ความหมายของการยอมรับ

บทความในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๑ ใน section Editor’s Choice เรื่อง Can you recognize recognition? (1)    นำผมไปสู่บทความเรื่อง Towards Meaningful Physics Recognition :  What does this recognition actually look like? (2) ในวารสาร The Physics Teacher  

เป็นงานวิจัยทำความเข้าใจการสร้างแรงจูงใจด้วยการแสดงท่าทียอมรับความสามารถ    ทำอย่างไรจึงจะเกิดแรงจูงใจ

เป้าหมายของงานวิจัยคือ ต้องการหาวิธีส่งเสริมให้ผู้หญิงเรียนเป็นนักฟิสิกส์มากขึ้น    ทดลองใช้การให้การยอมรับ (recognition) เป็นแรงจูงใจ   เพื่อสร้าง identity ด้านฟิสิกส์ ในนักเรียนหญิงชั้นมัธยม    โดยผู้ให้การยอมรับคือครูฟิสิกส์  

งานวิจัยนี้ศึกษารายละเอียดของปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ครู ๑ คน (Dr. D)  กับนักเรียนหญิง ๑ คน (Kristina) เท่านั้น    เลือกจากข้อมูลของครู ๔ คน  นักเรียน ๑๔๖ คน    เป็นการศึกษากรณีตัวอย่างครู ๑ คน  นักเรียน ๑ คน   เทียบกับข้อมูลครูอีก ๓ คน  นักเรียนอีก ๑๔๕ คน    เป็นรายงานวิจัยที่ครูและครูของครูควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง   

เขาเริ่มต้นว่า ครูมีหน้าที่ scaffold นักเรียนไม่เฉพาะด้านปัญญา (cognitive scaffolding)    ต้องเอาใจใส่ scaffold ด้านอารมณ์หรือจิตใจ (Affective/Emotional Scaffolding) ด้วย    

เรื่องที่ศึกษาคือ ‘มุมมอง’ (perception) ของครูต่อการเป็น ‘นักฟิสิกส์’ (physics person) ของนักเรียน แต่ศึกษา ‘ความรู้สึก’ หรือ ‘การรับรู้’ ของนักเรียน ต่อมุมมองของครู   

ผลการศึกษาบอกว่า Dr. D ส่งสัญญาณให้นักเรียนรับรู้ว่าตนมองระดับ ‘ความเป็นนักฟิสิกส์’ ของนักเรียน สูงกว่าครูอีก ๓ คน  

Kristina เป็นนักเรียนหญิง ฮิสปานิก    เป็น ‘นักเรียนหลังชั้น’ ที่ไม่ค่อยเอาใจใส่การเรียน  และผลการเรียนได้เกรดเฉลี่ย C   แต่เมื่อเรียนจบสอบผ่าน AP exam ได้อย่างน่าพิศวง และตอบแบบสอบถามว่าครู Dr. D มองความเป็น physics person ของตน ในระดับ ๕  จากคะแนนเต็ม ๕    ในขณะที่ครู Dr. D ให้คะแนนความเป็น physics person แก่ Kristina เพียง ๑ จากคะแนนเต็ม ๕   กล่าวใหม่ว่า ใจจริงของครูไม่ค่อยคาดหวัง     แต่พฤติกรรมของครูทำให้นักเรียนคิดว่าครูคาดหวังสูงต่อตนเอง    ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเรียน    และสอบ AP exam ผ่าน 

Kristina บอกว่า ครู Dr. D แสดงความคาดหวังต่อตนเหมือนกับความคาดหวังต่อนักเรียนคนอื่นๆ     ที่เป็นความคาดหวังสูง  และสร้างความท้าทายสูงแก่นักเรียน     และยกตัวอย่างคำพูดของครู Dr. D ว่า    เมื่อให้การบ้าน ก็บอกนักเรียนว่า ‘การบ้านสองข้อนี้มีความสำคัญมาก’    ‘นักเรียนควรเอาใจใส่ให้เวลาประมาณข้อละ ๓๐ นาที’     Kristina พูดถึงครู Dr. D ว่า พยายามทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องนั้น    และหาทาง ‘ท้าทายความคิด’ ของนักเรียน    รวมทั้งแสดงท่าทีว่า นักเรียนทุกคน รวมทั้ง Kristina สามารถทำงานยากๆ ได้   

