GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ห้อง W-5 "คุณกิจ" กับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ (ตอนที่ ๔)

เบี้องหลังในการสร้างหลักสูตรมานุษกับโลก คือ เราจะต้องเคารพในธรรมชาติที่เรามีในฐานะที่เราเป็นผู้อาศัย ไม่ใช่เจ้าของโลก

คำถาม   ประสบการณ์   ความคิดเห็น และ ข้อเสนอแนะจากผู้ฟัง

ผู้ฟัง …. อยากเรียนถามอาจารย์ว่า   เนื่องจากที่กล่าวถึงว่าสังคมนี้เป็นสังคมวัตถุนิยม เป็นสังคมทุนนิยม   บทเรียนของอาจารย์มีความชัดเจนในเรื่องจริยธรรมกันอย่างไร  

ครูอิ่ม ….ที่โรงเรียนสอน ICT เป็นสื่อ   หลายคนก็มองว่า ICT จะทำให้เด็กด้อยในเรื่องศีลธรรมไหม    อย่างที่เรียนแล้วว่า เราใช้ ICT   เป็นตัวฉายภาพความคิด   ทำให้เราได้รู้จักกับเด็กแต่ละคน   การที่เราสนับสนุนให้เด็กได้ดูกัน   ช่วยเหลือแนะนำกันในการใช้   ICT ในการเรียนรู้นั้น   เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีคุณธรรม   มีน้ำใจช่วยเหลือกันและกันได้อย่างเป็นรูปธรรม    เราใช้ ICT ไปในการเรียนรู้ทุกวิชาโดยเป็นตัวช่วยให้นักเรียนได้สร้างความรู้โดยไม่ไปบั่นทอนลักษณะที่ดีงามของวิชาใดเลย  

ครูเหล่น ….ในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม    ขอยกตัวอย่างวิชามานุษกับโลก     ซึ่ง ทุกวิชาก็มีความคิดที่อยู่เบื้องหลังหลักสูตร   เบี้องหลังในการสร้างหลักสูตรมานุษกับโลก คือ เราจะต้องเคารพในธรรมชาติที่เรามีในฐานะที่เราเป็นผู้อาศัย   ไม่ใช่เจ้าของโลก   ความคิดนี้จะถูกสะท้อนออกมาในการจัดหลักสูตรตั้งแต่ ป.1 ถึง ป. 3    ซึ่ง ป. 1 คือการรู้จักตัวเอง   และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ   ซึ่งแม้จะเห็นว่ามีความแตกต่างจากเรา   แต่ก็เป็นชีวิตเหมือนกัน   เราจึงใช้ชื่อหลักของการเรียนรู้วิชามานุษกับโลกใน ป. 1   ว่า “มหัศจรรย์เพื่อนร่วมโลก”    พอ ป.๒ ก็จะเรียนเรื่องพืช   พืชเป็นผู้ให้ในระบบนิเวศน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จึงใช้ชื่อว่า “เพื่อนสีเขียว”    พอมา ป.๓ เด็กจะรู้จักการคิดวิเคาระห์ได้มากขึ้น   ก็จะเรียนรู้เทคโนโลยี   การนำเทคโนโลยีมาใช้ มาพัฒนา ซึ่งจะเรียนรู้ว่าทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนย่อมต้องกระทบวิถีชีวิตเดิม   เขาจะได้ทำโครงการว่า ถ้าเขาคิดเทคโนโลยี   เขาจะคิดอะไร   ส่งผลกระทบอย่างไร    กล่าวได้ว่าเราได้พยายามสร้างคุณธรรมและจริยธรรมด้วยการวางหลักคิดให้เขารักสิ่งรอบตัว และเคารพชีวิตอื่นๆ นั้นเอง

