สัญญาประชาคมท้องถิ่น

สัญญาประชาคมท้องถิ่น

11 มกราคม 2563

ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

สัญญาประชาคม ( Social Contract) มาจากอะไร

เป็น ความตกลงร่วมกันของคน เพื่อเป็นการแสวงความตกลงและทางออกของปัญหาสังคมใดปัญหาหนึ่ง เป็นแนวคิดตะวันตกช่วงศตวรรษที่ 16-17 เริ่มจาก โธมัส ฮ้อบส์ (Thomas Hobbes) จอห์น ล็อค (John Locke) และ จัง จ๊าคส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) ทั้งสามแนวคิดตกผลึกมาหยุดที่แนวคิดของรุสโซ เป็นข้อตกลงยินยอมตามเจตนารมณ์ (Will) ของประชาชนส่วนใหญ่ในการจัดตั้งรัฐและมอบอำนาจให้แก่ผู้นำในการปกครองประเทศ เป็นการมอบอำนาจและยอมรับผู้ปกครองของประชาชน ที่มาผูกพันถึงคนรุ่นหลังด้วย [2] โดยรัฐที่ดีต้องเป็นประชาธิปไตย ในกระบวนการ “แบ่งปันอำนาจ” (power sharing) ของผู้นำที่สำคัญก็คือ “ระบบเลือกตั้ง” (Election) และ “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างกติกาในการอยู่ร่วมกัน” โดยมี “รัฐธรรมนูญ” เป็น “สัญญาประชาคม” [3] ร่วมกันเป็น “กฎกติกาเดียวในสังคม” [4] ทฤษฎีสัญญาประชาคมนั้นต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ชาวบ้านในฐานะผู้ถูกปกครองเป็นหลัก หากรัฐบาลทำตามสัญญาไม่ได้ ประชาชนถือเป็นสิทธิโดยธรรมชาติที่จะเรียกคืนความไว้วางใจจากรัฐบาลได้ เช่นกันการหาเสียงด้วยประการใดของนักการเมืองทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่นจึงมีผลผูกพันกับประชาชนชาวบ้านอย่างแยกกันไม่ออก  เป็นหัวข้อร้อนชวนวิพากษ์ในการเลือกตั้งท้องถิ่นสมัยหน้าท่ามกลางกระแสความสับสนของประชาธิปไตยและการเมือง ณ เวลานี้เป็นอย่างยิ่ง

สัญญาประชาคมท้องถิ่นต่างจากระดับชาติ

เอาเป็นว่า “สัญญาประชาคม ก็คือ นโยบายอย่างหนึ่ง” คนที่พูดไปแล้วก็ต้องรักษาคำพูด โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะ หรือคนที่อาสามารับใช้เพื่อพัฒนาให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้อยู่ดีกินดีบ้านเมืองพัฒนา ในที่นี้ก็คือ “นักเลือกตั้งท้องถิ่น” หรือ “นักการเมืองท้องถิ่น” ภาษากฎหมายเรียกว่า “สมาชิกสภาท้องถิ่น” และ “ผู้บริหารท้องถิ่น” ปัญหาที่ผ่านมามีว่า สิ่งที่นักการเมืองท้องถิ่นพูดไว้ มันทำได้หรือไม่ ทั้งที่ทำได้ตามระเบียบกฎหมาย ตามบริบท ตามความเหมาะสม หรือ ตามเหตุฉุกเฉินสาธารณภัยหรือเหตุอื่นใดเฉพาะหน้าโดยการใช้เงินสำรองจ่าย เงินงบกลาง หรืองบประมาณปกติ และงบประมาณเงินอุดหนุนเฉพาะกิจของท้องถิ่น

ในระดับชาตินั้นคำว่า “สัญญาประชาคม” ที่เกิดปัญหาการปฏิบัติตามนโยบาย ตัวอย่างเช่น รัฐบาลยุคก่อนในโครงการจำนำข้าว กลายเป็นวาทกรรมที่มีการต้องคดีอาญาของนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของการขายข้าวข้ามประเทศ การสวมสิทธิข้าว หรือ ตัวอย่างรัฐบาล คสช.ที่ผ่านมา [5]ในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ เงินคลอดบุตร ฯลฯ แต่ในบริบทตัวอย่างของท้องถิ่น นายก อปท. ไปสัญญาหาเสียงว่าจะไม่เก็บเงินค่าเก็บขนขยะ แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมดำเนินการย่อมถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น หรือ หาเสียงว่าจะให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าการกางเต็นท์ ติดตั้งไฟแสงสว่าง เครื่องเสียง เวที โต๊ะ เก้าอี้ ฟรี ในงานศพ งานแต่ง งานบุญบ้าน ฯลฯ ย่อมเกิดภาระแก่ฝ่ายประจำที่ต้องทำงานตามคำสั่งของนักการเมือง ตามที่ได้หาเสียงไว้แก่ประชาชน จนละเลยลืมงานในหน้าที่ตามกฎหมายไปเสียหมด

