ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง ๒. หลักการของการเรียนอย่างประจักษ์ชัด


  บันทึกชุด ครูเพื่อศิษย์ สอนสู่รู้เชื่อมโยง ตีความ (ไม่ใช่แปล) จากหนังสือ Visible Learning for Literacy, Grades K-12 : Implementing the Practices That Work Best to Accelerate Student Learning (2016)    เขียนโดย Douglas Fisher, Nancy Frey, และ John Hattie    ซึ่งเป็นหนังสือที่นำเอาหลักการ Visible Learning ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องโดย John Hattie ในช่วงเวลาเกือบ ๔๐ ปี สู่ภาคปฏิบัติ โดยที่ Visible Learning พุ่งเป้าไปที่ผลที่เกิดขึ้น (impact) ต่อนักเรียน    บันทึกชุดนี้จึงเป็นบันทึกเพื่อสื่อสารต่อ “ครูเพื่อศิษย์

สาระในบันทึกชุดนี้ สื่อวิธีการเรียนรู้ที่ประจักษ์ชัดในสองมุม    คือมุมนักเรียนที่เรียนอย่างชัดเจนในเป้าหมาย  ในความก้าวหน้าของตน ทั้งในการเรียนวิชาและวิธีเรียน    และมุมของครู ที่สอนอย่างประจักษ์ในผลที่เกิดขึ้นต่อนักเรียน  และโดยใช้การกระตุ้นสายตาของนักเรียนด้วยเป้าหมายการเรียน    เพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา

    

ครูดี

นักเรียนทุกคนอยากได้ และควรได้ครูดี    ซึ่งหมายถึงครูที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างประจักษ์ชัด (visible learning)    อันได้แก่  (๑) มีความก้าวหน้าในผลลัพธ์การเรียนรู้ที่วัดได้    (๒) มีความชัดเจนและเห็นคุณค่าต่อเป้าหมายการเรียนรู้ของตน    (๓) ตระหนักในวิธีการเรียนของตน   และ (๔) รู้จักปรับปรุงวิธีการเรียน     จะเห็นว่าครูดีคือครูที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อการเรียนรู้ของศิษย์  หรือ “ครูเพื่อศิษย์” นั่นเอง   

ครูดีต้องไม่ตกหลุมพรางของความรู้ความเข้าใจผิดๆ ในเรื่องหลักการและวิธีการจัดการเรียนรู้    John Hattie ตีพิมพ์หนังสือ Visible Learning (2009)ชี้ให้เห็นว่าหลายวิธีการที่มีผู้แนะนำให้ใช้นั้น ก่อผลลบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน    บางวิธีการไม่ดีไม่ร้าย  และมีวิธีการที่ได้ผลดี  และวิธีการที่ให้ผลดีมาก    โดยเขาคิดวิธีวัดผลเรียกว่า Effect Size ดังจะกล่าวถึงต่อไป      

เขาเสนอกรอบความคิดของครูดี ๑๐ ประการ ดังนี้

  1. 1. ฉันร่วมมือกับครูคนอื่นๆ
  2. 2. ฉันใช้สุนทรียเสวนา (dialogue)  ไม่ใช่พูดฝ่ายเดียว (monologue)
  3. 3. ฉันสร้างความท้าทาย
  4. 4. ฉันเอาใจใส่การเรียน ไม่ใช่การสอน
  5. 5. ฉันพูดคุยกับนักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง เรื่องหลักการเรียนรู้
  6. 6. ฉันมองการเรียนรู้ว่าต้องการการทำงานหนัก (แต่ผมเถียงว่าสามารถทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกได้)
  7. 7. การประเมินเป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ตัวฉัน ว่าฉันปฏิบัติหน้าที่ครูอย่างไร
  8. 8. ฉันเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
  9. 9. ฉันเป็นผู้ประเมินผล   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเมิน impact ของการสอนของตน
  10. 10. ฉันสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวก 

ครูดีคือครูที่เอาใจใส่ศิษย์ทุกคน    ตั้งเป้าหมายให้ศิษย์ทุกคนได้บรรลุเป้าหมายขั้นต่ำของการเรียนรู้ตามที่กำหนด    และหาวิธีส่งเสริมสนับสนุนให้ศิษย์บรรลุเป้าหมายนั้น    โดยมีการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน และให้ความสุข    ทั้งความสุขที่นักเรียน  และที่ตัวครู  

