ทุกคนต่างมีตัวตน หรือสัญชาตญาณดิบของการเป็นสัตว์ในตัวตนของเราด้วยกันทั้งนั้น สถานการณ์ต่างๆ จะทำให้เราแสดงตัวตนเหล่านั้นออกมา ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ประสบการณ์ หรือต้นทุนของแต่ละคนว่าจะควบคุมสัญชาตญาณได้ดีแค่ไหน สามารถเลือกใช้สิ่งเหล่านั้นให้สมเหตุสมผล หรือเหมาะต่อกาลเทศะนั้นๆ แค่ไหน

ผมให้ความสำคัญกับกระบวนการเตรียมคนก่อนออก “ค่ายอาสาพัฒนา” เป็นอย่างมาก  ทุกครั้งที่ต้องออกค่าย หรือที่เรียกเป็นทางการว่า “กิจกรรมนอกสถานที่”  ผมจึงมัก “ชวน –เชิญ” หรือแม้แต่กำหนดเชิงนโยบายให้องค์กรนิสิตที่จะออกค่ายส่งผู้แทนเข้ามาร่วมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเสียก่อน –

เฉกเช่นวันที่ 11 มีนาคม 2563 เป็นอีกครั้งที่มีกระบวนการเล็กๆ เกิดขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือนิสิตี่จะร่วมเดินทางไปจัดค่าย “ต้านลมหนาวสานปัญญา : จิตอาสาเรียนรู้คู่บริการ” อันเป็นความร่วมมือของกลุ่มนิสิตชาวดิน (พรรคชาวดิน) กับศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม(ทำดีเพื่อพ่อทำดีเพื่อแผ่นดิน)


ค่ายฤดูหนาวที่เดินทางในสายลมแล้ง



จะว่าไปแล้ว นี่ก็เข้าสู่ “ฤดูร้อน”  อย่างเต็มรูปแบบแล้ว  แต่ที่ยังต้องใช้ชื่อว่า “ต้านลมหนาวสานปัญญา”ก็เพราะว่าเลื่อนไหลมาสักระยะ จึงจำต้องเดินทางด้วยฐานคิดในชื่อเดิม เพื่อคงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์การจัดกิจกรรมของกลุ่มนิสิตชาวดิน พร้อมๆ กับการผนวกหลักคิดใหม่เข้ามาหนุนเสริม คือ “จิตอาสาเรียนรู้คู่บริการ”  ที่ประกอบด้วย

  • มีจิตอาสาที่จะเข้าร่วมกิจกรรม โดยปราศจากเงื่อนไขของการนับชั่วโมงจิตอาสา กยศ. (แต่หากไปแล้ว ทำงานได้ดี “ไม่อู้งาน” ผมยินดีที่จะรับรอง/ประเมินชั่วโมงจิตอาสาให้อย่างเต็มอัตราศึก
  • มีจิตอาสาที่จะทำงานตามที่ได้รับมอบหมายร่วมกันอย่างเป็นทีม เน้นการทำงานเป็นทีม
  • มีจิตอาสาที่จะเรียนรู้ความเป็น “ผู้นำ” เพราะค่ายนี้เน้นการสร้าง “ผู้ตามให้เติบโตเป็นผู้นำ” เพื่อที่จะเติบโตไปบริหารจัดการองค์กรในอนาคต

และที่สำคัญคือมีจิตอาสาที่จะเปิดรับการเรียนรู้ชุมชน  มิใช่จ่อมจมอยู่กับกิจกรรมภายในค่ายฯ แต่เพียงอย่างเดียว และพร้อมที่จะออกแบบกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองร่วมกัน มิใช่รอให้ผมต้องสั่งการ หรือมอบหมายซ้ำแล้วซ้ำอีก



ติดอาวุธทางความคิด


กระบวนการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้  ผมไหว้วานให้ “ปุ๊ ไหล” (รุ่งโรจน์ แฉล้มไธสง) ได้มานำเข้าสู่กระบวนการ โดยก่อนหน้านี้ ผมฝากให้ลองผสมผสานหลักของ “สัตว์สี่ทิศ” เข้ากับศาสตร์อื่นๆ ซึ่งผมเรียกกระบวนการนี้เองว่า “สัตว์หลากชนิด”  กล่าวคือ ผมฝากให้ปุ๊ ไหล ได้เสนอให้เห็นภาพของสัตว์ชนิดต่างๆ ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น มิใช่จำกัดอยู่แค่ “หนู  หมี อินทรี กระทิง”  อันเป็นศาสตร์ที่เราคุ้นชิน

และเน้นการนำเสนอในแบบ “บันเทิงเริงปัญญา”  ให้ได้ทั้งเสียงหัวเราะ และความรู้ควบคู่กันไป

รวมถึงเน้นการบรรยายเชิงกระบวนการ  เพราะมีเวลาไม่มากมายนัก จึงไม่สามารถจัดการบรรยายในแบบ “อบรมเชิงปฏิบัติการ” ได้ 

ผมไม่รู้หรอกว่า “ปุ๊ ไหล” เตรียมตัวมายาวนานแค่ไหน  ตลอดเวลา 1 ชั่วโมงเต็มๆ  ผมประเมินว่า “เขารักษามาตรฐานเข้าได้ดี เข้ายังคงคงเส้นคงวา สร้างทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และสาระความรู้ได้อย่างน่าชื่นชม”

