ตอนที่ 1) เรียนรู้เรื่องคน

บทที่ 1. เรื่องของคน

            เรื่องของคน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องศึกษาอย่างจริงจัง เพราะทุกวันในชีวิตประจำวันของเรานั้น จะต้องติดต่อปฎิสัมพันธ์กับคน ไม่ว่าจะไปที่แห่งหนใด ก็จะต้องพบปะเจอผู้คนแตกต่างกันมากมายหลากหลายแบบ ประเภทของคน ใน บทบาทสถานะของบุคคลที่ต่างหน้าที่ความรับผิดชอบ เราจะต้องอยู่กับคนไปทั้งชีวิตจนกว่าเราจะตายจากโลกนี้ไปแล้ว เท่านั้น

                ก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องของคน เราต้องรู้จักทำความเข้าใจ พื้นฐานความต้องการของคนเนื่องจากคนมีความต้องการอยู่ตลอดเวลา และไม่มีที่สิ้นสุด มีความต้องการใน ความอยู่รอด ปลอดภัย ที่มีแรงขับจูงใจจาก โครงสร้างจิตใจ (ID EGO SUPEREGO) เมื่อได้รับการตอบสนองจนพอใจ หรือไม่ได้รับการตอบสนองตามที่ต้องการก็จะเกิดเป็นความคับช้องใจ ส่งผลให้เกิด กลไกลการป้องกันตนเอง เพื่อหาทางออกในการบรรเทาผ่อนคลายความตึงเครียด โดยการแสดงพฤติกรรมออกมาทั้งด้านดีและด้านลบ ก็จะถูกบันทึกเก็บข้อมูลความรู้สึกเข้าไปยังส่วนของ ระดับจิตใจ (จิตสำนึก จิตกึ่งสำนึก จิตใต้สำนึก) เมื่อกระทำแสดงพฤติกรรมนั้นบ่อย ๆ ก็จะเกิดเป็นตัวตน ขั้นพัฒนาการบุคลิกภาพ โดยมี ทัศนคติ ในสิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ปรุงแต่งจิต ความชอบ หรือ ไม่ชอบ เป็นกลาง มองโลกในแง่ดี หรือมองโลกในแง่ลบ เป็นตัวตนที่เราเลือกที่จะเป็น โดยที่ตัวเราเองก็ไม่รู้ตัว ว่าเพราะเหตุใดเราจึงเป็นแบบนี้แบบนั้น เนื่องจากตัวเราไม่เคยหันมามองพื้นฐานทางความคิดของตัวเราเอง ตั้งแต่เกิดได้รับการเลี้ยงดูอย่างไร เหตุใดเป็นปัจจัยให้เราเป็นในแบบที่เราเป็นขึ้นมา ณ ปัจจุบันนี้ เราจึงต้องศึกษาเหตุของพฤติกรรมการเลี้ยงดู การเรียนรู้จากประสบการณ์ของเราที่ผ่านมาว่าเป็น ขั้นการพัฒนาบุคลิกภาพเป็นมาอย่างไร มีโครงสร้างอุปนิสัย อย่างไร เราต้องเข้าใจตนเองก่อน เพื่อที่เราจะได้นำองค์ความรู้นำมาทำความเข้าใจ วิเคราะห์คนอื่น อ่านภาษาทางใบหน้า การแสดงออกทางอารมณ์ อ่านภาษากายไม่ชอบไม่เห็นด้วย หรือ ชอบเห็นด้วย อยากมีส่วนร่วม หรือคัดค้านต่อต้านขัดขวาง อ่านจุดประสงค์เจตนาของคนให้ออก ว่าเขาเป็นคนแบบไหน รู้เท่าทันคน มีเจตนาดี หรือ ร้าย ปกปิดแอบแฝงความไม่ดี หลอกลวง ล่อลวง ให้เราตกเป็นเหยื่อ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทำให้เสียหาย ทั้งร่างกาย ทรัพย์สิน เงินทอง เขาคนนั้น เป็นคนจริงใจ บริสุทธิ์ใจกับเรามากแค่ไหน ไว้วางใจเชื่อถือได้ไหม พอที่จะคบได้ไหม ด้วย การเลือกคบคน ให้ถูกต้อง และรู้วิธีใน การจัดการกับบุคคล ในแบบต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม กับสถานการณ์ สภาพแวดล้อม และยังรักษาความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันไว้ได้ ทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสงบ สันติ ปลอดภัย มีความสุขถ้วนหน้ากันทุกคน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนจากการกระทำของเรา และไม่ให้ใครคนอื่นมาทำให้เราต้องเดือดร้อนเพราะการกระทำไม่ดี ผิดศีลธรรม ผิดกฏหมายของเขาที่ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อคนในครอบครัว และคนในสังคมของเรา

                ก่อนเริ่มเรื่องของคน ต้องขอความกรุณาอุทิศสละเวลาของท่านผู้อ่าน ในการพยายามอดทนในการอ่านต่อไปจนจบบทความเรื่องของคนนะขอรับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่พวกเราได้เคยเรียนหนังสือมาบ้าง แต่อาจจะหลงลืมกันไปบ้าง เรื่องคนเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก เพียงแต่มีความซับซ้อนในตัวบุคคลที่มีความแตกต่างกัน กระผมจะพยายามในการทำให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่บางบทความก็ไม่อาจที่จะสรุปให้สั้นหรือกระชับได้เพราะเป็นการอธิบายเพื่อให้เข้าใจอย่างเข้าถึงในเชิงลึก ว่าเหตุปัจจัยใดจึงมีอิทธิพลต่อจิตใจของคนและพฤติกรรมการแสดงออกมาที่ต้องการสื่อความหมายอย่างไรอะไรกับเรา เพื่อที่จะรู้จักและเข้าใจในความเป็นตัวตนของเรา และเข้าใจถึงความคิดทัศนคติของคนอื่น อีกทั้งรู้เจตนาจุดประสงค์ของเขา วิธีในการจัดการกับคนในแต่ละประเภทควรทำอย่างไร เพื่อให้เราอยู่รอดอย่างปลอดภัย มีความมั่นคงทางจิตใจ และส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่รุ่นต่อไป โปรดขอความกรุณาท่านผู้อ่าน ยอมแลกเวลาในการอ่าน เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้เบื้องต้นที่มีคุณค่าในการจุดประกายความคิด กับการศึกษาเรื่องของคนในระยะยาว เพราะเราต้องอยู่ร่วมกันกับคนตั้งแต่เกิดจนถึงวันตายจากโลกนี้ไป