ครูใหม ่…เราเอาความดี ความงานของแต่ละวิชาผ่านการเรียนรู้เข้าไปในจิตใจของเด็กด้วย   นอกจากนั้น   การเกาะเกี่ยวกันของ ครู นักเรียน ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และยังมีชุมชนที่อยู่รายรอบ   ก็มีส่วนร่วมสร้างคุณธรรมด้วย   ล่าสุด   กรณีศึกษาที่เราสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริม “การให้” โดยการเลือกออกภาคสนามที่แสดงให้เห็นว่าเราคำนึงถึงประเด็นเรื่องที่จะเรียนควบคู่ไปกับเรื่องอื่นๆ ด้วย   คือ ในชั้น ม.๓   เด็กเรียนระบบนิเวศน์เรื่องน้ำพอดี   เรารู้ว่าการออกภาคสนามทำให้เด็กเข้าใจเรื่องที่เรียนได้ชัดเจน   คุณครูเลือกพื้นที่น้ำท่วมที่ตำบลเจ้าเจ็ด   อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยานั้น   เด็กจะเห็นปรากฏการณ์น้ำท่วม   รู้ว่าน้ำมาจากไหน   ที่ล้นเอ่อในระดับที่เกินปกตินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร   เห็นความเดือดร้อนทุกข์ยากของคนอื่นที่รับน้ำท่วม   รับทุกข์   ไว้แทนชาวกรุงเทพฯ    ครูมาคิดว่า ทำอย่างไรเมื่อเด็กเห็นความทุกข์ยากแล้วไม่ดูดาย   แต่มี Action   ในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น   มีปฏิบัติการที่จะให้ตระหนักในหน้าที่และรู้ถึงคุณค่าของการให้   จึงได้ตั้งศูนย์ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยขึ้นในโรงเรียน    วิธีการก็คือ การออกจดหมายถึงชุมชนในโรงเรียนก่อนเป็นอันดับแรก    ว่าเราต้องการความช่วยเหลือในเรื่องนี้   ใครมีทุนในเรื่องใดก็มาช่วยกัน   ทั้งสินค้าราคาทุน   ยานพาหนะที่จะขนของไป   จัดการจนกระทั่งเราระดมทุนได้หลายหมื่นบาท     ครูได้   ประสานงานกับเจ้าของพื้นที่จริงในการสำรวจความเดือดร้อนและความต้องการที่แท้จริงของผู้ประสบภัย   เด็กก็มาจัดบรรจุถุงยังชีพเหมือนเป็นอาสาสมัครกาชาดตัวจริง    และเป็นผู้นำไปให้ด้วยตนเอง  

นอกจากนั้นครูก็ยังวางโครงการช่วยเหลือต่อเนื่องหลังน้ำท่วม   เช่น ไปสร้างสาธารณะประโยชน์อะไร   เด็กจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการคลี่คลายปัญหา    เป็นการทำให้เด็กเห็นการแก้ปัญหาครบวงจร    เป็นการรู้จักที่จะรักผู้อื่นและพัฒนาตัวเอง   เห็นความเดือดร้อนของสังคมเป็นของตัวเอง   และนี่คือสิ่งที่เราพยายามจะแทรกเข้าไปในการเรียนรู้เสมอ

ผู้ฟัง เข้ามาไม่ทันในช่วงแรก   แต่ได้เห็นภาพของความสำเร็จ   จึงขอทราบว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ได้มีข้อจำกัดอะไรไหม   เด็กมีความพร้อมไหม    อันนี้เป็นข้อแรกของคำถามเกี่ยวกับการนำกระบวนการเรียนรู้แบบนี้เข้ามาในโรงเรียน   ส่วนอีกข้อหนึ่งก็คือ   หลังจากที่เด็กจบไปแล้ว   ไม่ทราบว่าโรงเรียนได้มีการติดตามผลหรือไม่   ว่าเด็กที่ออกจากโรงเรียนเราไปแล้ว ได้มีการนำเอากระบวนการเรียนรู้แบบนี้ไปใช้ในการศึกษาในระดับสูงกว่าหรือไม่   เป็นการติดตามดูการต่อเนื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต   ว่าหากพ้นไปจากบริบทที่เอื้อต่อการใช้กระบวนการแบบนี้แล้ว   เขาจะยังใช้กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ได้อยู่หรือไม่

ครูใหม ่…เนื่องจากโรงเรียนเพิ่งเปิดใหม่ ปีนี้เป็นปีที่สาม จึงยังไม่มีเด็กจบออกไป   ขณะนี้เด็กชั้นโตที่สุดอยู่ที่ชั้น ม. ๓   แต่จากการติดตามดูเราพบว่า   เขาเกิดอุปนิสัยในการเรียนรู้ขึ้นที่บ้านและที่อื่นๆ    มันไม่อยู่เฉพาะห้องเรียนที่ครูจัดให้เท่านั้น   เด็กในกลุ่มวัยอ่านออกเขียนได้   เวลาออกภาคสนามจะมีสมุดภาคสนาม   ถ้าเด็กได้ทำตามเงื่อนไขตามสมุดจนครบ   รับรองว่าเขาจะได้ชุดความรู้ติดตามมาแน่นอน   เมื่อเด็กได้ทำบ่อยๆ ก็จะเกิดเป็นอุปนิสัยติดตัว   ซึ่งก็ต้องการความร่วมมือและเห็นพ้องจากผู้ปกครองเป็นอย่างมากในการส่งเสริมและสนับสนุน