แต่อย่าเข้าใจผิดว่า ชีวิตการเป็นครูดีจะราบรื่น    คนเราไม่ว่าจะประกอบกิจการงานอะไร มีความท้าทาย หรือความยากลำบากเจือปนอยู่เสมอ  มากบ้างน้อยบ้าง    ครูดีต้องมีทักษะในการพลิกกลับความท้าทายเหล่านั้น ให้เป็นเครื่องมือของการเรียนรู้   

ครูดีคือครูที่มีทักษะในการออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์ ให้เหมาะต่อเป้าหมายการเรียนรู้     และตัวครูเองเรียนรู้และปรับตัวจากการทำงานของตน ... เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง  

คุณค่าของการอ่านออกเขียนได้ ( literacy)

คำว่า literacy แปลตรงตัวว่า “อ่านออกเขียนได้”    แต่มักหมายรวมเอา “คิดเลขเป็น” (numeracy) เข้าไปด้วย     และในยุค การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ มีการเพิ่มประเด็นเรียนรู้เข้าไปอีกหลายมิติ เช่น รู้วิทยาศาสตร์ (scientific literacy),    รู้เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ (ICT Literacy),  รู้เรื่องการเงิน (Financial Literacy),  รู้เรื่องวัฒนธรรมและความเป็นพลเมืองหรือการอยู่ร่วมกัน (Cultural and Civic Literacy),  รู้เรื่องสุขภาพ (Health Literacy),  เป็นต้น    ทั้งหมดนั้นผมตีความว่า เป็น “พื้นความรู้”    ซึ่งหมายความว่า เป็นความรู้สำหรับใช้ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในมิติที่ซับซ้อน หรือลึกและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น ในโอกาสต่อไป    แต่หนังสือเล่มนี้จับเฉพาะเรื่องพื้นความรู้ด้านอ่านออกเขียนได้เท่านั้น   

หนังสือบอกว่า พื้นความรู้นี้มีคุณค่าอย่างน้อย ๕ ประการ

  1. 1. แก้ความยากจน
  2. 2. ทำให้ชีวิตดีขึ้น
  3. 3. นำไปสู่อิสรภาพในชีวิต   มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น
  4. 4. สอนให้คิดเป็นขั้นเป็นตอน
  5. 5. เป็นพื้นฐานต่อการเรียนขั้นต่อไป 



หลักฐานเชิงประจักษ์   

Meta-Analysis

นโยบายหรือมาตรการจัดการเรียนรู้ ในหลายกรณีอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่มาจากผลงานวิจัยชิ้นเดียว ที่บอกว่าวิธีการนั้นได้ผลดีกว่าวิธีอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ    แต่ผลการดำเนินการพิสูจน์ในภายหลังว่าไม่ได้ผลตามที่ตั้งเป้าหมายไว้    สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า     ต่อมาจึงมีผู้บอกว่า ต้องอย่าเชื่อผลงานวิจัยชิ้นเดียว  ต้องตรวจสอบกับผลงานวิจัยอื่นๆ ด้วย    จึงเกิดวิธีการทางสถิติ นำเอาผลการวิจัยเรื่องเดียวกันจำนวนมากที่มีการตีพิมพ์และตรวจสอบแล้วว่ากระบวนวิธีวิจัยน่าเชื่อถือ  เอามาวิเคราะห์ร่วมกัน    เพื่อหา pattern ของผลการวิจัยเหล่านั้น  อันจะนำไปสู่การตอบคำถามอย่างแม่นยำ      วิธีการนี้เรียกว่า Meta-Analysis    ในผลของ Meta-Analysis จะพบว่า สามารถ map ผลสำคัญของการวิจัยจำนวนมากลงบนแผนผัง    ที่ระบุผลลัพธ์เปรียบเทียบกัน    เปรียบเทียบกระบวนวิธีวิจัย  จุดแข็งจุดอ่อน    แล้วกันผลงานที่ไม่น่าเชื่อถือออกไป    คงไว้เฉพาะส่วนที่น่าเชื่อถือ นำมาสังเคราะห์ผลในภาพรวมออกมา        

John Hattie ทำงานวิจัยโดยใช้วิธีการรวบรวมผล Meta-Analysis  ต่อมาตรการ (intervention) หลากหลายวิธี เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน   ในการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1981     และเสนอให้ใช้ค่า Effect Size ในการตรวจสอบผลกระทบที่แท้จริงของมาตรการพัฒนานักเรียน