ความหมายของคน คนเป็นคำนาม และ กริยา

                คน แปลว่า  สัตว์ที่มีความคิด, สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล

                คน แปลว่า กิริยาที่เอามือ หรือ สิ่งอื่นกวน เพื่อทำสิ่งที่นอนก้นหรือที่เกาะกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนให้กระจายขยายตัว หรือ กวนสิ่งต่าง ๆ ให้เข้ากัน                             https://dict.longdo.com/search/คน

                คน มีความต้องการสูง ไม่สิ้นสุด อยากได้อยากมีตลอด  มีกิเลสหนา

                กระผมตีความว่า  คนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีความคิด มีความต้องการเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัวที่มีไม่สิ้นสุด ที่จะกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความพอใจส่วนตนเป็นหลัก

คนน้ำในแก้ว (คนเป็นกริยา)

คนเรา ก็เปรียบเหมือน แก้วน้ำที่เป็นภาชนะบรรจุ ที่มีน้ำอยู่ในแก้ว มีส่วนประสม (ความคิด จิตใจ ที่ไม่เหมือนกัน  มีสีแตกต่างกัน มีมวลความหนาแน่น ข้น เหนียว ใส เหลวแตกต่างกัน  คนจึงต้องหมั่นคนแก้วเพื่อให้ส่วนผสมเข้ากันอยู่เสมอ (ปรับปรุง พัฒนาความคิดจิตใจ ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา)

แรกเริ่มเด็กเกิดมา ลืมตาขึ้นมาบนโลก ก็เหมือนกับ แก้วน้ำที่มีน้ำใสบริสุทธิ์    

 แต่เมื่อมีการปฏิสัมพันธ์กับคนที่เลี้ยงดูแล (คือพ่อ แม่ ญาติ) ก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าควรจะกระทำอย่างไร เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ และบุคคลที่เลี้ยงดูแล ก็จะสั่งสอนอบรม ว่าสิ่งใดเรื่องใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรกระทำ เด็กก็เริ่มที่จะเรียนรู้แล้วเลือกที่จะกระทำ และเก็บสิ่งนั้นเข้าไปในจิตใจ เป็นการเติมน้ำ สี เข้าไปในแก้ว โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นถูก หรือ ผิด ดี ไม่ดี คือ มีความอคติ มีการปรุงแต่งความคิด พอใจ ไม่พอใจ เข้าไปโดยที่ไม่รู้ตัว จากนั้นเมื่อเด็กโตพอที่จะเรียนหนังสือ เด็กก็จะได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์ ทั้งที่บ้านครอบครัว และโรงเรียน ชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ สังคม  สภาพแวดล้อม  ก่อเกิด ทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม มีการคิดที่ดีในด้านบวก และความคิดที่มองในแง่ลบ ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามามีผลต่อจิตใจ และเลือกกระทำ  ผ่านจิตสำนึก เมื่อทำบ่อย ๆ  ซ้ำ ๆ ก็จะเกิดการบันทึกเข้าไป ในส่วนของจิตใต้สำนึกก็เหมือนกับการเติมวัตถุดิบเข้าไปในแก้วน้ำ ซึ่งเป็นภาชนะเก็บรวบรวมจิตใจเป็นคุณลักษณะเฉพาะตัว อัตลักษณ์ ของบุคคล หรือเรียกว่า SELF ตัวตน ของคน คนนั้น  เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น เรียนรู้จนสามารถแยกแยะสิ่งถูกต้อง สิ่งที่ควร สิ่งผิด สิ่งที่ไม่ควรกระทำ ก็จะมีการได้ตรึกตรองความคิด จึงเลือกได้ว่าจะกระทำสิ่งใดให้ถูกต้อง ให้ดีขึ้น  ด้วยการคนส่วนประสมให้เข้ากัน  หมั่นปรับปรุง เรียนรู้ พัฒนา ให้มีจิตใจที่สูงขึ้น

มนุษย์ จึงแปลว่า ผู้มีใจสูง สัตว์ที่รู้จักใช้เหตุผล, สัตว์ที่มีจิตใจสูงแต่ยังมีกิเลส

https://dict.longdo.com/search/มนุษย์

ปุถุชน  แปลว่า   สามัญชน  หรือ คนธรรมดา หรือ คนที่ยังมีกิเลสหนา

https://dict.longdo.com/search/ปุถุชน

"กิเลส แปลว่า เครื่องที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว มีจิตอันไม่บริสุทธิ์ และขัดขวางความสงบทางจิตใจ

กิเลสเป็นเรื่องธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวของคน  กิเลสแบ่งได้ 3 ประเภทหลักดังนี้

1.โลภะ ความโลภ หมายถึง กิเลสที่ทำให้เกิดทะยานอยากได้ในสิ่งต่าง ๆ จาก สัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส) และความอยากในจิตของตนที่ปรุงแต่งขึ้น ซึ่งความอยากนี้เป็นเหตุให้จิตเกิดการดิ้นรน และแสวงหาเพื่อมาสนองต่อความอยากของตน เช่น ความต้องการในปัจจัยสี่ และความรัก ความสัมพันธ์ใกล้ชิด การมีส่วนร่วมในสังคม เป็นต้น