คือ   ผู้ปกครองก็เป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและลบ   หากผู้ปกครองเห็นว่าการเรียนแบบนี้ยุ่งยาก   และควรอยู่ในเฉพาะในโรงเรียน   คือไม่อยาก “ยุ่ง” ก็จะทำให้เป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเด็กในกระบวนการเรียนการสอนแบบนี้

ครูอิ่ม …อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าเด็กจะต้อง “เรียน” ไม่ใช่ “เลียน”   และการสอนกระบวนการเรียนรู้ก็เหมือนการสอนให้จับปลาแทนการให้ปลา

ครูใหม ่…ข้อจำกัดอีกอย่างก็คือ การที่เราเป็นโรงเรียนเอกชน   ไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ไหน   ทำให้ไม่สามารถเก็บค่าเรียนต่ำไปกว่านี้ได้    และมีข้อจำกัดในการไปขออบรมอยู่บ่อยครั้ง   เรียกได้ว่า   เป็นร้อยละ ๘๐ ของการจัดอบรมโดยรัฐ    เนื่องจากเราไม่มีสังกัด   แต่การอบรมต่างๆ จัดให้เฉพาะโรงเรียนในสังกัดต่างๆ เท่านั้น   ทำให้การเข้าถึงความรู้และการพัฒนาครูเป็นไปช้า   เพราะเราก็ต้องเริ่มต้นกันเองที่โรงเรียน   ในขณะที่โรงเรียนของรัฐเปรียบเหมือนมีบันไดเลื่อน   อย่างเพลินพัฒนาเป็นภาคีกับโรงเรียนของครูอิ่ม   ก็เป็นภาคีนอกระบบ   ต่างกับครูอิ่มที่มีภาคีในระบบมากมาย   มีมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง    ฯลฯ

ครูอิ่ม …เห็นด้วยกับครูใหม่ว่าผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบนี้   เพราะไม่เกิดเฉพาะในห้องเรียน   แต่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา   แรกๆ ก็มีผู้ปกครองมาถามว่าทำไมเราสอนคอมพิวเตอรฺ์ไม่เหมือนคนอื่น   เราก็ต้องอธิบายว่าไม่มีใครเรียนรู้วิธีการใช้โทรทัศน์   คอมฯ สมัยนี้ก็เหมือนการใช้โทรทัศน์   เป็นอุปกรณ์ในยุคของเขา   เราจึงสอนให้เขาเป็นคนควบคุม   เป็นผู้ใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ   เราพยายามทำลายกำแพงห้องเรียน   ถ้าผู้ปกครองยังมีกำแพงก็จะเป็นอุปสรรคค่ะ  

ส่วนการได้รับการสนับสนุนมาก   แต่ก็เห็นว่าในระยะหลังมานี้มีโครงการให้ความช่วยเหลือร่วมกับเอกชนมากขึ้น   และการที่มีภาคีมากขึ้นก็จะได้โอกาสเรียนรู้มากขึ้น    แต่หลายหน่วยงานยังไม่สามารถเจาะเข้าไปสู่โรงเรียนเอกชนได้  

ครูเหล่น …ในฐานะบุคลากร   การที่จะไปสู่จุดหมายด้วยกัน   แต่บุคลากรมีความแตกต่างกัน   สื่อสารไม่เข้าใจกัน   ทำให้ต้องใช้การประชุมกัน   และในการจัดการดูแลเด็กที่แต่ละคนมีความหลากหลาย   การที่เด็กมีความหลากหลายก็เพราะมาจากครอบครัวที่มีความหลากหลาย   ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครองมาก

ครูส้ม …อันที่จริงวันนี้มาเป็นคณะทำงานของโรงเรียนเพลินพัฒนา   แต่ตอนนี้จะขอเวลา ๑ นาที เพื่อตอกหมุดความมั่นใจว่าเรามาถูกทาง   ในฐานะที่เป็นผู้ปกครองที่ลูกเรียนด้วยกระบวนการอย่างนี้   จนจบ   และในรุ่นของเขาก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทุกคน  เมื่อ จบออกมาทำงาน   แม้ในสาขาที่ลูกเรียนไม่ได้สอนการบริหารจัดการ   แต่เขาก็สามารถนำทักษะที่เคยทำกระบวนการกลุ่ม   ทักษะการจัดการโครงงาน   โลกทัศน์จากการออกภาคสนาม   มาใช้ในการทำงานกับรุ่นพี่ๆ ได้จนได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานเกินกว่าอายุได้   เลยขอมาให้ความมั่นใจค่ะ

ถอดเทปช่วงเช้า  ตอนที่    1    2    3    4    5       สรุปช่วงบ่าย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 67656
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)