หนังสือ A World of Three Zeros : A New Economics of Zero Poverty, Zero Unemployment, and Zero Carbon Emission   เขียนโดย Muhammad Yunus    ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2006    บอกว่าหากจะบรรลุ “สามศูนย์”  คือ (๑) ขจัดความยากจน  (๒) ขจัดการไร้งาน  และ (๓) ลดการเผาไหม้คาร์บอนเหลือศูนย์ ต้องคิดกลับทางในเรื่องความมั่งคั่ง

 ระบบต่างๆ ที่มนุษย์ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นำไปสู่การกระจุกความมั่งคั่ง    หากจะกระจายความมั่งคั่ง ต้องคิดระบบใหม่    เริ่มจากกระบวนทัศน์ใหม่ ส่งเสริมให้ผู้คนเป็นผู้ประกอบการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเสมอภาค    ช่วยลดช่องว่างของทุนนิยมเพื่อกำไรเข้าตัว     ด้วยทุนนิยมเพื่อกำไรของสังคม

การหนุนธุรกิจสามศูนย์จึงเน้นเข้าไปในชุมชนคนจน  เป้าหมายอยู่ที่คนจน ที่เมื่อปลุกพลัง สามารถลุกขึ้นมาทำธุรกิจเพื่อเป้าหมายสามศูนย์ได้    ตรงกันข้ามกับธุรกิจเพื่อกำไรเข้าตัวที่เน้นลูกค้ามีฐานะที่จะจ่าย    

เป็นวิธีคิดกลับทางจากวิธีคิดเดิมๆ    ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลหากทำอย่างถูกต้องเหมาะสม    มีตัวอย่างความสำเร็จมากมายในหนังสือ      

จริงๆ แล้ว เป็นวิธีคิด และมาตรการ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” คือปัญหาอยู่ที่ไหน ทางแก้อยู่ที่นั่น    แต่ต้องเข้าไปปลุกพลังที่ฝังแฝงอยู่ในปัญหานั้นเอง ขึ้นมาดำเนินการ    เขาบอกว่าวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน     รวมทั้งในคนจน    ส่วนหนึ่งของคนจนไร้หนทางเพราะไม่มีทุน    เนื่องจากระบบทุนนิยมปัจจุบันไม่เอื้อ     ยูนุสจึงตั้งองค์กรทุนนิยมแบบใหม่ เช่น Impact Water, Green Bio Energy, Savco Millers, เป็นต้น    ที่หวัง “กำไร” เป็น สามศูนย์     ไม่ใช่กำไรเป็นตัวเงิน   

จุดสำคัญคือ ต้องไม่คิดและทำแบบเดิมๆ     ต้องคิดใหม่ทำใหม่    หาทางเข้าไปปลุกคนที่ยากลำบากหรือคนจนขึ้นมาแก้ปัญหาของตนเอง โดยการทำธุรกิจเล็กๆ ที่เลี้ยงตัวได้    ยั่งยืนได้  คืนทุนที่ได้รับการสนับสนุนได้    และมีผลสุดท้ายทุเลาหรือแก้ปัญหาของสังคมหรือของโลกในภาพรวม    เน้นที่สามศูนย์ และที่ SDG      

เปลี่ยนคนจนจากผู้ก่อปัญหาสังคม มาเป็นผู้แก้ปัญหาของตนเองและของสังคมภาพรวม    และที่ให้ความหวังอย่างยิ่งคือ ผลการถามความเห็นของเยาวชน พบว่ากว่าครึ่งเบื่อหน่ายระบบเศรษฐกิจทุนนิยมในปัจจุบัน

ยูนุส จึงเสนอว่า มหาวิทยาลัยควรจัดเวลาปีละ ๑ สัปดาห์ ให้นักศึกษาร่วมกันกำหนดภาพของโลกในอนาคตที่เขาต้องการ    เป็นการกำหนดจากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน    สู่ภาพอนาคตที่เขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่    นำไปสู่การกำหนดบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทั้งในฐานะนักศึกษา   และในฐานะพลเมือง ในอนาคตอันใกล้    อุดมศึกษาก็จะมีอุดมการณ์ และเป็นแหล่งผลิตผู้นำอย่างแท้จริง  