2.โทสะ ความโกรธ หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตเกิดความขุ่นเคือง เกิดความแค้นเคืองต่อสิ่งที่มากระทบต่อจิตนั้น ซึ่งจะนำไปสู่การระบายซึ่งโทสะ โกรธ โมโห ออกมาเป็นพฤติกรรมอันรุนแรง ทำลายสิ่งของ ทำร้ายบุคคลอื่น ให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในภายหลัง (แม้จะไม่แสดงกิริยาการกระทำออกมา แต่เกิดความร้อนรุ่ม กระวนกระวายใจ ไม่เป็นสุขสงบในจิตใจ กระทำสิ่งใดด้วยการใช้อารมณ์ในทางที่ไม่ดี อาฆาต พยาบาท จองเวรจองกรรม)

3.โมหะ ความหลง หมายถึง กิเลสที่ทำให้จิตใจเกิดความลุ่มหลงในสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ และเป็นนามธรรมที่จิตตนเองปรุงแต่งขึ้น ด้วยเหตุที่มาจากความเขลา หลงผิด ใจเร็วด่วนได้ ที่ปราศจากเหตุ และผล (ความรักสเน่หา ก็เป็นโมหะความหลงใหล และโลภะความอยากได้ความรักตอบแทนซึ่งกันและกัน)"

จับใจความจาก http://thaihealthlife.com/กิเลส

กิเลส ก็คือ ความอยากได้ อยากมี ในสิ่งที่ตนปรารถนาให้ได้มาตอบสนองความต้องการของตน เพื่อความสบายใจ พึงพอใจตามความต้องการของแต่ละบุคคล

คนเราทั่วไป ก็มีความอยากได้ อยากมี เพื่อตอบสนองความต้องการตามจิตใจของตนเองทุกผู้ทุกคน ตั้งแต่เกิดมาบนโลก ปัจจัย4 อย่างที่ทุกคนจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค)  หิวหาข้าวกินให้อิ่มท้อง ถ่ายของเสียออกจากร่างกาย พักผ่อนนอนหลับ ความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งก็เป็นความต้องการพื้นฐานของคนทั่วไปทั้งนั้น

“พจนานุกรมในไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 (2526:323) กล่าวถึง "ความต้องการ" ว่าหมายถึง ความอยากได้ ใคร่ได้หรือประสงค์จะได้ และเมื่อเกิดความรู้สึกดังกล่าวจะทำให้ร่างกายเกิดการความขาดสมดุล เนื่องมาจากมีสิ่งเร้ามากระตุ้น มีแรงขับภายในเกิดขึ้น ทำให้ร่างกายไม่อาจ อยู่นิ่งต้องพยายามดิ้นรน และแสวงหาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น ๆ เมื่อร่างกายได้รับตอบสนองแล้ว ร่างกายมนุษย์ก็กลับสู่ภาวะสมดุลย์อีกครั้งหนึ่ง และก็จะเกิดความต้องการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา ทดแทนวนเวียนอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด”

https://www.novabizz.com/NovaAce/Personality/Human_Needs.htm

ลำดับขั้นความต้องการพื้นฐาน ของมาสโลว์ (Maslow's hierarchy of needs)

                "Abraham Harold Maslow อับราฮัม ฮาโรลด์ มาสโลว์ นักจิตวิทยาและนักมนุษยวิทยา ชาวสหรัฐอเมริกา มีแนวความคิดเกี่ยวกับความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดยมีการจัดลำดับขั้นของแรงจูงใจจากความต้องการพื้นฐานทางชีวภาพ (basic biological needs) ซึ่งมีมาตั้งแต่เกิดไป จนกระทั่งถึงแรงจูงใจทางจิตใจที่ซับซ้อนมากกว่า แรงจูงใจประเภทหลังนี้ จะมีความสำคัญก็ต่อเมื่อ ความต้องการพื้นฐานที่ได้รับ การตอบสนองจนเป็นที่พอใจแล้ว ซึ่งมีแนวคิดดังนี้

  1. 1. มนุษย์ทุกคนมีความต้องการอยู่เสมอตลอดเวลา เป็นกระบวนการที่ไม่มีที่สิ้นสุด เริ่มตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ความต้องการของมนุษย์มีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามลำดับความสำคัญ (A hierarchy of needs) จากต่ำไปหาสูง กล่าวคือ เมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองเป็นที่พอใจแล้ว ก็จะมีความต้องการระดับสูงขึ้นไป ก็จะเรียกร้องขึ้นมาแทนที่ เพื่อให้ได้รับการตอบสนองในขั้นต่อไป
  2. 2. ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจะเป็นสิ่งจูงใจดำเนินต่อไป จนกว่าจะได้รับการตอบสนองให้เป็นที่พอใจแล้วเท่านั้น
  3. 3. ความต้องการบางอย่าง เมื่อได้รับการตอบสนองแล้ว แต่ยังมีความต้องการในสิ่งนั้นอยู่อีก ก็จะดำเนินความต้องการในสิ่งนั่นอีกต่อไปซ้ำอีก เช่น ความต้องการในปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิต อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เป็นต้น
  4. 4. ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นเหตุจูงใจพฤติกรรมของมนุษย์ต่อไปอีก และจะมีความต้องการอย่างอื่นในขั้นต่อไปเกิดขึ้นมาแทนที่ในทันที 
  5. 5. ความต้องการของมนุษย์มีลำดับของความสำคัญแตกต่างกัน ความต้องการมีหลายด้าน บุคคลมีการแบ่งระดับความสำคัญ ความเร่งด่วนต่อชีวิตแตกต่างกัน และจะแสดงพฤติกรรมที่นำไปสู่ความต้องการที่มีความสำคัญมากกว่าก่อนเสมอ"

*** เรียบเรียงบทความจาก (กาญจนา เรืองรจิตปกรณ์, 2530 : 227)   https://www.novabizz.com/NovaAce/Personality/Human_Needs.htm

ลาเฮย์ (Lahey, 2004, p. 383)       https://www.gotoknow.org/posts/629839

ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการพื้นฐานของมาสโลว์  มี 5 ขั้น ดังนี้