John Hattie จึงเป็นเจ้าสำนักเรื่อง Effect Size ของมาตรการ (intervention) ทางการศึกษา     โดยได้รวบรวมรายงาน Meta-Analysis ของผลงานวิจัยทางการศึกษา เป็นฐานข้อมูลที่ใหญ่มาก    คือ ๘๐๐ ผลงาน meta-analysis จากทั่วโลก,  มีรายงานวิจัย ๕๐,๐๐๐ ชิ้น,  เกี่ยวข้องกับนักเรียน ๒๕๐ ล้านคน    เสนอในหนังสือเล่มแรกในปี 2009     ฐานข้อมูลนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ    จนถึงตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ (น่าจะราวๆ ปี ค.ศ. 2015) มีถึง ๑,๒๐๐ meta-analysis,  รายงานวิจัย ๗๐,๐๐๐ ชิ้น    นักเรียน ๓๐๐ ล้านคน    ทำให้การคำนวณ effect size มีความน่าเชื่อถือสูงมาก

Effect Size

Effect size เป็นค่าที่ได้จากการเปรียบเทียบ ๒ แบบ    คือ (๑) เปรียบเทียบ before – after ในนักเรียนกลุ่มเดียวกัน  และ (๒) เปรียบเทียบนักเรียนต่างกลุ่ม แบบ case – control    จะเห็นว่า ค่า Effect Size อาจติดลบได้ หากผลสอบของนักเรียนช่วงก่อนดำเนินมาตรการสูงกว่าผลสอบหลังดำเนินมาตรการ    หรือผลสอบของกลุ่ม control สูงกว่ากลุ่ม case    ค่า Effect Size = 1  หากผลต่างนั้นเท่ากับค่า SD ของคะแนนทั้งสองกลุ่ม    Hattie เสนอว่า ค่า Effect Size ที่สะท้อนว่ามาตรการนั้นให้ผลดีอย่างมีน้ำหนักคือ 0.4 ขึ้นไป   แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของระดับการเรียนรู้ด้วย     ดังจะกล่าวถึงต่อไป    

Hattie ชี้ให้เห็นว่า ค่า effect size ที่มากกว่าศูนย์นั้น     ไม่ได้หมายความว่ามาตรการที่ใช้ก่อผลดีต่อการเรียนนักเรียนเสมอไป    เพราะที่ดีขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากพัฒนาการของนักเรียนเอง (Developmental Effect)    และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการสอนตามปกติของครู (Teacher Effect)    แต่หาก Effect Size มีค่าตั้งแต่ 0.4 ขึ้นไป (ค่า 0.40 เรียกว่า hinge point)    ก็น่าจะเชื่อได้ว่ามาตรการนั้นก่อผลดีต่อการเรียนรู้จริง    คือมาตรการนั้นก่อผลดีมากกว่าการเรียนรู้ตามปกติ ๑ ปี    และ ค่า Effect Size 1.0 บอกว่า เกิดการเรียนรู้เท่ากับการเรียนรู้ตามปกติ ๒ - ๓ ปี    ดู Effect Size barometer ในภาพที่ ๑ ข้างล่าง  

ค่า Effect Size ของมาตรการทางการศึกษารวม ๑๙๕ มาตรการ ดูได้ที่ (๑)    และของ ๒๕๒ มาตรการที่ (๒)    เมื่อเข้าไปดูค่าที่เสนอไว้    จะพบว่าค่าของหลายมาตรการแตกต่างไปจากความคาดหวังของเรา เช่น Extracurricular program มี Effect Size 0.20,  lack of stress มี Effect Size เพียง 0.17, เป็นต้น     ซึ่งอาจเป็นเพราะผลวิจัยทำในบริบทของต่างประเทศ ที่มีสภาพแวดล้อมต่างจากบ้านเรา     การศึกษา Effect Size ของมาตรการที่วงการศึกษาไทยกำหนดเป็นนโยบาย จึงเป็นงานที่ควรทำในบริบทของเราเองด้วย

    

ภาพที่ ๑  Effect Size barometer ดาวน์โหลดจาก https://blog.tcea.org/tag/effect-size/  เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๒        

