เราต่างทราบกันเป็นอย่างดีว่าเบาหวานนำพามาซึ่งภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดได้ทุกขนาดและยังก่อกวนกับระบบประสาทส่วนปลายอีกด้วย   ซึ่งอาการและอาการแสดงที่พบในแต่ละคนก็จะต่างกันตามระดับความรุนแรง    โดยผู้เป็นเบาหวานส่วนใหญ่ที่มีชาเท้าจะไม่ค่อยมองว่าเป็นปัญหาเพราะเท้าจะค่อย ๆไม่รับความรู้สึกลงจึงเจ็บไม่มากเท่าคนปกติ  ในบางคนพบว่าไม่รับรู้ความรู้สึกใด ๆ เลยก็มีหลายราย  จึงทำให้ผู้เป็นเบาหวานเย็นใจไปพร้อมกับเท้าที่เย็นขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งก็อาจเกิดแผลหรือหนังหนาตามมา

        ทุกครั้งที่ประเมินสภาพเท้าของผู้ที่มีแผล เราพบว่ามีเท้าชา  เท้าเย็นและผิวแห้งเสมอ การมีแผลเกิดขึ้นมักจะเป็นเหตุจูงใจให้ผู้เป็นเบาหวานสนใจกลับมาดูแลเท้ามากขึ้นหน่อยเพราะไม่สามารถใช้เท้าแบบปกติได้ร่วมกับกลัวโดนตัดขา  แต่คงเป็นการไม่ดีถ้าจะรอให้แผลเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยแนะนำการดูแลเท้าแก่ผู้เป็นเบาหวาน เราควรจะตั้งแนวป้องกันมากกว่าแนวตั้งรับ    แต่สิ่งที่สำคัญคือทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้ผู้เป็นเบาหวานรู้สึกว่าเท้ามีความสำคัญมากขึ้นและเริ่มอยากดูแลเอาใจใส่

          วิธีการหนึ่งที่ดิฉันมักจะแนะนำให้สนใจดูแลเท้าก็คือ สอบถามว่าในหนึ่งวันคุณใช้เท้าเดินกี่ชั่วโมงเทียบกับไม่ใช้เท้า  การใช้เท้ามากมีส่วนให้หลอดเลือดส่วนปลายต้องทำงานมาก  ซึ่งในคนปกติหลอดเลือดก็จะเสื่อมตามวัยอยู่แล้ว   และยิ่งถ้าคุณเป็นเบาหวานก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดมากกว่าคนปกติ   ส่วนเรื่องเท้าชา  เท้าเย็นและผิวแห้งก็ใช้วิธีการให้ผู้เป็นเบาหวานมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย   โดยอธิบายก่อนางกายทุกคนจะต้องอบอุ่นอยู่เสมอจึงจะอยู่ในภาวะสมดุลย์   ถ้าส่วนใดของร่างกายมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นต้องให้ความสนใจดูแล จากนั้นก็จะให้ลองสำรวจตัวเองโดยให้เอามือทั้งสองจับเท้าตัวเองดูว่ามือรับอุณหภูมิต่างกันมากน้อยแค่ไหน  ความรู้สึกหลังถูกสัมผัสในแต่ละส่วนของเท้าแตกต่างหรือไม่ สภาพเล็บมือและเล็บเท้าปกติเหมือนกันไหมส่วนเรื่องความชู่มชื้นของผิวเท้าเทียบกับผิวมือเมื่อสัมผัสแตกต่างหรือไม่ เพราะในร่างกายเดียวกันควรที่จะมีสภาวะสมดุลย์เท่ากัน

       ยุวดี   มหาชัยราชัน