  1. 1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs)
  2. 2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Safety Needs)
  3. 3. ความต้องการทางสังคมและความรักและการยอมรับ (Love and Belonging Needs or Social Needs)
  4. 4. ความต้องการเคารพนับถือตนเองและได้รับการเคารพนับถือจากผู้อื่น (Self-Esteem Needs)
  5. 5. ความต้องการเข้าใจในตนเองอย่างแท้จริง (Self-Actualization Needs)

1) ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่มีแรงขับจูงใจจากสัญชาตญาณ ในความอยู่รอด ที่เกี่ยวกับสภาพทางชีวภาพทางร่างกาย ปัจจัย4 อากาศ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค  เช่น อาหารและน้ำ บรรเทาความหิวกระหายให้อิ่มท้อง, น้ำชำระร่างกายและทำความสะอาด, เสี้อผ้าเครื่องแต่งกายเครื่องนุ่งห่มเพื่อปกปิดและทำให้ร่างกายอบอุ่น, ที่อยู่อาศัยบ้านเพื่อการพักผ่อนนอนหลับที่ให้ความอบอุ่นปลอดภัยและผ่อนคลาย, ยารักษาโรคเพื่อรักษาส่วนที่สึกหรอหรือบรรเทาอาการไม่สบายให้หายเป็นปกติ, การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย, ความต้องการทางเพศในการสืบเชื้อสายเผ่าพันธ์ เป็นต้น

2) ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) เป็นความต้องการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากอันตรายทั้งทางกายและจิตใจ ความมั่นคง ทางด้านสุขภาพและการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย สงบ สันติ เช่น กฏระเบียบการใช้กฏหมายดำรงความยุติธรรมในสังคม การรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ และการสาธารณสุข สุขภาพอานามัย การรักษาโรค การประกันสุขภาพ และประกันชีวิต ความปลอดภัยในการทำงาน ปลอดจากการทำสงคราม วินาศภัย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น

3) ความต้องการความรักและการยอมรับ (Love and Belonging Needs or Social Needs) คนเราจะต้องการความรักจากคนรอบข้าง ครอบครัว ความรักความผูกพันใกล้ชิดกับเพศตรงข้าม ความต้องการมิตรภาพจากเพื่อน เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมที่ตนอาศัยและที่ทำงาน การมีโอกาสเข้าสมาคมสังสรรค์กับผู้อื่น ได้รับการยอมรับเป็นสมาชิกในกลุ่มต่าง ๆ หลากหลายกลุ่มตามสถานะทางสังคมของแต่ละบุคคล

4) ความต้องการเคารพนับถือตนเองและได้รับการเคารพนับถือจากผู้อื่น (Self-Esteem Needs)

4.1 ความต้องการเคารพนับถือในตนเอง (Self-Respect) มีความภาคภูมิใจและนับถือตนเองถึงคุณค่าในความรู้ความสามารถของตนเองที่จะประสบความสำเร็จในงานที่ตนได้ทำ มีความเชื่อมั่นในตนเองได้ใช้ความรู้และความสามารถในการประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงชีพตนและครอบครัว

4.2 ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (Esteem from Others) การมีส่วนร่วมในการงานที่ทำ ได้รับการยอมรับ ชื่นชม ยกย่องในความสามารถของตนเองจากผู้อื่น ตำแหน่งหน้าที่การงาน ความต้องการมีอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ และชื่นชมในความเป็นคนดี จริงใจซื่อสัตย์ สุภาพมารยาทดี เป็นที่ยอมรับจากผู้อื่น

5) ความต้องการเข้าใจในตนเองอย่างแท้จริง (Self- Actualization Needs) เป็นความปรารถนาทำในสิ่งที่ตนต้องการให้ดีที่สุดอย่างเหมาะสม ด้วยการใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มกำลังศักยภาพของตนเอง และพัฒนาปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้บรรลุถึงสิ่งที่ปรารถนาสูงสุดของชีวิต ว่าตนเองสามารถทำได้ดีที่สุด และทำอะไรที่ชอบที่สุดโดยไม่เดือดร้อนใคร มีความภาคภูมิใจและมีคุณค่าในตนองได้ทำสิ่งดี ๆ มีประโยชน์ต่อทั้งตนเองและผู้อื่น ๆ ในสังคม

 ลำดับขั้น Self-Actualization Needs ซึ่งสามารถแบ่งแยกเป็นอีก 4 ระดับ คือ

5.1 ความต้องการในความรู้และเข้าใจตนเอง (Knowledge and Understanding Needs) ในด้านความสามารถ ความสนใจ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและสังคมอย่างแท้จริง แต่ทำทุกอย่างที่เป็นความสบายใจพึงพอใจในตนเอง และเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น รวมถึงเข้าใจในความหมายในการใช้ชีวิต (ทำอะไร อย่างไรให้ได้มา เพื่อใคร) และความตระหนักในคุณค่าของตน

5.2 ความต้องเข้าถึงสุนทรียภาพและความดีงามของชีวิต (Need for Aesthetics and Beauty) มีความสามารถในการมองเห็นสิ่งสวยงามที่อยู่รอบตัว เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงหลักแห่งสมดุลธรรมชาติ ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนสวยงาม และมีความหมาย มีคุณค่าในตัวของมันเอง  การมองโลกอย่างอิสระตามความเป็นไปของมัน สามารถเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึง ความงามและศิลปะ ในธรรมชาติรอบ ๆ ตัว (สิ่งของ สัตว์ คน และสังคม)

5.3 ความต้องเข้าถึงศักยภาพแห่งตน (Self-Actualization Needs) คือต้องการจะเติมเต็มศักยภาพของตนเอง ต้องการความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาของตนเอง ความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาทักษะความสามารถให้ถึงขีดสุดยอด มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและคิดสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ การก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในอาชีพการงาน และมีความรับผิดชอบดูแลคนครอบครัวให้มีความสุข