ปัจจัยด้านตัวครู ต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์ 

หนังสือเล่มนี้เน้นผลการเรียนด้านการอ่าน เขียน พูด ฟัง สังเกตด้วยตา  และคิด     แต่การเรียนรู้เหล่านี้บูรณาการอยู่กับระบบนิเวศน์ของการเรียนรู้ในภาพรวม  ซึ่งครูต้องเอาใจใส่ประเด็นสำคัญต่อไปนี้    เพื่อผลการเรียนของนักเรียน ทั้งในด้านที่หนังสือเล่มนี้เน้น และผลการเรียนด้านอื่นๆ

  • ความน่าเชื่อถือของครู (ES = 0.90)    ความน่าเชื่อถือเป็นคุณสมบัติเชิงซ้อน ประกอบด้วย ความเชื่อมั่น (trust),  ความสามารถ (competence),  ความเป็นพลวัต (dynamism),  ความใกล้ชิด (immediacy),  และ ความจริงใจ      
  • ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ (ES = 0.72)    ซึ่งต้องการมากกว่าความน่าเชื่อถือของครู และปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับศิษย์    คือการที่นักเรียนมีความเชื่อมั่น หรือศรัทธา (trust) ต่อครู    ประเด็นสำคัญคือ ครูต้องพัฒนาปฏิสัมพันธ์นี้ต่อนักเรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน    ผลการเรียนของนักเรียนทั้งชั้นจะดีขึ้น หากนักเรียนมีความเชื่อมั่น และศรัทธาครู    หนังสือแนะนำให้ดูวิดีทัศน์ ที่ http://qrs.ly/gm51z59

ความยากอยู่ที่นักเรียนบางคนที่มีปัญหาทางอารมณ์หรือพฤติกรรม    ที่หากครูจัดการไม่เป็นก็จะมีผลทำให้บรรยากาศการเรียนรู้ของทั้งชั้นรวนไปหมด    เขาแนะนำหลักการ restorative practices (๓)    ซึ่งผมคิดว่า คือการใช้จิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology) นั่นเอง     นอกจากนั้นผมขอแนะนำให้ดูวิดีทัศน์ใน YouTube เรื่อง Classroom Management Strategies To Take Control of Noisy Students โดย Rob Plevin ที่มีผู้เข้าไปชมถึง ๒.๖ ล้านครั้ง   

  • ความคาดหวังของครู (ES = 0.43)    ซึ่งหมายความว่า ครูต้องมีความคาดหวังสูงต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์    หลักการที่ใช้กันทั่วไปคือ High Expectation, High Support   โปรดอ่าน https://www.gotoknow.org/posts/658248   จะเห็นว่าความรู้สึกของนักเรียนว่าครูคาดหวังหรือเห็นแววของตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีผลกระตุ้นความมุ่งมั่นของนักเรียนเพียงใด   

ผมขอเพิ่มเติมว่า ความกระตือรือร้น เห็นคุณค่า และสนุกกับเรื่องราวที่ครูสอน    จะส่งต่อไปยังศิษย์ และมีผลดีต่อการเรียนรู้ของศิษย์ไปโดยปริยาย   

การเรียนรู้ต้องไปให้ถึง รู้เชื่อมโยง

หนังสือบอกว่า การเรียนรู้มี ๓ ระดับ คือ (๑) ระดับผิวๆ (Surface Learning)  (๒) ระดับลึก (Deep Learning)   และ (๓) ระดับที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ ได้ (Transfer) ที่ผมเสนอคำว่า รู้เชื่อมโยง   โดยที่ครูต้องออกแบบการเรียน ให้เริ่มจากง่ายไปยาก หรือจากเป้าหมายรู้ผิวๆ ไปสู่รู้ลึกและ ในที่สุดรู้เชื่อมโยง     ซึ่งหมายความว่า การเรียนต้องไต่ระดับอย่างเป็นขั้นเป็นตอน   

ในที่สุดต้องให้นักเรียนได้ไต่ระดับขึ้นไปถึง รู้เชื่อมโยง    และการสอบไล่ควรสอบความรู้ความเข้าใจในระดับรู้เชื่อมโยง    ซึ่งเป็นการเตรียมนักเรียนให้พร้อมต่อการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง     ย้ำว่า การเรียน literacy ก็ต้องบรรลุในระดับรู้เชื่อมโยง

น่าเสียดายที่การสอบระดับชาติของเรา ข้อสอบส่วนใหญ่สอบเพียงความรู้ระดับผิว

วิจารณ์ พานิช

๑ ม.ค. ๖๓

       

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขออนุญาต ส่งต่อให้ สมาชิก คอวท นะครับ ครู