ถ้ามองตามระยะการควบคุมกิเลส เราต้องควบคุมไม่ให้ เกิดกิเลส เป็นขั้นๆ คือ อันที่หนึ่ง ตามใจกิเลสให้เป็นปกติ อันที่สอง ฝืนกิเลส อันที่สามเอาชนะกิเลส

ตามทีผมได้ศึกษาธรรมะ มา พบว่าหลายๆอย่างจะนับเริ่มต้นด้วย คำว่า สาม ในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็น แก้วสามประการ  พระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์ หรือลักษณะของ ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  และมีลักษณะสามในอีกหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน  

แต่ก่อนผมก็ไม่รู้สึกประหลาดใจอะไรมากมาย  แต่เมื่อมาพิจารณากระบวนการพัฒนาการในการทำงาน  ในการพัฒนาชีวิต ในการพัฒนาคุณภาพใด ๆ ก็แล้วแต่ ก็พบว่า มักจะมีสามขั้นตอนเช่นกัน เช่น มักจะเริ่มต้นด้วย

  1. ขั้นที่ 1 สภาวะเดิมที่มีอยู่
  2. ขั้นที่ 2 สภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง
  3. ขั้นที่ 3 คือ สภาวะที่ปรับตัวเข้าสภาพสมดุลใหม่

  ลักษณะเช่นนี้ เป็นลักษณะปกติของการพัฒนาการเสมอ   

ฉะนั้น ผมจึงคิดว่า เวลาเราพัฒนาเราจะต้องพยายามเข้าใจการทำงานต้องมีอย่างน้อย 3 ขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ไม่ควรจะใจร้อนเกินไป รีบเร่ง ที่จะกระโดดจากขั้น 1 ไปขั้น 3  เลยทีเดียว  

ซึ่งลักษณะการรีบร้อนเช่นนั้น อาจจะทำให้เกิดการผิดพลาดได้ง่าย 

 อย่างเช่นกรณี การจัดการความรู้ เราก็จะเริ่มต้นที่ สภาวะเดิมที่ไม่มีแนวคิดหรือทฤษฎี ไม่มีหลักการ แต่มีการปฏิบัติอยู่แล้วในระดับตัวบุคคล ครอบครัว หรือชุมชน พอขั้นที่ 2 ก็มีการเอาหลักการต่างๆ เข้ามานำเสนอ เข้ามาประกบ สร้างภาพการทำงานที่ชัดเจน สร้างองค์รวมที่สามารถอธิบายได้ดีมากขึ้น  เมื่อนำความรู้มาใช้ดังกล่าวแล้ว ก็จะนำมาพัฒนาในขั้นที่ 3 ก็คือ  การพัฒนาที่เข้าสู่รูปแบบการพัฒนาที่ดี แต่หลักการในการพูดเช่นนี้ นพ.วิจารณ์   ได้ไปพูดกล่าวปิดการประชุมมหกรรมจากการจัดการความรู้แห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา   ว่าเรากำลังจะขึ้นสู่ สูงสุดฟ้า คืนสู่สามัญ  

 ซึ่งลักษณะเช่นนี้ คือความพยายามจะเข้าสู่ระบบที่ 3 คือ ให้เร็วที่สุด เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีที่สุด

เพราะที่ผ่านมา ในระยะที่ 1 คือ เป็นระยะเดิม เราถือว่า การทำงานลงตัว เป็นปกติ มีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างธรรมชาติ แต่เมื่อเข้ามาระยะที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการนำหลักการเข้าไปผสมผสาน ก็จะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในระดับหนึ่ง จนอาจทำให้เกิดความล่าช้าของการทำงานในบางประเภท 

แต่เมื่อเข้าถึงระยะที่ 3 เราก็จะเข้าสู่ระยะที่สู่สมดุลใหม่  

 ลักษณะดังกล่าวเช่นนี้ ผมเองก็ประสบกับตนเองมาเหมือนกัน ซึ่งในเรื่องของการพัฒนาที่การที่เราไม่ต้องติดยึดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รสชาติอาหาร  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาและชนิดของอาหาร การกิน การนอน การอยู่ หรือการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตใด ๆ ก็ตาม ก็จะมีสามขั้นตอนเช่นเดียวกัน  

เช่น ในระยะแรก ๆ เราก็ปรับตัวในลักษณะ ของการมึศีล ที่เป็น ระบบปกติ ดูแลทุกอย่างอย่างเป็นปกติ คือตามใจระบบ ทำตามเวลา ตามความต้องการของร่างกายที่เรารู้สึก อย่างเป็นธรรมชาติ 

ระยะที่ 2 เราพยายามจะฝืนระบบ เช่น พยายามจะเปลี่ยนเวลานอน เปลี่ยนเวลารับประทานอาหาร ชนิดอาหาร หรือว่าเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตแบบต่างๆ ระยะนี้ เป็นระยะที่มีการปรับเปลี่ยนและสับสน เป็นเรื่องธรรมดา เช่น กระเพาะอาหารก็จะรู้สึกหิว ในเวลาที่เราไม่มีโอกาสที่จะได้รับประทานอาหาร หรือว่า เราจะรู้สึกง่วง ในเวลาที่เรานอนไม่ได้หรือไม่มีจังหวะที่จะนอนได้ ลักษณะเช่นนี้ เป็นลักษณะปกติที่จะต้องมีความสับสน ที่มีความทุกข์ทรมานในระดับหนึ่ง   

แต่เมื่อผ่านพ้นระยะนี้ไป และเข้าระยะที่เข้าสู่สมดุลใหม่ นะครับ เราก็จะเข้าสู่ระบบที่ว่า เราสามารถที่จะควบคุมร่างกายได้แล้ว เราจะทำกิจกรรมแบบไม่ติดยึดกับปัจจัยภายนอก  โดยเฉพาะ เวลา และ มื้อ จะไม่หิวตามเวลาที่เคยเป็น จะควบคุมการรับประทานอาหารตามความจำเป็นของร่างกายได้ การนอน ก็ตามความจำเป็น โดยไม่เกี่ยวกับนาฬิกา จะไม่รู้สึกง่วงตามเวลา จะไม่มีเงื่อนไข ชนิดอาหารที่ชอบทาน หรือไม่ชอบ แต่รับประทานตามความจำเป็นของร่างกาย มากว่า

 ลักษณะเช่นนี้ผมถือว่าเป็นหลักการของการทำงานแบบปรับตัวเข้าสู่ 3 ระยะ  จากระยะที่ 2 เป็นระยะที่สับสนมากที่สุด  

ฉะนั้น ในอดีตที่ผ่านมา ผมเองก็พยายามที่จะปรับปรุงตนเอง เริ่มจาก เราทำตัวให้อยู่สมดุลที่เดิมอย่างที่สอนไว้ในสุขศึกษา ระยะที่ 2 ก็ต้องเข้าสู่สภาวะเปลี่ยนแปลง ระยะที่ 3 ก็เข้าสู่ระยะสภาวะสมดุล  

ลักษณะเช่นนี้ ผมใช้หลักการของการพัฒนาร่างกาย สิ่งที่จำเป็นต้องทำ 3 ขั้นตอน คือ

หลักการแรก ทำให้เป็นปกติที่ควรจะเป็น  หลักการที่สอง คือ พยายามอดทน อดกลั้น แก้ไข สิ่งที่มันสับสนวุ่นวายในระบบการพัฒนา ในระยะที่สาม เราก็หลุดพ้นจากการเป็นทาสของระบบ

 ถ้าพูดถึงสภาวะทางจิตใจหรือร่างกาย  ในระยะแรกผมถือว่า เป็นการทำตามกฎกติกาปกติ ของชีวิตและร่างกาย กินอาหารให้เป็นเวลา  นอนให้เป็นเวลา  ทำงานให้เป็นเวลา นั่นคือระยะแรก แต่เมื่อเราปรับเปลี่ยนมา เราพยายามฝืน ก็คือ เริ่มเอาชนะตัวเอง เอาชนะกิเลส นี่คือการเปลี่ยนแปลง ในระยะที่ 2 ระยะที่ 3 เราถือว่า เราควบคุมกิเลสได้ เราไม่จำเป็นต้องนอน ไม่จำเป็นต้องกิน ตามเงื่อนไขของเวลา เราสามารถควบคุมได้ ทำให้ลงตัว ได้ในสภาวะสมดุลใหม่ 

และถ้ามองตามระยะการควบคุมกิเลส เราต้องควบคุมไม่ให้เกิดกิเลส เป็นขั้นๆ คือ 

ขั้นที่หนึ่ง ตามระบบธรรมชาติให้เป็นปกติ

ขั้นที่สอง ฝืนกิเลส   

ขั้นที่สาม เอาชนะกิเลส    

ท่านคิดว่า ในชีวิตท่านมีอะไร ที่มีลักษณะคล้ายกันหรือแตกต่างไปจากนี้บ้างครับ ที่ ผมพบมา ผมทำมานั้น เป็นหลักการที่ผมประสบด้วยตนเองมา

ใครมีอะไรที่ประสบกับชีวิต ก็ขอแลกเปลี่ยนกันนะครับ ขอบคุณครับ