5.4 ความต้องเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมในการอุทิศตนเพื่อมวลมนุษยชาติ (Transcendence มรดกสืบทอดต่อชนรุ่นหลัง) เป็นอัจฉริยะบุคคลที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับมนุษยชาติอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น เช่น ผู้มีความรู้ความชำนาญงานเฉพาะด้าน,  ภูมิปัญญาท้องถิ่น, นักปราชญ์, พระหรือนักบวช ศิลปินวาดภาพ, นักเขียน เป็นต้น อย่างน้อยที่สุดก็เป็นบุพการี ผู้อาวุโสสืบทอดทายาททางสายเลือด ที่คอยให้การเลี้ยงดู อบรม สั่งสอน ลูกหลานให้อยู่ดีมีความสุข และเป็นคนดีของสังคม

จับใจความจาก https://www.gotoknow.org/posts/629839           

https://www.novabizz.com/NovaAce/Personality/Human_Needs.htm

https://kittiponget22ru.wordpress.com/2014/03/04/ทฤษฎีลำดับขั้นความต้อง/

https://www.novabizz.com/NovaAce/Personality/Theory_Maslow.htm

https://sircr.blogspot.com/2016/12/8-maslows-hierarchy-of-needs.html

ระดับจิต (Level of Mind)

                ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นนักจิตวิทยาและมนุษยวิทยา ชาวออสเตรีย บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ ผู้สร้างทฤษฏีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ได้แบ่งระดับจิตของคน เป็น 3 ระดับ คือ จิตสำนึก( Conscious ) จิตกึ่งสำนึก ( Subconscious ) และ จิตใต้สำนึก ( Unconscious ) ซึ่งฟรอยด์จะเรียกรวมจิตไร้สำนึกรวมอยู่ในจิตใต้สำนึกด้วยกัน และมองว่า มนุษย์มิได้เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล ดังเช่นที่พวกเขาเชื่อหรืออยากเป็น หากแต่ความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดโดยพลังแห่งจิตใต้สำนึกที่ซ่อนเร้น และหลุดรอดจากความเข้าใจของมนุษย์ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย ฟรอยด์พบว่าการกระทำ ความคิด ความเชื่อ หรือเรื่องเกี่ยวกับตัวตนนั้น ถูกกำหนดแสดงออกโดยจิตใต้สำนึก(unconscious) แรงขับ (drive) และความปรารถนา (desire) มนุษย์ขจัดประสบการณ์และความทรงจำอันเจ็บปวดโดยการเก็บกดไว้ในจิตใต้สำนึก ซึ่งจิตใต้สำนึกมีส่วนสำคัญต่อการแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์อันจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคน ๆ นั้น

จิตสำนึก (Conscious Mind) หมายถึง ภาวะจิตรู้ตัว ที่คนเราสามารถรับรู้ตามประสาทสัมผัสทั้งห้า จะมีการรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ คิดอะไรอยู่ รู้สึกอย่างไร อารมณ์เป็นเช่นไรในขณะนั้น ๆ  หรือต้องการอะไร ซึ่งอยู่ในระดับตระหนักรู้ตัว (Awareness) และแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริงตามหลักเหตุและผล การคิด การตัดสินใจ ภายใต้การควบคุมด้วยสติปัญญา องค์ความรู้ ศีลธรรมที่ตนเองเชื่อถือ เพื่อเป็นแนวทางในการแสดงพฤติกรรม และการพิจารณาให้เหมาะสมกับสิ่งที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

การมีอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นในจิตสำนึกบางส่วนจะถูกย้ายไปเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก เช่น ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีต ความเจ็บปวดฝังใจ ความคับข้องใจ ไม่สบายใจ ขุ่นเคือง ความท้อแท้ผิดหวัง หรือแม้แต่ความสมหวัง สนุกสนาน การได้รับความพึงพอใจที่ได้รับการตอบสนองอันดีอย่างมีความสุข ความสบายใจ เกิดความประทับใจ เป็นต้น ซึ่งแม้เราจะพยามลืมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ หรือเราอาจจะคิดว่าเราลืมมันไปแล้ว แต่แท้ที่จริงมันยังคงฝังตัวอยู่ในจิตใต้สำนึก

จิตกึ่งสำนึก (Subconscious Mind) หมายถึง ส่วนของจิตใจ ที่ไม่ได้แสดงออกเป็นพฤติกรรม ไม่ได้ตระหนักรู้ตลอดเวลาในขณะนั้น แต่ต้องใช้เวลาคิดหรือระลึกถึงชั่วครู่ และประสบการณ์ต่าง ๆ จะถูกดึงมาสู่จิตสํานึก สามารถดึงข้อมูลความทรงจำออกมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ จิตกึ่งสำนึกทำหน้าที่ในการเชื่อมประสานระหว่างจิตใต้สำนึกและจิตรู้สำนึก คอยตรวจสอบสิ่งที่จิตใต้สำนึกส่งมาให้กับจิตสำนึก จิตใจส่วนนี้จะช่วยขจัดข้อมูลที่ไม่จําเป็นออกจากความรู้สึกของบุคคล และเก็บไว้แต่ในส่วนที่มีความหมายต่อตนเอง และยังทำหน้าที่เก็บกดความปรารถนาและความต้องการที่ไม่อาจแสดงออกมาได้ลงไปไว้ในจิตใต้สำนึก  ซึ่งจิตกึ่งสำนึกจะทำงานอยู่เกือบตลอดเวลาในชีวิตประจําวันของเรา

จิตใต้สำนึก (Unconscious Mind)  หมายถึง ภาวะจิตที่ไม่อยู่ในภาวะที่รู้ตัว ระลึกถึงไม่ได้ เป็นที่เก็บความคิดและความรู้สึก ประสบการณ์ในชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ที่ถูกเก็บกดทั้งหลาย ไม่ได้รับการยอมรับ เช่น การถูกห้าม หรือถูกลงโทษ จะถูกเก็บกดไว้ในจิตส่วนนี้ ซึ่งไม่อาจแสดงออกได้อย่างเปิดเผย หรือไม่สามารถแสดงอาการโต้ตอบได้ในขณะนั้น ในที่สุดก็จะฝังลึกลงในจิตใจ จนลืมไปชั่วขณะ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้บางครั้งถูกส่งออกมายังจิตสำนึก โดยต้องผ่านการตรวจสอบของจิตกึ่งรู้สำนึกก่อน จิตใต้สำนึกจะเป็นส่วนของสัญชาตญาณทั้งหลายกระทำตาม ความพึงพอใจ ความปรารถนาต่าง ๆ โดยมันไม่สนใจเรื่องของเวลา เหตุผลหรือความขัดแย้ง ถ้าความปรารถนาในจิตใต้สำนึกไม่บรรลุผล มนุษย์จะเก็บความรู้สึกทางลบไว้ในส่วนจิตใต้สํานึก และจะแสดงออกในบางโอกาส จะทำให้เกิดการฝัน ละเมอ พลั้งปากพูดออกมา หรืออาการทางโรคประสาทได้ จิตใต้สำนึกมีผลโดยตรงกับการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเจ้าตัวควบคุมไม่ได้และไม่รู้สึกตัว

กระผมมีความคิดเห็นต่างเรื่องจิตใต้สำนึก ที่ว่าจะบันทึกข้อมูล แต่ที่เป็นความรู้สึกด้านลบได้เพียงอย่างเดียว หรือความเก็บกด ความขัดแย้งในจิตใจ ที่ไม่สามารถกระทำตามความต้องการได้ หรือเรื่องที่มีผลต่อจิตใจที่ทำให้เจ็ดปวด หรือไม่สบายใจเข้าไปในส่วนจิตใต้สำนึกได้อย่างเดียวนั้น กระผมว่าไม่เห็นด้วย เพราะ จิตใต้สำนึกสามารถที่จะรับข้อมูลในด้านบวกได้ด้วยเช่นกัน ความสุข ความพึงพอใจที่ได้รับการตอบสนองตามที่ตนต้องการ ความสนุกสนาน รื่นเริงสำราญใจ ความประทับใจและความภาคภูมิใจ เป็นต้น สามารถที่จะบันทึกเก็บเข้าไปในส่วนของจิตใต้สำนึกได้เพียงแต่ต้องมีความเข้มข้นเพียงพอ และต้องใช้ความถี่ การย้ำคิดย้ำทำ ในความรู้สึกดี ๆ นั้นเป็นประจำ บันทึกเข้าไปบ่อย ๆ จากจิตสำนึก ส่งต่อไปยังจิตกึ่งสำนึก และบันทึกเข้าจิตใต้สำนึกได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง งานแต่งงานที่คู่สมรสมีความรู้สึกดี ๆ ร่วมกัน หรือการระลึกท่องจำคติสอนใจก่อนที่จะนอนทุกวันนั้น(ท่องเวลาตื่นตอนเช้า เช่น ต้องการตื่นตีห้า ก็ท่องตื่นตีห้าก่อนที่จะเคลิ้มหลับไป จิตใต้สำนึกก็จะทำงานเมื่อถึงตีห้าก็จะตื่นขึ้นเองตรงเวลา) สามารถที่จะนำพาข้อมูลบันทึกเข้าไปยังจิตใต้สำนึกได้

เรื่องราวสิ่งไม่ดี ย่อมบันทึกส่งต่อไปโดยง่าย แต่เรื่องดีดีส่งบันทึกต่อเข้าไปใน จิตใต้สำนึกนั้น ต้องใช้ความเข้มข้น ความถี่ ความสม่ำเสมอในการส่งต่อข้อมูลให้เข้าไปถึงส่วนลึกของจิตใจจึงจะสามารถทำได้ ก็เหมือนกับคนเราในสังคมที่จำได้แต่เรื่องไม่ดี เรื่องดีไม่ค่อยจะจำได้ เรื่องที่เป็นข่าวมีแต่เรื่องไม่ดี ไม่ค่อยที่จะมีเรื่องดีดีบ้างเท่าไรนัก เป็นต้น

จับใจความจาก http://punyascientificphilosophy555.blogspot.com/2013/12/blog-post.html

https://sites.google.com/site/wingsswagger/3-thvsdi-thangkar-phyabal-sukhphaph-cit/3-1-thvsdi-cit-wikheraah-samphanthphaph-rahwang-bukhkhl-laea-cit-sangkhm

https://psychodiary.com/behavioral/psychoanalytic-theories-freud

โครงสร้างจิตใจ (Structure of Mind) ID EGO SUPEREGO

ความต้องการขั้นพื้นฐานของคนมาจากแรงจูงใจ แรงขับดันจากภายในจิตใจ ของ สัญชาตญาณ  (Id) ที่เป็นสันดานเดิมของสัตว์ที่มีความต้องการ ความอยู่รอดในการดำเนินชีวิต ความต้องการทางร่างกายส่วนใหญ่ก็มาจากอิด เป็นแรงจูงใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน โครงสร้างจิตใจ ที่อยู่ในตัวคนเราทุกคน

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นนักจิตวิทยาและมนุษยวิทยา ชาวออสเตรีย  ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ ผู้สร้างทฤษฏีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับจิตใจส่งผลต่อพฤติกรรม ฟรอยด์ มีแนวความคิดเกี่ยวกับ โครงสร้างจิตใจ (Structure of Mind) คือ

ID สัญชาตญาณ อิดเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพ และเป็นส่วนที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึก Id ประกอบด้วยแรงขับทางสัญชาตญาณ (Instinctual drive) (สัญชาตญาณความอยู่รอดทางกายภาพ ความต้องการอาหาร ความต้องการทางเพศการดำรงเผ่าพันธ์ และสัญชาตญาณแห่งความตาย ความก้าวร้าว คุกคาม ทำร้าย แย่งชิง) ที่กระตุ้นให้มนุษย์ตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น เอาแต่ได้อย่างเดียว เพื่อความสุข ความพอใจ ในขณะเดียวกันก็จะทำหน้าที่ลดความเครียดที่เกิดขึ้นจากแรงขับจูงใจจากสัญชาตญาณ การทำงานของ Id จึงเป็นไปตามหลักความพอใจ (Pleasure Principle) ที่ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมตามความเป็นจริง จะเป็นไปในลักษณะของการใช้ความคิดในขั้นปฐมภูมิ (Primary Process of Thinking) เช่น เด็กหิวก็จะร้องไห้ทันที เพื่อตอบสนองความต้องการของเขาตามสัญชาตญาณความอยู่รอดและสันดานดิบที่มีอยู่ในตัวเขา

EGO อัตตา หรือ สติแห่งตัวตนการรู้ตัวมีสติสำนึกและความมีตัวตนในจิต ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีเหตุผล แต่ด้วยความมีตัวตน (Self) จึงปรุงแต่งจิตให้โน้มเอนเอียงไปทางเข้าข้างตนเอง ถือตัวเองเป็นสำคัญ เห็นแก่ตัวประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ แต่ยังมีสติรู้จักผิดชอบชั่วดี ยับยั้งชั่งใจตนเองอยู่บ้างบางครั้ง  อีโก้ แสดงบุคลิกภาพออกมาเพื่อให้เหมาะสมกับความเป็นจริง และขอบเขตที่สังคมกำหนดเป็นส่วนที่ทารกเริ่มรู้จักตนเองว่า ฉันเป็นใคร Ego ขึ้นอยู่กับหลักแห่งความเป็นจริง (Reality Principle) ที่มีลักษณะของการใช้ความคิดในขั้นทุติยภูมิ (Secondary Process of Thinking) ซึ่งมีการใช้เหตุผล มีการใช้สติปัญญา และการรับรู้ที่เหมาะสม และอีโก้ (Ego) เป็นส่วนที่อยู่ในระดับจิตสำนึกเป็นส่วนใหญ่

อีโก้ Self-realization ตัวตนแห่งความเป็นจริง อีโก้จะทำหน้าที่ในการควบคุม อิด ไม่ให้ทำตามสัญชาตญาณ มากเกินไป อีโก้จะคุมและปรับความสมดุลให้เหมาะสมเข้ากับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ของคน ๆ นั้น ว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ รู้จักคิดพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมได้ดีซึ่งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงที่สามารถที่จะกระทำได้

SUPEREGO คุณธรรมมโนธรรม ซูเปอร์อีโก้ เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมจรรยาบรรณ ค่านิยม บรรทัดฐานของสังคม และขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่ผลักดันให้บุคคลประเมินพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมโนธรรม จริยธรรม ที่ได้รับการอบรบเลี้ยงดูสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กของพ่อแม่ ครอบครัว ครูอาจารย์ คนที่เขานับถือ นำมาเป็นแบบอย่างต้นแบบในอุดมคติของเขาเอง ให้ทำตามหรือยึดถือเลียนแบบตัวอย่างการประพฤติตนทำความดี  รู้จักแยกแยะดีชั่ว โดยมีสภาพแวดล้อมทางบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญ การทำงานของ Superego จะขึ้นอยู่กับหลักแห่งจริยธรรม (Moral Principle) ที่คอยกำกับดูแล ควบคุม ห้ามปราม และจัดการไม่ให้ Id ได้รับการตอบสนองโดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี โดยมี Ego เป็นตัวกลางที่ประสานการทำงานของแรงผลักดันจาก Id และ Superego

Superego (มโนธรรม) แบ่งได้อีก 2 แบบ คือ

            Conscience (มโนสำนึก) สติสัมปชัญญะ (รู้จักผิดชอบชั่วดี) และ หิริโอตตัปปะ(ความละอายเกรงกลัวต่อบาป) เป็นการปรามห้าม ตักเตือน ลงโทษ หากจะกระทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ซึ่งมาจากการได้รับการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูในครอบครัว ครูบาอาจารย์ บุคคลต้นแบบ เป็นการสอนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้แก่เด็ก เช่น สอนว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทํา ห้ามปราม ตักเตือน ตำหนิ ถ้าทําผิดจะถูกลงโทษ หรือ การที่การที่เด็กได้เห็นการกระทําของพ่อแม่ ผู้ใกล้ชิด และจากครอบครัวอยู่เสมอ ก็เป็นการปลูกฝังโดยเด็กได้รับประสบการณ์จากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่าเป็นการสะสมในสิ่งดีงามติดตัวมาตลอด เมื่อโตขึ้นถ้าทําอะไรขัดกับมโนธรรมจะก่อให้เกิดความสํานึกผิด (Guilt Feeling) ละอายใจ และจะหลีกเลี่ยง หรือจะไม่ทำพฤติกรรมนั้นอีก ที่จะติดตามรบกวนจิตใจของบุคคล เมื่อกระทำสิ่งใดที่ขัดต่อมโนธรรมของตนเอง ที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบด้านลบไม่ดีต่อคนในสังคม

             Ego ideal อุดมคติแห่งตนในด้านดี มโนธรรม (Ego-Ideal) ซึ่งสนับสนุนให้มีความประพฤติดี ที่พัฒนามาจากการเอาแบบอย่าง (Identification) จากบุคคลที่เคารพรัก เช่น พ่อแม่ ผู้อบรมเลี้ยงดู และคนใกล้ชิด ทำให้เด็กรับรู้ว่าทำสิ่งใดควรประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะได้รับการยอมรับ การได้รับความรักความปรารถนาหวังดี และความชื่นชมยกย่อง ซึ่งทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจ พึงพอใจ เมื่อได้ทำตามอุดมคติของตน มโนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม ศีลธรรมจรรยาบรรณ ที่ตนยึดถือในจิตใจ ต่อการกระทำปฏิบัติพฤติกรรมในด้านดี ด้านบวก เพื่อเป็นที่ยอมรับนับถือจากคนในสังคม

ความสัมพันธ์ของ Id=สัญชาตญาณ  Ego=อัตตา สำนึกรู้ตัวตน  Superego=มโนธรรม สติสัมปชัญญะ หิริโอตตัปปะ

ถ้า Id มีพลังอำนาจสูง บุคลิกของคนนั้นจะเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง เห็นแก่ตัว อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านลบที่จะตามมาภายหลัง ไม่มีเหตุผล ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว และทำตัวไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ และทำให้บกพร่องขาดความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับคนในสังคมไม่ค่อยได้ ไม่ดีเท่าที่ควร