กรณีชนิดของสัตว์ที่นำมาบอกเล่าในเวทีครั้งนี้ ปุ๊ ไหล ได้ขยายวงกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น  สุนัข แมว  นก  ช้าง โลมา ฯลฯ  ซึ่งมันก็เหมือนขยายกรอบแนวคิดและทางเลือกของการเรียนรู้ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง



เข้าหนุนเสริม ต่อยอด เติมเต็ม


ทันทีที่กระบวนการของ “คุณปุ๊ ไหล” ยุติลง  -  ผมเข้าหนุนเสริมกระบวนการต่อทันที  เป็นการหนุนเสริมสั้นๆ กึ่งขอบคุณคุณปุ๊ ไหล  กึ่งสรุปประเด็น และกึ่งเชื่อมประเด็นเข้าสู่ตัวนิสิตอีกรอบ –

ผมตั้งประเด็นให้นิสิตได้ลองพิจารณาใคร่ครวญอีกรอบว่า  “แต่ละคนมองภาพพจน์ของสัตว์แต่ละชนิดอย่างไร”  คล้ายๆ กับการให้นิสิตได้ “นิยามความหมายของสัตว์” เหล่านั้น พร้อมๆ กับการยึดโยงว่า “มีสำนวนสุภาษิตคำพังเพยใดที่เกี่ยวโยงกับสัตว์แต่ละชนิดบ้าง”  (นี่ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่ชวนนิสิตได้ทบทวนต้นทุนตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน)

ถัดจากนั้น  ผมจึงขมวดปมในทำนองว่า  “ทุกคนต่างมีตัวตน หรือสัญชาตญาณดิบของการเป็นสัตว์ในตัวตนของเราด้วยกันทั้งนั้น สถานการณ์ต่างๆ จะทำให้เราแสดงตัวตนเหล่านั้นออกมา ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะ ประสบการณ์ หรือต้นทุนของแต่ละคนว่าจะควบคุมสัญชาตญาณได้ดีแค่ไหน สามารถเลือกใช้สิ่งเหล่านั้นให้สมเหตุสมผล หรือเหมาะต่อกาลเทศะนั้นๆ แค่ไหน”

ครับ – ผมพูดในทำนองนั้นจริงๆ พูดจากใจจริง มิใช่การเสแสร้างแกล้งสร้างวาทกรรมให้เคลิ้มคิดแบบสายลมแสงแดด

ครับ – ผมพูดเช่นนั้นจริงๆ พูดจากใจจริง  เพราะอยากให้นิสิตได้ขบคิดไปพร้อมๆ กัน  และนำไปบริหารจัดการตัวเองและสมาชิกในค่าย  หรือกระทั่งว่า หากพวกเขาไม่สนใจ ไม่รับรู้  หรือไม่เห็นความจำเป็นที่จะนำไปใช้  ผมก็จะไม่งอแง เพราะถือว่า “ผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว”   

หรือหากเขารับรู้ รับฟังและเห็นความสำคัญแล้วนำไปปรับใช้  ผมก็ยินดีที่จะเข้าหนุนเสริมในเรื่องเหล่านี้  ซึ่งในช่วงท้ายก็ฝากให้แต่ละคนได้เขียนชื่อสัตว์ชนิดที่ตนเองเลือกลงใน “สมุดกระจก” (สมุดบันทึกค่าย)  แล้วอธิบายว่า “ทำไมถึงเลือก”


ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่าย : ทางออก คือ ลงมือทำ (อย่างเป็นทีม)


เอาจริงๆ เลยนะ  กระบวนการข้างต้นมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ  ทั้งเงื่อนไขเวลา รูปแบบ หรือแม้แต่ “ต้นทุนการรับรู้-เรียนรู้ของนิสิต” ผมจึงได้แต่ภาวนาว่า นิสิตจะเข้าใจ เห็นความสำคัญ และมีความกระหายที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในค่ายฯ

แน่นอนว่า  สิ่งที่ ปุ๊ ไหลและผมนำเสนอไปนั้น ฟังเหมือนง่าย แต่ก็ไม่ง่าย ฟังเหมือนยาก แต่ก็ไม่ง่าย –

ใช่ครับ  มันเป็นอารมณ์นั้นจริงๆ ยิ่งมาเจอสมาชิกค่ายที่ครึ่งต่อครึ่งยัง “มือใหม่” อยู่มาก  ยิ่งทำให้ผมแอบรู้สึก “ลุ้นและลุ้น” ขึ้นเท่าตัว

กระนั้น  ก่อน “วางไมค์”  เพื่อ “ส่งไมค์” ไปสู่กระบวนกรอีกคน  ผมจึงไม่ลืมที่จะฝากแนวคิดสั้นๆ แต่เพียงว่า “ที่ว่ายากจะง่ายก็ต่อเมื่อเราลงมือทำ และทำร่วมกันอย่างเป็นทีม”

...


เขียน : จันทร์ที่ 16 มกราคม 2563
ฤดูร้อนที่แสนร้อน-มหาสารคาม