เราเคยสงสัยกันไหมครับ ว่าทำไมเรื่องเล่าบางเรื่อง ที่เราเคยได้ยินมาในอดีตทำไม ปัจจุบันเราถึงยังจำได้? แต่กลับกันบางเรื่องนึกเท่าไหรก็นึกไม่ออก แล้วเรื่องที่เรายังจำได้เป็นเพราะอะไรล่ะ

ยกตัวอย่าง เช่น นิทานอีสป เรื่องเต่ากับกระต่าย ถ้าเราแค่พูดชื่อเรื่อง เชื่อว่าทุกคนก็จะรู้เลยว่าเรื่องนี้เริ่มต้นยังไง จบยังไง ใช่ไหมครับ เป็นเพราะอะไรล่ะ!! ทำไมทุกคนถึงจำได้!! ทำไมจึงรู้ว่าเรื่องนี้เล่าว่าอย่างไร


เพราะการเล่าเรื่องโดยใช้นิทาน หรือใช้นิยายเป็นสื่อกลาง ในการร้อยเรื่องเล่า เรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทำให้พูดฟังเห็นภาพนึกคล้อยตาม รู้สึกเหมือนได้เดินทางไปกับเรื่องเล่านั้น สร้างอารมณ์ร่วมให้คนสนใจ ตั้งใจ และจดจำเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมา

จึงทำให้เรื่องเล่านั้นมีชีวิต คนจดจำเรื่องราว แล้วก็เนื้อหาของเรื่องเล่านั้นได้มากกว่า และส่งผลให้มีการเล่าเรื่องนั้นต่อ ๆ กันไป สร้างความผูกพันกับเนื้อเรื่องเล่านั้น

การเล่าเรื่องแบบ " Storytelling " นั้น เป็นการกระตุ้นสมองหลาย ๆ ส่วนพร้อม ๆ กัน เช่น เมื่อฟังเรื่องเล่าแล้ว สมองจะประมวลผลเป็นภาพ เสียง การเคลื่อนไหว ฯลฯ ตามเรื่องเล่าเหล่านั้น เป็นการกระตุ้นให้สมองสั่งการให้เกิดอารมณ์ร่วมกับเรื่องเล่า สร้างความทรงจำต่อเรื่องเล่า และบันทึกผลลงไปที่สมอง

นี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ เรื่องเล่าที่เรารู้สึกประทับใจ กระทบจิตใจ เราจึงจำมันได้ และกลับมาฟัง หรืออ่านเรื่องนั้นซ้ำ ๆ อีกครั้ง


แล้วธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไป ชอบฟังเรื่องเล่าแบบไหนล่ะ?

ผมจึงขอยกตัวอย่างเนื้อหาเรื่องเล่าที่ทำให้คนทั่ว ๆ ไปชื่นชอบที่จะฟัง และจดทำมันได้นะครับ

    • เรื่องเล่าของเหล่าตัวเอกที่เป็นฮีโร่ต่าง ๆ ทั้ง ฮีโร่ในชีวิตจริง หรือการ์ตูน (Hero)
    • เรื่องเล่าที่มีการเดินทาง หรือการผจญภัยพบอุปสรรคต่าง ๆ (Journeys / Adventure)
    • เรื่องเล่าที่มีความตื่นเต้นเร้าใจ (Surprises)
    • เรื่องเล่าที่มีรายละเอียดที่คนมักจะมองข้าม หรือการสร้างเรื่องราวให้มีความซับซ้อน (Layers)
    • เรื่องเล่าที่จบแบบสวยงาม (Happy Ending)

ในวันนี้เรารู้กันแล้วนะครับ ว่าทำไมเรื่องเล่าบางเรื่อง ถึงเป็นที่จดจำของผู้คนเป็นเพราะอะไร ในบทต่อ ๆ ไป เรามาดูกันว่านะครับว่า เราจะมีวิธีการสร้าง Storytelling ดี ๆ ยังไงได้บ้าง และเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างนะครับ