มหาวิทยาลัยหลายแห่งสอนวิชาธุรกิจสังคม    และกว่า ๕๐ แห่งมี YSBC (Yunus Social Business Centre) สำหรับสอน วิจัย และสนับสนุนให้นักศึกษาเริ่มทำธุรกิจสังคมของตนเอง    เยาวชนที่ทำธุรกิจสังคมเหล่านี้รวมตัวกันเป็นเครือข่าย Global Network of Social Business Entrepreneurs    ที่ผมค้นในอินเทอร์เน็ตไม่พบ    พบแต่ GSEN (Global Social Entrepreneurship Network)    ที่มีหลักการต่างจาก SB เล็กน้อย    แต่ก็ให้ข้อคิดว่า มหาวิทยาลัยควรทำหน้าที่เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคม    หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีอุดมการณ์แก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะด้านความเหลื่อมล้ำ  

ความก้าวหน้าต่างๆ ในโลก ที่ตามปกติคนจนเข้าไม่ถึง    เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้ทั้งสิ้น    เช่นไอซีที    สามารถนำไปใช้เชื่อมโยงระหว่างคนจนที่ต้องการเงินลงทุน กับผู้ต้องการให้กู้ยืม    เขาเรียกโครงการนี้ว่า Kiva    อีกตัวอย่างหนึ่งคือ MakeSense   ที่ใช้ไอทีเชื่อมคนที่ต้องการทำธุรกิจสังคม ที่ต้องการคำแนะนำบางอย่าง    กับผู้มีความรู้ที่สามารถให้คำแนะนำได้   เป็นต้น     

เศรษฐศาสตร์กลับทาง เพื่อบรรลุสามศูนย์    ต้องการ “มหาพลัง” (megapower)     สามด้านคือ (๑) คนหนุ่มสาว  (๒) เทคโนโลยี  และ (๓) ธรรมาภิบาล  หรือโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่ปลอดปัญหาคอร์รัปชั่น  ความอยุติธรรม  และการละเมิดสิทธิมนุษยชน    เพื่อให้มนุษย์ทุกคนสามารถปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของตนออกมาได้    ซึ่งผมขอเพิ่มเติมว่า มหาพลังที่ ๓ นี้ ควรรวมพลังการศึกษาที่เดินถูกทางเข้าไปด้วย   เน้นการจัดการศึกษาที่หนุนให้เด็กพัฒนาขึ้นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่า transformative learning   

ที่สำคัญต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่มีต่อธรรมชาติของมนุษย์    จากเชื่อว่ามนุษย์มีธรรมชาติเห็นแก่ตัว     เป็นว่ามนุษย์มีทวิลักษณ์ (duality)     คือมีทั้งความเห็นแก่ตัว และความเสียสละ    ระบบทุนนิยมในปัจจุบันเบ้ไปทางหนุนพลังความเห็นแก่ตัว    และมีผลทำให้อารยธรรมของมนุษย์เข้าตาจนอยู่ในปัจจุบัน    เราต้องช่วยกันสร้างระบบทุนนิยมทวิลักษณ์    ที่มีกฎเกณฑ์กติกาเอื้อพลังของความเสียสละของมนุษย์ด้วย    เพื่อเปิดช่องให้ทุนนิยมแบบไม่แสวงกำไร (แสวงความสุขทางใจ) สามารถเกิดและขยายตัวได้    ช่วยแก้ปัญหาความยากจน  การว่างงาน   และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ  

อีกกระบวนทัศน์ที่ต้องเปลี่ยน    คือเป้าหมายการทำงานของผู้คน    ต้องเปลี่ยนจาก เรียนไปเป็นลูกจ้าง    ไปเป็นเรียนไปเป็นเจ้าของกิจการด้วยตัวเอง             

การดำเนินการตามแนวทางข้างต้น จะเกิดผลได้จริงและกว้างขวาง ต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมาย ด้านสถาบัน และด้านการเงินที่เอื้อ   เพื่อสร้างความเป็นธรรม       

เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับเครื่องมือ SALT และ CLCP ในหนังสือ สิ่งใดเล่าทำให้เราเป็นมนุษย์ (๑)    เราจะสามารถสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นในโลก    ทดแทนอารยธรรมทุนนิยมเพื่อเอื้อการกระจุกความมั่งคั่ง     ไปสู่ระบบอารยธรรมกระจายความมั่งคั่ง     

วิจารณ์ พานิช

๒๗ มี.ค. ๖๓