่ย่อยผ่านการกินเนื้อหมูเป็นเรื่องที่ไร้สาระ. (That  a  man  such  as  Gotama,  the  Buddha,  of  perfect  mental  and  physical  purity  and  in  full  possession  of  his  faculties,  should  die  of  indigestion  through  eating  pork  is  absurd.)

แต่ถ้าหมูถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของหลักคำสอนของศาสนาฮินดูซึ่งมากเกินไปกว่าที่เขาได้เปิดเผยสิ่งนั้นให้สมเหตุสมผล

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับประทานอาหารมื้อนี้แล้ว  พระพุทธองค์พร้อมกับบรรดาพระสาวกก็เดินทางไปที่ศาลาป่าละเมาะของเจ้ามัลละและเมื่อเดินทางมาถึงที่นั่นแล้วพระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า“ อานนท์  เธอจงจัดที่นอนสำหรับฉันเถิด”

“ ฉันอ่อนล้าและอยากนอนราบ” “ ได้ขอรับ” พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากผู้น่ายกย่องกล่าวและพระพุทธเจ้าทรงนอนลงโดยตะแคงที่ด้านขวาของเขาและอย่างมีสติและระลึกตัวทั่วพร้อม.

ต่อมาบรรดาพระสาวกทั้งหลาย ( Bhikkhus) ได้ชุมนุมกันเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้าหรือพระสมณโคตมะ( Gotama) ที่กำลังจะตายหรือเสด็จสู่ปรินิพพาน แล้วมีผู้แจ้งว่าพระอานนท์หายไปไหนแล้วเพราะไม่ได้อยู่ในหมู่พวกเขา แต่ได้ยืนห่างออกไปร้องไห้เสียใจเพราะพระพุทธเจ้าของท่านกำลังจะจากไปและพระอานนท์ก็ยังไม่ได้บรรลุอรหันต์

ต่อมาพระพุทธเจ้าตรัสให้เรียกพระอานนท์เข้ามาและตรัสปลอบโยนว่า "อานนท์นับเป็นเวลานานที่คุณได้เข้าปรนนิบัติฉันมากโดยการกระทำแห่งความมีเมตตา.

คุณทำได้ดีมากอานนท์.

ขอให้คุณพยายามปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังและคุณก็จะต้องเป็นอิสระจากคนอื่น ๆ ที่จะก่อให้เกิดมุมมองที่ผิด ๆ และกลายเป็นความเขลาปิดบังดวงตาแห่งปัญญา”.

ภายหลังจากการประชุมของบรรดาพระสาวกทั้งหลายได้ส่งผู้สื่อสารไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงในแถบเมืองกุสินารา ( Kusinara) เพื่อแจ้งว่าพระพุทธเจ้าจวนจะปรินิพพาน( ตาย )แล้วโดยแจ้งแก่ราชาแห่งชาวมัลละ( Mallas) ว่าบัดนี้พระตถาคตเจ้า( Tathagata) กำลังจะจากไปแล้ว.

บรรดาพวกมัลละทั้งหลาย(Mallas) ได้รีบมาหายังป่าไม้สาระอันเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าอาพาธอยู่นั้น  เมื่อมาถึงแล้วพระอานนท์ได้พาพวกเขาไปหาพระพุทธเจ้า  ณ ค่ำคืนแห่งวันจวนจะปรินิพพานนั้นได้มีบรรดาพุทธบริษัทประดุจดังเป็นครอบครัวใหญ่ที่มาเฝ้าพระพุทธองค์โดยรอบ ๆ บริเวณนั้นในครั้งแรกของค่ำคืน. ในกลุ่มคนที่มานั้นบางคนปรารถนาต้องการมาถามปัญหาต่าง ๆ จนกระจ่างแจ้งใจแล้วขอเข้าอยู่ในพุทธจักรด้วย  ซึ่งพระพุทธองค์ก็ยังคงยอมรับพวกเขาและบางคนยังคงปลื้มใจด้วยคำปราศรัยในพระสัจธรรมะ.

ต่อมาพระพุทธเจ้าได้ตรัสถามบรรดาพระภิกษุทั้งหลาย( Bhikkhus )ว่ามีผู้ใดในหมู่พระสงฆ์ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับธรรมะและหนทางแปดสายหรือไม่แต่ก็ไม่มีใครตอบเลย.

จากนั้นพระพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งโลกทรงตรัสอีกครั้งโดยกล่าวกับพุทธบริษัทที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นว่า “การเสื่อมสลายมีอยู่ในส่วนประกอบทุกอย่าง !  จงเร่งทำความเพียรพยายามด้วยตัวของตนเองอย่าได้ประมาทเถิด.”นี่เป็นคำพูดสุดท้ายของพระตถาคต(Tathagata.)

    หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าไปในฌาน ( jhanas) เป็นลำดับแรกแล้วยกจิตให้สูงขึ้นอย่างมีสติตามระลึกรู้อยู่ตลอดและยกจิตขึ้นสู่ฌานลำดับที่สองที่สามและสี่ตามลำดับ;   ด้วยพระพุทธองค์ยังคงก้าวต่อไปสู่อาณาจักรแห่งการมีสติซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเท่านั้นที่เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงทั้งหมด.

หลังจากนั้นไปพระพุทธเจ้าก็สืบเชื้อสายมาถึงขั้นตอนที่สี่ของสติปัฏฐาน ( มี กาย,เวทนา ,จิต, ธรรม ) และเสียชีวิตทันที( เสด็จดับขันธปรินิพพาน ).

ดังนั้นพระศาสดานามว่าโคตมะ ( Gotama) หรือพระพุทธเจ้าก็สิ้นสุดชาติล่าสุดของพระพุทธองค์แล้วแล.