Kristina บอกว่านอกจากครู Dr. D จะให้งานที่ท้าทาย    ยังให้ทรัพยากรสนับสนุนที่พอเพียงสำหรับทำงานนั้น    ได้แก่  (๑) ให้โอกาสถามคำถาม  (๒) ให้เวลาเอาใจใส่ เพื่อไม่ให้มีนักเรียนที่ไม่เข้าใจ  (๓) สร้างชุมชนการเรียนรู้ของนักเรียน นอกโรงเรียน   เช่น ‘coffee shop working session’  ช่วงก่อนสอบไล่    สรุปว่า Kristina มองความทุ่มเท หรือความเอาใจใส่นักเรียน ของครู Dr. D เป็นสัญญาณบอกว่าครูมีความคาดหวัง หรือการยอมรับความสามารถสู่ความสำเร็จของนักเรียน   

Student-centered learning ในลักษณะ project-based ต่อปัญหาที่ท้าทาย ที่ครู Dr. D จัดแก่นักเรียน    ให้นักเรียนทำงานเป็นทีม     กลายเป็นกลไกสร้าง peer recognition   เป็นพลังส่งเสริมแรงจูงใจในการเรียน (ซึ่งในกรณีนี้คือวิชาฟิสิกส์) ในทางอ้อม    ต้องอ่านรายละเอียดที่ Kristina และเพื่อนนักเรียน เล่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของนักเรียน    และพฤติกรรมในการเอาใจใส่ทำ scaffolding ของครู Dr. D  เองนะครับ    จึงจะได้ออรถรส    สาระตอนนี้ทำให้ผมคิดถึงบันทึกชุด ปรับปรุงการสอนเล็กน้อย ได้ผลยิ่งใหญ่ ()  

รายงานสรุปว่า (๑) การกระทำของครูส่งสัญญาณสู่ศิษย์แรงกว่าความรู้สึกภายในตัวครู   (๒) ครูควรแสดงการยอมรับ หรือการเห็นความสามารถของศิษย์ทั้งทางตรง (explicit) และทางอ้อม (implicit)    โดยผมตีความว่า การแสดงออกทางตรงคือทางวาจา   การแสดงออกทางอ้อมคือความเอาใจใส่เอาจริงเอาจังของครู    การแสดงการยอมรับของครูต้องทั้งผ่านกระบวนการทางปัญญา และกระบวนการทางอารมณ์    (๓) การตรวจสอบ identity ด้านฟิสิกส์ผ่านการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนไม่เพียงพอ    ในกรณีของ หากไม่ได้คุยกันเชิงลึก จะไม่เห็น identity ด้านฟิสิกส์ ของนักเรียนคนนี้เลย    หลักฐานทางอ้อมที่ยืนยันว่าครูประเมินขีดความสามารถของ Kathrina ต่ำกว่าความเป็นจริงคือ การที่เธอสอบผ่าน AP exam (4)

ผลงานวิจัยเรื่องนี้สอนผมว่า     High expectation, high support เป็นเรื่องของ perception ของนักเรียน    มากกว่าเรื่องของการดำเนินการของครู    กล่าวใหม่  ครูต้องเอาใจใส่ว่า นักเรียนรับรู้ความเอาใจใส่ ความคาดหวังสูง และความตั้งใจสนับสนุนเต็มที่ของครู   

บทเรียนข้อที่สองของผมจากรายงานวิจัยชิ้นนี้คือ ครูที่ดี ที่มีทักษะ scaffolding การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (active learning) ของนักเรียนในวิชาที่เรียน    เป็นการให้การยอมรับ ให้ความเชื่อมั่นในความสามารถของนักเรียนอยู่แล้วในตัว                                 

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ต.ค. ๖๑   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)