สวัสดีทุก ๆ คนนะครับ ตอนนี้คะแนนน่าจะออกกันแล้วสินะครับ หลายคนคงจะพอใจกับคะแนนของตัวเอง แต่ก็มีหลายคนถามว่า ทำไมได้เท่านี้เอง สำหรับผมแล้วนั้น คะแนนหรือเกรดก็มีความสำคัญ ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นว่าตลอดระยะเวลาของการเรียนวิชานั้น ๆ เรามีความตั้งใจ หรือความพยายามในกิจกรรมต่าง ๆ มากแค่ไหน ซึ่งคนที่ตั้งใจมาก ก็ควรจะได้คะแนนมากเป็นที่ตรงไปตรงมาเช่นนั้น แต่บางครั้ง หลาย ๆ คนก็คงหวังแค่ว่าให้มันผ่านไปได้ ก็พอแล้ว และนี้จะเป็นสิ่งที่จะเรียกได้ว่า สมควรที่จะเกิดขึ้นกับผม และแน่นอนนี้เป็นที่มาที่ไปว่า สิ่งที่เรียกว่าเกรด I นี้มาได้อย่างไรกันนะครับ

          โอเคครับ มาเข้าเรื่องกัน ผมเปรียบเทียบเหมือนการเรียนการสอนเป็นเหมือนร้านอาหารละกันนะครับ อย่างที่ทุกคนได้สัมผัสมานะครับ การเรียนก็แบบออกหลัก ๆ แล้วเป็น 2 แบบ คือ แบบเน้นที่คะแนนสอบ กับ แบบเน้นที่คะแนนเก็บ ถ้าเป็นร้านอาหาร ร้านหนึ่งพ่อครัวอาจจะชอบสอนด้วยการให้ดูหรือสังเกตว่าเมนูนี้ทำอย่างไร แล้วให้พนังงานทำตามจนเสร็จ แล้วชิมอาหารเพื่อชี้วัดว่าอาหารจานนั้นอร่อยหรือเหมือนตามที่เค้าทำรึเปล่า ? ซึ่งข้อดีแบบนี้ คือรู้ผลรวดเร็ว ใครได้หรือไม่ได้ ซึ่งคนไหนที่มีพื้นฐานในการทำอาหาร ก็จะสามารถเตรียมอาหารได้ใกล้เคียงกับพ่อครัว แต่คนใดมีพื้นฐานที่ไม่ดีพอ แค่สังเกตอาจจะไม่พอสำหรับทำเมนูนั้นให้อร่อย พนังงานต้องไปหาเวลาฝึกเอง เพื่อเวลาพ่อครัวให้ลองทำแล้วนั้น จะได้เตรียมวัตถุดิบได้ดียิ่งขึ้น เอาละครับ พูดมาขนาดนี้ คงจะหิวกันแล้ว (555) แต่เดี๋ยวก่อนครับ เรากำลังคุยเรื่องการเรียนจริง ๆ นะ ผมอยากบอกว่าการเรียนแบบนี้ จะเป็นลักษณะของวิชาที่เราคิดว่ามันง่าย หรือเนื้อหาไม่ซับซ้อนมาก คิดแบบง่าย ๆ ก้คือ "สอบครั้งเดียว รู้เรื่อง" คนที่เรียนดีหรือเรียนเก่ง อาจจะชอบมากกว่า คนที่เรียนอ่อน เพราะคะแนนเทไปที่การสอบมากกว่า ผมเองก็ไม่ค่อยชอบแบบนี้เท่าไหร่ เนื่องจากระหว่างทางมันไม่ได้กิจกรรมอะไรเลย มีแค่ตัวหนังสือเต็มไปหมด แล้วพอวัดผล ก็แค่การดูว่าใครจำได้มากหรือน้อย อาจจะถามไม่ได้ว่าเข้าใจจริง ๆ ไหม

          นั้นหมายความว่า ผมชอบร้านอีกแบบใช่หรือไม่ ตอบว่าใช่แล้วละครับ แต่นั้นหมายความว่า พ่อครัวของเราต้องเอาใจใส่เรามาก ๆ เลย เนื่องมาจาก ร้านประเภทนี้จะสอนพนังงานของพวกเขา ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุ ปรุงวัตถุดิบ และตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน จนเมนูอาหารที่ได้ อาจจะไม่เหมือน 100 % แต่ก็มีความใกล้เคียงสูง เพราะว่า ในระหว่างทางพนักงานได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ทักษะในการทำอาหารต่าง ๆ ก็จะติดตัวไปกันพนังงานเหล่านั้น ถึงแม้ว่าพ่อครัวจะไม่อยู่ หรือพนักงานจะย้ายไปอยู่ร้านอื่น ๆ เขาก็จะสามารถทำอาหารได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพมาก ดังนั้นการเรียนแบบเน้นคะแนนเก็บ จึงจำเป็นต้องอาศัยความเอาใจใส่ และความรับผิดชอบ พอสมควร ซึ่งถ้าหากเราขาดขั้นตอนใดไปล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ในภาพรวมมันอาจจะไม่ส่งผลอะไรมาก แต่ตัวเราเองจะรู้เองว่าเราขาดอะไรไป ข้าวผัด 2 จาน อาจจะเหมือนกันก็จริงแต่ว่ารสชาติหรือกลิ่นที่แตกต่างออกไป ผมจึงอยากจะบอกว่า เกรด I ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ผมสมควรได้อยู่แล้ว เมื่อผมไม่ทำงานเอง งานก็จะตามผมมาเองเช่นกัน ส่วนเหตุผลหลัก ๆ นั้นอาจจะเป็นเรื่องการบริหารเวลาในตัวเองครับ ผมอาจจะประหมาดเวลา 24 ช.ม. มากเกินไป เอาจริง ๆ แล้วผมพึ่งเข้าใจความหมายของวัยทำงานจริง ๆ จัง ๆ ก็ตอนมาเรียนนี้แหละครับ โอกาสอาจจะมีให้เราเสมอยกเว้นเวลา การหาจุดที่สมดุลระหว่างการใช้ชีวิตของเรา ถ้าไม่เจอด้วยตัวเองผมว่า ก็คงไม่รู้หรอกนะครับ เพื่อน ๆ หลายอาจจะบอก แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเราจริง ๆ ได้นั้นก็คือใจเราเองมากกว่า ฟัง ๆ ดูแล้ว บางคนอาจจะมองว่า ก็แค่เวลาเอง วันอื่นก็มีตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ขอคนอื่นช่วยล่ะ ?? สิ่งหนึ่งเลยที่ผมไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่ คือการขอให้คนอื่นช่วย อาจจะฟังดูเหมือนเห็นแก่ตัวแต่จริง ๆ แล้วเพราะว่าผมขี้เกรงใจคนอื่นครับ  ผมคิดว่าภาระของเราไม่ควรจะเป็นภาระของผู้อื่น แต่ภาระคนอื่นมักจะกลายเป็นของเราซะงั้น แต่ผมโอเคนะครับ ชอบช่วยคนอื่น 

          สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านผมบอกเล่าเรื่องราวนี้ ผมก็ไว้หวังว่าตัวเองจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ และก็ความปรารถนาดีต่าง ๆ จากทุก ๆ คนนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นตัวผมเอง ความผิดพลาด มักจะสร้างบทเรียนที่ดี I ครั้งนี้ก็หวังว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดี