Occupational Profile Client
Occupational history
ชื่อ-สกลุ : อร(นามสมมติ)
เพศ : หญิงอายุ: 83 ปี
ศาสนา:คริสต์
มือข้างถนัด : ขวาGeneral appearance
ลักษณะทั่วไป : เป็นผู้รับบริการเพศหญิง ผมสั้น ผิวขาว ผิวแห้ง สวมเสื้อผ้าสะอาด
การวินิจฉัย : โรคหลอดเลือดสมอง Stroke
อาการแสดง : ผู้รับบริการมีอาการอ่อนแรงทั้งสองข้างทั้งแขนและขา ไม่สามารถใช้มือในการทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถเดินได้ แต่สามารถเข็น wheelchairได้ สามารถสื่อสารได้ตามปกติ มีความจำดีสามารถจำและเล่าเรื่องราวต่างๆในอดีตได้
Experience patterns of daily living
ผู้รับบริการอาศัยอยู่ในบ้านพักคามิลเลี่ยนกิจวัตรประจำวันของคุณยายจึงเหมือนเดิมเป็นประจำทุกวัน
เวลา กิจกรรม
03.00 - 05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. อาบน้ำ
06.30 น. รับประทานอาหารเช้า
08.30 -10.30 น. ฝึกกายภาพบำบัด
10.30 รับประทานอาหารกลางวัน
11.00-13.30 พักผ่อนตามอัธยาศัย
13.30 อาบน้ำ
13.30-15.30 พักผ่อนตามอัธยาศัย
15.00 - 18.00 เข้าโบสถ์
18.00-21.00 พักผ่อนตามอัธยาศัย
21.00 น. นอน
Strength and concern in relation to performing occupations and daily activities
ผู้รับบริการมีกำลังใจเมื่อได้รับกำลังใจและคำชมจากผู้ดูแลและนักศึกษา ทำให้ผู้รับบริการมีความมั่นใจในการทำกิจกรรมมากขึ้น
Area of potential occupational disruption
-ผู้รับบริการมีอาการอ่อนแรงของแขนทั้งสองข้าง มี synnergies movementของแขน อยู่ใน level 3ของ Brunstom ในส่วนของมือ สามารถทำfinger flexionได้ แต่ไม่สามารถทำ mass grasp ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถกำช้อนและยกแขนและกำมือในการตักอหารเข้าปากเพื่อรับประทานได้
-ผู้รับบริการในการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองไม่สามารถทำได้ และอาจจะทำให้ผู้รับบริการ เข้าสู่ Occupational disability
Supporting and barrierSupporting
Supporting
ประเมินจากการสัมภาษณ์ผู้รับบริการมีBasic cognitiveในระดับทีสามารถทำกิจวัติประจำวันได้โดยไม่ลืมขั้นตอน.
Barrier
ผู้ดูแลช่วยเหลือในการทำกิจวัติประจำวันมากเกินไป เนื่องจากผู้รับบริการขอความช่วยเหลือให้เพราะผู้รับบริการขาดความมั่นใจและความสามารถในการที่จะทำกิจวัตรประะจำวันด้วยตัวเอง
Priorities are also identified
ผู้รับบริการไม่สามารถรับประทานอาหารได้ด้วยตัวเองเนื่องจากมีอาการอ่อนแรงของแขนทั้งสองข้าง
Interactive clinical reasoning
เมื่อได้เจอผู้รับบริการครั้งแรกสิ่งสำคัญที่ใช้คือ Theraputic use of slef เนื่องจากเป็oผู้รับบริการผู้สูงอายุ เราก็จะเข้าหาด้วยความนอบน้อม ยิ้มแย้ม ให้ความเคารพ ตั้งใจฟังผู้รับบริการพูด ซึ่งในขั้นตอนแรกจะเน้นการพูดคุยเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ก่อนก่อนการประเมิน และ ใช้ Theraputic relationship คือการตั้งใจฟังผู้รับบริการ สะท้อนความรู้สึกของเราในเรื่องราว และตั้งคำคำถามกลับไปเพื่อให้ผุ้รับบริการเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองคิดและเข้าใจ เพื่อสร้าง Empathy เมื่อเกิด Collaborative apporch แล้วทำให้คุณยายอยากเล่าเรื่องที่อยู่ในใจของเขาออกมาได้ ซึ่งเป็ร key point ในการเข้าถึง Interest need and Value ที่อยู่ข้างในของผู้รับบริการ
Narative Reasoning
เมื่อเกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์ แล้วทำให้ผู้คุณยายกล้าที่จะเล่าให้ฟังว่า
“ก่อนที่ยายจะเป็นแบบนี้ ยายสามารถทำอะไรเองได้มากกว่านี้ วันหนึงยายตื่นมาแล้วแขนและขาก็อ่อนแรง ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้เลย มันทำไม่ได้หรอก ขนาดกินข้าวเองยังทำไม่ได้เลยมือไม้มันอ่อนแรงตั้งแต่เป็นมือไม้อ่อนแรงก็ไม่อยากทำอะไรเองเลยเพราะรู้ว่าทำไม่ได้จับถืออะไรก็หล่น พอจะกินข้าวก็ต้องคอยให้น้องที่ดูแลที่นี่ทำให้ทุกอย่าง ก็อยากทำเองนะแต่มันทำไม่ได้ ”
“ยายอยู่ที่นี่ก็เหงา อยู่มา10ปีแล้ว (ยายก็ร้องไห้ น้ำตาไหลพราก) แต่ไม่เป็นไร พอยายได้เข้าโบสถ์ฟังธรรม อยู่กับพระเจ้ามันก็ทำให้ยายหายเหงาได้นะ เพราะอะไรยายถึงชอบไปโบสถ์ทุกวัน”
“เวลาเบื่อๆยายจะเปิดฟังเพลง ลูกสาวส่งมาในไลน์ ยายโทรคุยกับลูกทุกวันนะ ลูกชายยายมาหาเือนละครั้ง ”
จากสิ่งที่คุณยายเล่าให้นำทำให้เห็นถึง Cliant need และ Value
Interest คุณยายชอบฟังเพลง
Value ผู้รับบริการนับถือศาสนาคริสต์และให้คุณค่ากับหลักธรรมของคริสตศาสนา เขาโบสถ์ ฟังธรรมทุกวัน และนำหลักคำสอนนมายึดเหนี่ยวจิตใจและปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้รับบริการมีกำลังใจและไม่สิ้นหวังในการมีชีวิตในแต่ละวัน
Need ผู้รับบริการอยากกลับไปทำกิจวัตรประจำวันที่ตัวเองเคยทำได้ ไม่อยากเป็นภาระให้ผู้ดูแล
Sciencetific clinical reasoning
การให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ด้านการวินิจฉัยทางการแพทย์
ผู้รับบริการได้รับการวินิจฉัยเป็น Stroke hemiplegia อ่อนแรงของแขนและขาทั้งสองข้าง
การให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ด้านการวินิจฉัยทางกิจกรรมบำบัด
Occupational Deprivation : ผู้รับบริการมีพยาธิสภาพอ่อนแรงของแขนทั้งสองข้างส่งผลให้เป็นข้อจำกัดและทำให้ผู้รับบริการขาดความมั่นใจในการทำกิจวัตรประจำวัน จากเหตุการณ์ตัวอย่างของกรณีศึกษาคือในตอนแรกผู้รับบริการพยายามหลายครั้งที่จะตักข้าวด้วยตัวเองแต่ด้วยอาการอ่อนแรงของแขนและการกำมือส่งผลให้ไม่สามารถตักข้าวได้ด้วยตัวเอง เมื่อคิดว่าตัวเองทำไม่ได้และไม่กล้าที่จะทำด้วยตัวเองทำให้ต้องขอความช่วยเหลือผู้ดูแลที่บ้านพักคามิลเลี่ยนทุกครั้ง
Procedural clinical reasoning
การประเมินทางกิจกรรมบำบัดจากการสัมภาษณ์การทำกิจวัตรประจำวันของผู้รับบริการพบว่า
Dressing
ผู้รับบริการไม่สามารถใส่เสื้อด้วยตัวเองเนื่องเนื่องจากยังมีการเคลื่อนไหวแบบ synnergies movement และ fine motor ของกล้ามเนื้อมือไม่สามารถ
Feeding
จากการสังเกตผู้รับบริการไม่สามารถตักข้าวได้ด้วยตัวเองเนื่องจากยังมีการเคลื่อนไหวแบบ synnergies movement โดยสามารถยกแขนอยู่ในระดับ Brunstom level 3 คือสามารถยกได้ถึงหู และมีอาการอ่อนแรงของมือ สามารถทำ Finger flexion ได้แต่ ไม่สามารถทำ mass grasp ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถกำช้อนในการตักอาหารและยกแขนขึ้นมารับประทานอาหารด้วยตัวเองได้
Functional mobility Transfer
ผู้รับริการไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองจากเตียงไป wheelchari และจาก Wheel chair มายังเตียงได้ด้วยตัวเอง เนื่องจาก Dynamic fair sitting and poor standing balance และไม่สามารถลงแรงที่เท้าได้เป็นระยะเวลานาน
การวางแผนการให้การรักษาทางกิจกรรมบำบัด
จากการประเมินผู้รับบริกาจึงใช้ PEOP model ในการมองปัญหาในภาพรวม ทำให้เห็นปัญหาจากการทำกิจวัตรปรำจะวันของผู้รับบริการ
- Person
Physiological : มีการเคลื่อนไหวแบบ synnergies movement และ Fine motor ของกล้ามเนื้อในมือไม่แข็งแรงส่งผลให้ไม่สามารถยกแขนและกำช้อนในการรับประทานอาหารได้
Psycological : ขาดความมั่นใจในการรับประทานอาหารด้วยตัวเองเนื่องจากเมื่อมีพยาธิสภาพแล้วไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
2.Enivoronmet
ช้อนมีขนาดที่เล็กสำหรับผู้รับบริการ เมื่อช้อนมีขนาดเล็กส่งผลให้ผู้รับริการต้องออกแรงในการกำช้อน Muscle strenght มือของผู้รับบริการไม่เพียงพอ และผู้รับบริการไม่สามารถกำมือแบบ mass grasp ได้ ทำให้ให้ไม่สามารถกำช้อนได้
Occupational goal : ผู้รับบริการสามารถรับประทานอาหารได้ด้วยตัวเองโดยใช้อุปกรณ์เสริมได้
1.กิจกรรมกลุ่มการบูร เพื่อเพิ่ม Fine motor ของผู้รับบริการในการกำช้อน และสร้าง Self confidence เพื่อเพิ่มความมั่นใจการทำกิจวัตรประจำวันได้
2.ปรับอุปกรณ์การรับประทานอาหาร โดยเพิ่มช้อนเสริมด้ามจับให้สามารถจับช้อนได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
3.ให้ผู้รับบริการฝึกรับประทานอาหารในบริบทจริงโดยใช้ช้อนเสริมด้าม
4.psycosupport นั่งกินข้าวกับผู้รับบริการเพื่อสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้ผู้รับบริการตักข้าวด้วยตัวเอง
Pragmatic reasoning
Interventionที่วางแผนจะให้ผู้รับบริการคือจะฝึกให้ผู้รับบริการใช้ช้อนเสริมด้ามจับในการรับประทานอาหารด้วยตัวเองในบริบทจริง และถ้าหากผู้รับบริการไม่สามารถใช้ช้อนเสริมด้ามได้ จะปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เป็น Universal cuff แทนเพื่อที่ผู้รับบริการจะได้ไม่ต้องออกแรงในการกำช้อนและทำให้ผู้รับบริการสามารถตักอาหารเข้าปากได้
Conditional reasoning
การให้การรักษาด้วยการให้ผู้รับบริการใช้ ช้อนเสริมด้าม หรือ Universal cuffนั้น ในบริบทจริงผู้รับบริการอาจจะไม่กล้าและไม่มั่นใจในการทำด้วยตัวเอง จึงควรเสริม Psycosocial support โดยวิธี peer support โดยให้เพื่อนคุณยายที่อยู่ร่วมห้องด้วย ชวนกินข้าวและกระตุ้น ให้กำลังใจ คุณยายในการรับประทานอาหาร และต้องคุยกับผู้ดูแลคุณยายว่าให้ลดความช่วยเหลือลงและลองให้คุณยายทำด้วยตัวเองบ่อยๆ ควรอธิบายให้ผู้ดูแลเข้าใจว่า จากการที่เราประเมินความสามารถของคุณยายแล้ว คุณยายยังสามารถยกมือขึ้นมาตักอาหารได้ด้วยตัวเอง แต่อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของมือที่ยังอ่อนแรง นักกิจกรรมบำบัดเลยให้เป็นช้อนเสริมด้ามเพื่อให้คุณยายสามารถรับประทานอาหารได้เอง และคุณยายอาจจะยังไม่มั่นใจการทำด้วยตัวเองถ้าหากผู้ดูแลลดความช่วยเหลือลง ลองให้คุณยายได้ทำเอง และพูดให้กำลังใจ คุณยายอาจจะสามารถรับประทานอาหารได้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญที่เราส่งเสริมให้คุณยายทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองเพื่อป้องกันภาวะ Disability
SOAP NOTE ครั้งที่1
S ผู้รับบริการเพศหญิง ชื่ออนงค์ เอรา อายุ 83 ปี ก่อนเริ่มทำกิจกรรมทำอาหาร ผู้รับบริการพูดว่า “ทำไม่ได้หรอก ขนาดกินข้าวเองยังทำไม่ได้เลยมือไม้มันอ่อนแรง” และจากการพูดคุยผู้รับบริการพูดว่า “ตั้งแต่เป็นมือไม้อ่อนแรงก็ไม่อยากทำอะไรเองเลยเพราะรู้ว่าทำไม่ได้จับถืออะไรก็หล่น”
O จากการสังเกตผ่านการทำกิจกรรมอาหาร ในตอนแรกไม่อยากเริ่มทำด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้รับการกระตุ้นจากนักศึกษาและให้ความมั่นใจกับผู้รับบริการว่าจะคอยช่วยเหลือระหว่างที่ทำ ผู้รับบริการก็สามารถทำได้โดยใช้มือข้างดีทำและใช้มือในข้างที่อ่อนแรงช่วยบ้างในบางครั้ง fine motor skill ในมือข้างดีสามารถหยิบจับแบบ lateral pinch ได้แต่อาจจะมีอาการอ่อนแรง แต่ต้องได้รับการกระตุ้นและคำชมจากนักศึกษาอยู่ตลอดจึงสามารถทำจนจบกิจกรรมได้
A Self confident : ผู้รับบริการขาดความมั่นในในการทำกิจกรรมคิดว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพราะมืออ่อนแรง จึงต้องขอความช่วยเหลือผู้ดูแลอยู่ตลอดเวลา Fine motor skill : ผู้รับบริการมี hand prehension ของมือข้างดีแบบ mass grasp
P ประเมินความสามารถของ Fine motor skill การทำกิจกรรมกลุ่มคือ การบูรจากถุงเท้าและสร้าง Motivation จากการ achieves goal เล็กๆในขั้นตอนการทำตุ๊กตาการบูรเพื่อเพิ่ม self-confident
SOAP NOTE ครั้งที่2
S คุณยายพูดว่า “ตุ๊กตาตัวนี้ทำเอง สวยไหม
”O กิจกรรมกลุ่มการบูร ผู้รับบริการสามารถทำได้ในขั้นตอนการยัดนุ่นลงไปในถุงเท้า ตกแต่งตุ๊กตาโดยหารทากาวโดยมีนักศึกษาช่วยจับวัสดุ และสามารถอธิบายขั้นตอนและสอนวิธีการทำในการทำตั้งแต่ต้นจนจบแก่คุณยายอีกคนหนึ่งที่เพิ่งเข้ากลุ่มมา
A self confident : ผู้รับบริากรมีความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมกลุ่ม การบูรจากถุงเท้า
P ฝึกให้ผู้รับบริการใช้ช้อนเสริมด้ามในการรับประทานอาหารด้วยตัวเองในบริบทจริง
Story telling
กรณีศึกษานี้มาจากการที่ฉันได้พบเจอผู้รับบริการจริงทั้งหมด2ครั้ง ในช่วงนั้นรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะเป็นการให้การประเมินและการรักษาเดี่ยวโดยมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาและคอยควบคุมครั้งแรก ในตอนแรกก็กังวลและสิ่งสำคัญได้เห็นความแตกต่างของการให้การรักษาระหว่างที่ทำและหลังที่จากที่ทำไปแล้ว เมื่อเรากลับมานั่งวิเคราะห์กรณีศึกษาที่เราได้เคยทำไปแล้วนั้น เรายังขาดองค์ประกอบอีกหลายอย่าง และเมื่อเราได้ใช้ Clinical reasoning มองผู้รับบริการ ทำให้เราสามารถมองเป็นระบบมากขึ้น ทำให้เรารู้ว่าในแต่ละกระบวนการที่เรากำลังทำทำไปเพื่ออะไร และจำนำข้อมูลมาต่อยอดในการให้การรักษา ทำให้มองแต่ละองค์ประกอบเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ส่งผลให้มีระบบความคิดที่ดีขึ้นในการให้การรักษากิจกรรมบำบัด และถ้าหากเราคำนึงถึง Clinical reasoning ในการให้การรักษาในแต่ละกระบวนการทางกิจกรรมบำบัด การเจอผู้รับบริการเพียงแค่2ครั้งเราก็สามารถให้การรักษาได้อย่างครอบคลุม