ถ้า Ego มีอำนาจสูงเข้มแข็ง สามารถที่จะควบคุม อิดสัญชาตญาณได้ บุคลิกคนนั้นจะเป็นคนมีเหตุผล อยู่บนหลักแห่งความเป็นจริง สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ มีมารยาททางสังคม รู้ว่าอะไรควร ไม่ควรทำ รู้จักแยกแยะดีชั่ว ปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมในความเป็นจริงได้ดี (แต่อย่าลืมว่า อีโก้ คือความเป็นจริงแห่งตัวตน คนเราจึงมีความโน้มเอียงหาเหตุผลเข้าข้างตนเองไว้ก่อน เป็นเหตุผลฝั่งเขาคนเดียวไม่ใช่เหตุผลอันสมควรของสังคม)

ถ้า Superego มีอำนาจสูงเข้มแข็ง จะควบคุม ห้ามปราม อิด และ อีโก้ ไม่ให้กระทำตามใจอยากมากเกินไป สามารถจัดการให้การทำงานของโครงสร้างจิตทั้งสามอย่าง อิด อีโก้ ซุปเปอร์อีโก้ ทำงานประสานสอดคล้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คนนั้นมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมเป็นคนดีมีมโนธรรมอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เพราะปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อม อยู่ในกฏเกณฑ์ทางสังคม และอยู่ในศีลธรรม มีคุณธรรมประจำใจ ส่งผลให้คนรอบข้างมีความสุข ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้คำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว แต่ทำตัวมีประโยชน์แก่คนในสังคมด้วย

Ego จะทำหน้าที่ในการประสานการทำงานของระดับจิต Id และ Superegoให้ปรับตัวสอดคล้องเหมาะสมตามความเป็นจริง อีโก้ ต้องการเข้าควบคุมและประนีประนอม ความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้สมดุล โดยอีโก้ จะเข้าควบคุม อิดไม่ให้ทำตามสัญชาตญาณ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง หรือไม่คำนึงถึงเหตุผล และอีโก้จะคอยควบคุม ซุปเปอร์อีโก้มโนธรรมให้อยู่ในพื้นฐานแห่งความเป็นจริงที่ปฏิบัติได้ ไม่กระทำเกินไปจนถึงขั้นเพ้อฝัน สร้างมโนจิตนาการเกินความเป็นจริง เป็นต้น

แต่ถ้า Id Ego Superego ทำงานไม่สอดคล้องกัน  Id มีอำนาจแรงผลักดันมาก Ego อ่อนแอหรือมีกำลังน้อยกว่า ก็ไม่สามารถห้ามปราม หรือควบคุม Id ได้ Idก็จะแสดงความต้องการตามสัญชาตญาณโดยอาจจะมีผลเสียต่อพฤติกรรมบุคลิกที่ไม่เหมาะสมเกิดผลกระทบต่อการอยู่ร่วมในสังคม ระดับจิตทั้งสามอย่างพยายามเข้ามามีอำนาจเหนือข่มบังคับควบคุมอีกฝ่าย รวมถึง Ego พยายามข่มปรามไม่ให้ Id ได้ทำงานในระดับจิตสำนึก จึงเกิดความขัดแย้ง (Conflict) ขึ้น ระหว่างกันเอง ซึ่งอาจเป็นความขัดแย้งของโครงสร้างภายในจิตใจเอง หรืออาจเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม แต่ความจริงนั้นต้นเหตุมาจาก ความขัดแย้งระหว่าง Id กับ Ego ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ เราเรียกความขัดแย้งระหว่าง Id กับ Ego นี้ว่า Neurotic Conflict จิตใจจะอยู่ในสภาพเสียสมดุล (Disequilibrium) แรงผลักดันจาก Id มีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นสู่จิตสำนึกจะเกิดมีสัญญาณเตือนต่อ Ego ในลักษณะของความรู้สึกวิตกกังวล (Signal Anxiety) ความเครียด ความไม่สบายใจ ความคับข้องใจ ทำให้ Ego ต้องแก้ไขสถานการณ์ พยายามลดความตึงเครียด และปรับตัวให้สมดุลภายในจิตใจอีกครั้ง หรือหาทางเอาตัวรอดของ Ego ด้วยการแสดงออกทางพฤติกรรมผ่านการใช้ กลไกการป้องกันตนเอง

และบางครั้งหรือส่วนใหญ่ Idไม่สามารถทำความต้องการ หรือไม่ได้รับการตอบสนองอย่างพึงพอใจมากเพียงพอ ก็จะเกิดการเก็บกด คับข้องใจ จะถูกผลักเข้าไปในส่วนจิตใต้สำนึกตามเดิม เกิดความสมดุลของจิตใจขึ้นมาใหม่ แต่ถ้ายังมีแรงผลักดันจากอิดขึ้นมาอีกครั้ง Egoจะพยายามหาทางออกในการแสดงออกด้วยรูปแบบวิธีการใหม่ เพื่อเป็นการบรรเทาลดความตึงเครียดที่เกิดจากความขัดแย้งนี้ ด้วยการใช้กลไกการป้องกันตนเอง ในการแสดงพฤติกรรมออกมาเพื่อบรรเทาความต้องการที่มาจาก Idสัญชาตญาณให้ลดน้อยลง หรือระงับความต้องการ หรือผลักดัน Idให้กลับเข้าไปในส่วนจิตใต้สำนึกอีกครั้ง

https://psychodiary.com/behavioral/psychoanalytic-theories-freud

https://www.novabizz.com/NovaAce/Personality/Theory_Freud.htm

https://www.simplypsychology.org/psyche.html

https://sites.google.com/site/wingsswagger/3-thvsdi-thangkar-phyabal-sukhphaph-cit/3-1-thvsdi-cit-wikheraah-samphanthphaph-rahwang-bukhkhl-laea-cit-sangkhm