สวัสดีทุกท่านครับ

วันนี้ผมพยายามคิดเรื่องอื่นที่จะช่วยให้หายจากเรื่องเครียด (หลายเรื่อง) ที่เกิดขึ้นในใจ โดยย้อนคิดถึงการเขียน Blog ฉบับที่แล้ว ว่า “นักเรียนที่เรียนด้วยความสุข” นั้น คืออะไร โดยมีประเด็นที่ชวนคิดว่าสิ่งใดที่เป็นความสุขแท้ และสิ่งใดที่เป็นความสุขเทียมของนักเรียน และทำให้ได้ข้อสรุปประการหนึ่งว่า ความสุขของนักเรียนนั้น น่าจะเทียบเคียงได้กับ Basic Needs ตามแนวคิดของ Maslow

ดังนั้น ผมจึงได้ข้อสรุปว่า “ความสุขของนักเรียน” น่าจะเริ่มต้นจากการที่นักเรียนรู้สึกมีความปลอดภัย ปราศจากซึ่งความกลัวต่าง ๆ อันเป็นสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ ซึ่งความกลัวของนักเรียนนั้นผมคิดว่าน่าจะเกิดจากคนรอบข้างทั้งสิ้นที่ทำให้นักเรียนขาดความสุขในการเรียน และผลที่ตามมาของการขาดความสุขในการเรียนก็คือ ความเครียดซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของการเรียนการสอน

ที่กล่าวว่าคนรอบข้างคือผู้สร้างความเครียดให้แก่นักเรียนนั้น เป็นเพราะช่วง 2-3 อาทิตย์นี้ ผมมีโอกาสประสบกับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่น่าจะเป็นต้นเหตุทำให้นักเรียนไม่มีความสุข ดังนี้

เหตุการณ์ที่หนึ่ง เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีน้องเจ้าหน้าที่ที่ทำงานมาขอให้ผมลงนามในหนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้บริหารสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ช่วยพิจารณารับลูกของเขาเข้าเรียนชั้นอนุบาล 2 โปรแกรมที่เน้นคณิต-ภาษาอังกฤษ ผมจึงได้ถามน้องคนนั้นไปว่าเพราะเหตุใดจึงต้องเอาลูกซึ่งยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ ไปเรียนโปรแกรมคณิต-อังกฤษ คำตอบที่ได้คืออะไรท่านพอจะเดาได้ไหมครับ

น้องเขาตอบว่าเห็นลูกคนอื่นพูดภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ จึงอยากให้ลูกตัวเองพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง คำตอบนี้ ทำให้ผมมานั่งคิดว่า เราอาจจะตกยุคไปแล้วหรือ ???? เพราะความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อที่มีอยู่คือ เด็กระดับอนุบาล เราจัดกิจกรรมเพื่อเตรียมให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ และการที่ผู้ปกครองคาดหวังจะให้ลูกหลานตัวเล็ก ๆ ของตนเองทำอย่างโน้นอย่างนี้ได้นั้นเกิดจากสาเหตุใด เกิดจากความหวังดี (ประสงค์ร้ายโดยไม่คาดคิด) ของผู้ปกครองหรือไม่ หรือผู้ปกครองไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของ

เด็ก ๆ หรือสถานศึกษาต่าง ๆ พยายามหาจุดขายของตนเองเพื่อที่จะสร้าง Image ของโรงเรียนว่าเป็นโรงเรียนที่ทันสมัย มีนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โรงเรียน (เพื่อที่จะได้เก็บค่าเล่าเรียนให้สูงขึ้น) และหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา/นักการศึกษาของประเทศไทยไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้

คำถามที่ค้างคาในใจผม คือ 

1) ทำไมเด็กตัวเล็ก ๆ ซึ่งเป็นวัยที่กำลังร่าเริง สดใส ต้องมาเรียนรู้ในสิ่งที่ผู้ใหญ่ (ผู้ปกครอง และสถานศึกษา) ยัดเยียดให้หรือไม่ มีความจำเป็นหรือไม่ที่สถานศึกษาจะต้องจัดโปรแกรมการเรียนแบบนี้ตั้งแต่ระดับอนุบาล 

2) ทำไมโรงเรียนจึงต้องสรรหาโปรแกรมการเรียนแปลก ๆ มานำเสนอต่อผู้ปกครอง โดยที่โรงเรียนได้ศึกษาปรัชญาของการจัดการศึกษาระดับอนุบาลหรือไม่ 

3) นักการศึกษาของไทย (ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีจำนวนเท่าไหร่) มีความเห็นอย่างไรกับปรากฏการณ์ทางการศึกษาเช่นนี้ของประเทศ

สิ่งหนึ่งที่ผมรับรู้และเชื่อมาโดยตลอดว่าเด็กเล็ก ๆ ยังไม่ต้องเรียนเนื้อหาสาระอะไรมากมายนัก และในอดีตมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง (นานมาแล้ว และจำชื่องานวิจัยไม่ได้) ได้ข้อสรุปว่า เด็กจะเรียนภาษาที่สองได้ดีก็ต่อเมื่อภาษาแม่แข็งแรง และการที่เด็กถูกบังคับให้เรียนมาก ๆ โตขึ้นจะเกิดภาวะความล้าในการเรียน สิ่งเหล่านี้ “ใคร ???” จะเป็นผู้ช่วยให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ปกครอง หรือจะปล่อยให้ผู้ปกครองแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดของการศึกษาให้แก่บุตรหลานของตนเอง รวมทั้งใครจะเป็นผู้จัดการโรงเรียนทั้งหลายให้จัดการศึกษาไปในแนวทางที่ถูกที่ควร

เมื่อพิจารณาจากหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย พบว่า มีกำหนดปรัชญาการศึกษาปฐมวัย ว่า “การศึกษาปฐมวัย เป็นการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริม กระบวนการเรียน รู้ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคน ให้เต็มตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ” และเมื่อผมได้ไปอ่านองค์ประกอบอื่น ๆ ในหลักสูตรฉบับนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมาย ตลอดจนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ก็ไม่พบว่าเด็กปฐมวัยต้องเรียนในโปรแกรมที่เน้นคณิตศาสตร์-ภาษาอังกฤษแต่อย่างใด

แล้วอย่างนี้โรงเรียนจะจัดการศึกษาเพื่อให้เด็กมีความสุขได้จริงหรือไม่

เหตุการณ์ที่สอง เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้มีการสอบ O-Net ประจำปีการศึกษา 2562 วิชาคณิตศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นข้อสอบที่ยากเกินไปหรือไม่ และออกยากไปเพื่ออะไร และเมื่อนักเรียนทำไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีการเดา และถ้าเดาถูกหรือเดาผิด คะแนนที่นักเรียนได้จะบอกอะไรกับผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา ???

คำถามของผมสำหรับเหตุการณ์ที่สองคือ การทดสอบต่าง ๆ ที่หน่วยงานทางการศึกษาของประเทศไทยดำเนินการนั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักเรียนไทยเกิดความสุขในการเรียนรู้หรือไม่ ผมเองมีความเห็นด้วยกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าข้อสอบ O-Net ยากเกินความสามารถของเด็กไทยจริง และไม่น่าจะมีเหตุผลที่ว่าการที่นักเรียนทำข้อสอบยาก ๆ ได้นั้น จะประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต การออกข้อสอบที่ลึกลับซับซ้อนแสดงถึงคุณค่าอะไรในการจัดการศึกษา ??? คำถามนี้ผมคิดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาทั้งหลายควรจะต้องมาคิดทบทวนเพื่อให้ตกผลึกทางความคิด

ผมเองก็เคยมีประสบการณ์บ้างในออกข้อสอบ โดยสิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับตัวเองเสมอคือ ผมจะดีใจมากถ้าผู้เรียนของผมทำข้อสอบไม่ได้ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องเลย เวลาที่ออกข้อสอบโมหะจริตมักจะเข้ามาครอบงำผม ทำให้เกิดความคิดว่าออกข้อสอบแบบนี้มันจะง่ายเกินไปไหม ผู้เรียนน่าจะทำได้ง่าย เลยพยายามสรรหาวิธีการสร้างข้อสอบให้มันยาก ๆ (5555555) ผมเลยไม่แน่ใจว่าคนที่ออกข้อสอบ O-Net จะมีจริตเหมือนที่ผมมีหรือไม่ และที่สำคัญผลที่ตามมาจากการสอบ O-Net ในแต่ละปี มีใคร หรือหน่วยงานใด เอาไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ยกเว้นโรงเรียนเอาไว้ติวนักเรียนก่อนสอบ ผมเคยได้เรียนรู้มาอย่างหนึ่งว่า “สอนอย่างไรให้สอบอย่างนั้น” ปัจจุบันคงต้องเปลี่ยนความเชื่อใหม่เป็นว่า “สอนอย่างไร (คง) ไม่ได้สอบแบบนั้น” อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นคือ ก่อนจะมีการสอบ O-Net โรงเรียนส่วนใหญ่จะมีการติว บางโรงเรียนมีการสอบ Pre O-Net เลยทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทำไมต้องมีการติว และถ้าติวเพื่อสอบเราไม่ต้องสอนดีไหม ??? รวมทั้งข้อสงสัยที่ว่าการทดสอบต่าง ๆ นั้นสามารถวัดความสามารถแท้ของนักเรียนได้จริงหรือไม่ ????

จากเหตุการณ์ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น ผมคิดว่า ความสุขของนักเรียนยากแท้ที่จะเกิดขึ้นจากการจัดการศึกษาของบ้านเมืองเรา หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาของประเทศตระหนักถึงปัญหา ข้อจำกัดเหล่านี้หรือไม่ ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คิดอ่านประการใด มองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาต่อการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพของประเทศไทยหรือไม่ ทำอย่างไรที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้ปกครอง นักการศึกษาของไทยมีความเห็นอย่างไร ?????

จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่ได้เล่าสู่กันฟังว่า ทำไมประเทศฟินแลนด์จึงจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความสุขได้ (5555555) เอาไว้ฉบับหน้า ผมน่าจะหาคำตอบมาเล่าให้ท่านฟังได้

ขอบคุณครับ

..

.........................................................................

จากผู้ช่วย "ชายนิรนาม"

เขาบอกว่า ยุคนี้ คือ ยุคสมัยใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย
แต่ "การศึกษาไทย" ไม่แน่ใจว่า สมัยใหม่จริงหรือเปล่า

บุญรักษา ทุกท่าน

.........................................................................

ป.ล. บทความนี้ หากนำไปใช้ กรุณาอ้างอิงให้ถูกต้องด้วยนะครับ