เช้าวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ ผมนัดคุยกับ ผศ. ดร. สันติ เจริญพรวัฒนา แห่ง มจธ. ที่ทำวิจัยเรื่อง การวิจัยเชิงนโยบายเพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐภายใต้บริบทอุดมศึกษาไทย
ดร. สันติคิดกรอบวิจัยมาอย่างดี
สำหรับผมแล้ว คิดว่าขณะนี้กลไกการกำกับของรัฐเป็นตัวปัญหาหลัก โดยแจกแจงได้เป็น
- การให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแบบรายปี และสำนักงบประมาณเป็นผู้ตัดสินสุดท้ายว่าจะให้เงินแก่โครงการใด โดยที่สำนักงบประมาณไม่มีทักษะในการตัดสินคุณค่าและคุณภาพของโครงการ ปัญหานี้กำลังได้รับการแก้ไขโดยกระทรวง อว. ให้เป็น multi-year grant และมี PMU เป็นหน่วยจัดการตามเป้าหมายการพัฒนาประเทศ
- การนำเอาระเบียบราชการมาใช้ในเรื่องเงิน ทำให้ขาดความยืดหยุ่นคล่องตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นการตกอยู่ใต้ mindset ของ pre-audit แทนที่จะเน้น post-audit งานวิจัยและนวัตกรรมซึ่งต้องทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อการแข่งขันกับประเทศอื่น สำเร็จได้ยากมาก ภายใต้กฎระเบียบในปัจจุบัน
- ระบบกำกับดูแลโดย สกอ. ที่เน้นกำกับคุณภาพการศึกษาโดยกำกับ input ไม่ได้ดู process และ output หรือดูแบบฉาบฉวย และเป็นระบบที่เน้นให้มหาวิทยาลัย accountable ต่อ สกอ. ไม่ใช่ accountable ต่อสาธารณชน เรื่องนี้สมัยผมเป็นประธาน กกอ. เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว มีมติของ กกอ. ในการประชุมแบบ retreat ให้ สกอ. สื่อสารคุณภาพของบัณฑิตเป็นรายมหาวิทยาลัยต่อสังคม เพื่อให้มหาวิทยาลัยรับผิดรับชอบต่อสังคม แต่ สกอ. ไม่ได้ทำ
- ระบบการจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resources Management) ที่ สกอ. กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการเลื่อนตำแหน่งวิชาการ ล้าสมัย ไม่เป็นระบบที่เอื้อแกมบังคับให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ “มหาวิทยาลัยแห่งศตวรรษที่ ๒๑” ที่เป็น “socially engaged university” ที่มหาวิทยาลัยเยอรมนีและญี่ปุ่นดำเนินการมานับร้อยปี
- กล่าวแรงๆ ได้ว่า มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ออกจากระบบราชการ แต่ระบบราชการกลับตามมาควบคุมโดยใช้ระเบียบราชการ ในการบริหารทรัพยากร คือเงิน วัสดุ และคน
แต่จะโทษระบบกำกับดูแลฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ปัจจัยภายในมหาวิทยาลัยเองก็มีส่วนอยู่มาก ได้แก่
- บรรยากาศการทำงานในมหาวิทยาลัยเป็น comfort zone ไม่เป็น disrupted zone หรือ challenging zone ทำให้บุคลากรไม่ขวนขวายตามศักยภาพที่ตนมี ผมคิดว่าสภาพนี้มี root cause มาจากความเป็นสังคมอุปถัมภ์ของไทย คนมหาวิทยาลัยคิดว่าตนทำงานสาธารณะ ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ โดยไม่คำนึงถึงการสร้าง impact ที่แท้จริง
- วัฒนธรรม “ลูกหม้อ” (inbreeding) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมไทย ที่ครอบคลุมมหาวิทยาลัย และเป็นอุปสรรคต่อ “การเรียนรู้สร้างสรรค์ข้ามแดน”
- วิธีการได้มาซึ่งผู้บริหาร ที่ swing จากการแต่งตั้งโดยผู้มีอำนาจ (เมื่อห้าสิบปีก่อน) มาเป็นการสรรหาโดยรับฟังความเห็นของประชาคมภายในหน่วยงาน ทำให้ผู้บริหารต้องประนีประนอมกับผลประโยชน์ของประชาคมภายใน ที่มักต้องการอยู่กับสภาพเดิม มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
- ผมมีข้อสังเกตว่า มหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบัน ต้องเน้นบริหารการเปลี่ยนแปลง เน้นการบริหารเชิงรุก แต่ที่เป็นอยู่ เน้นบริหารความราบรื่น ความพึงพอใจของประชาคมภายในมหาวิทยาลัย เน้นบริหารแบบตั้งรับ
- กล่าวแรงๆ ได้ว่า มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ ออกจากระบบราชการเพื่อออกไปแสวงหา และสถาปนา work platform และ culture ใหม่ ที่เหมาะสมต่อการทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาให้แก่สังคม แต่กระบวนการแสวงหานั้นไม่จริงจัง และใช้เวลามากเกินไป และในช่วงประมาณ ๕ ปีมานี้ มหาวิทยาลัยอยู่ในสภาพต้องแสวงหาตัวตนใหม่ (new identity of higher education) ว่ามีหน้าที่สร้างคุณประโยชน์อะไรให้แก่สังคม มหาวิทยาลัยไทยยังไม่ค่อยตระหนักต่อประเด็นแห่งความอยู่รอดนี้
ผมบอก ดร. สันติ ว่า โจทย์ที่ได้จากสถาบันคลังสมองฯ เป็นโจทย์ที่ล้าหลังไปแล้ว บัดนี้มีบริบทใหม่ ที่เกิดจากการตั้งกระทรวงใหม่ คือกระทรวง อว. ที่ต้องการใช้มหาวิทยาลัยเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนการพัฒนาบ้านเมือง โดยการทำหน้าที่วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งหมายความว่า มหาวิทยาลัยต้อง transform ตัวเอง จากทำงานวิชาการเพื่อวิชาการ ไปสู่การทำงานวิชาการเพื่อพัฒนาประเทศ
Key word จึงไปไกลกว่าการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับฯ แต่เป็นเรื่องการ transform มหาวิทยาลัย
วิจารณ์ พานิช
๖ ธ.ค. ๖๒ ปรับปรุง ๓ ม.ค. ๖๓