สัญญาประชาคมท้องถิ่นกับความสำคัญของขั้นตอนการตัดสินใจในโครงการพัฒนา

กำลังจะสื่อความว่า ในกระบวนการขั้นตอนการบริหารมีขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญมากคือ “ขั้นตอนการตัดสินใจในการจัดทำโครงการ” (Planning) และ “ขั้นตอนการตัดสินใจในการจัดทำงบประมาณโครงการ” (Budgeting) ซึ่งแน่นอนว่าต้องในอำนาจหน้าที่ของ “นักการเมืองท้องถิ่น” หาใช่ “ฝ่ายประจำ” หรือข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่นแต่อย่างใดไม่ ในมิตินี้คือเกิดปัญหาว่า “หากแหล่งที่มาของงบประมาณ” ถูกกำหนดเงื่อนไขไว้แล้ว หรือต้องเป็นไปตามเงื่อนที่แหล่งเจ้าของงบประมาณกำหนด แน่ใจได้เลยว่าเจตนารมณ์เดิมของนักการเมืองท้องถิ่นในกระบวนการบริหารจัดการพัฒนาย่อมมิอาจบรรลุผลตาม “สัญญาประชาคมที่ได้ให้ไว้แก่ชาวบ้าน” ได้ เพราะมีตัวกำหนดบังคับที่ทำให้ทำสัญญาประชาคมมิอาจกระทำได้ ครั้นจะไปอ้างชาวบ้านว่าเป็นไปตามที่ตนได้ให้สัญญาไว้แล้วก็ไม่ถนัดปาก เพราะบางโครงการส่วนกลางเขาให้มา เป็นปัญหาทางปฏิบัติในการพัฒนาท้องถิ่นในหลายยุคที่ผ่านมา

ข้อสังเกตสัญญาประชาคมของนักเลือกตั้งระดับชาติ

การหาเสียงหรือสัญญาประชาคมที่ให้ไว้แก่ประชาชนก่อนการเลือกตั้งของนักการเมือง มีปัจจัยตัวแปรภายนอกที่ควบคุมยากมาเกี่ยวข้องมากน้อยแตกต่างกันไป ที่ส่งผลถึงความเป็นไปได้ในนโยบายที่หาเสียงไว้ และในการหาเสียงของนักการเมืองระดับชาติหลายโครงการหรือบางกิจกรรมย่อมส่งผลปฏิบัติมาถึงนักเลือกตั้งท้องถิ่นก็ได้ ยกตัวอย่างอาทิ

(1) นโยบายการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคท้องถิ่นต่าง ๆ ถูกแทรกแซงจากภายนอก ทั้ง หมู เนื้อ มะพร้าว ปาล์ม ถั่วเหลือง ปลา ไก่ แม้กระทั่งน้ำมันเชื้อเพลิง เสื้อผ้า ของใช้จิปาถะจนถึงของใหญ่ จึงไม่น่าแปลกว่า สินค้าประเภท รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ เรือ ที่ไทยผลิตได้กลับเจ๊ง สู้ทุนนอกไม่ได้

(2) นโยบายการลดปริมาณขยะยุคปัจจุบันมีปัญหาเรื่องปริมาณขยะที่มาจากการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นพลาสติกย่อมก่อให้เกิดขยะพลาสติกเป็นปริมาณมาก การประกอบการธุรกิจที่ฉาบฉวยหวังแต่กำไร โดยไม่คำนึงถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อมย่อมเกิดปัญหาต่อสังคมประเทศมากมาย เช่น การมีโรงงานขยะพิษจากต่างประเทศเกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะ ประเทศไทยมิใช่ถังขยะโลก หรือ การรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก แต่กลับนำเข้าสินค้าที่เกิดขยะพลาสติกเป็นจำนวนมาก หรือ นำเข้าสินค้ามือสอง ที่เป็นสินค้าขยะที่ประเทศพัฒนาเขาไม่ใช้แล้วแต่ส่งมาที่ประเทศไทยหรือประเทศกำลังพัฒนาเป็นจำนวนมาก ยิ่งปี 2563 กำหนดรณรงค์ให้เป็นปีแห่ง “การลดมลพิษของประเทศไทย” [6] จึงต้องหันมากำหนดมาตรการกันใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการอุปโภคบริโภคของประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านในท้องถิ่นและในชนบทด้วย

(3) นโยบายการควบคุมคนต่างด้าว ทำได้เพียงการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งไม่มีผลต่อการเก็บค่าธรรมเนียม ที่เจ้าหน้าไม่มีปัญญาไปตรวจควบคุมหรือจับกุมบังคับใช้กฎหมายได้ เพราะมีจำนวนมากและไปกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจด้านความต้องการแรงงานที่ขาดแคลนบางประเภทได้ เป็นต้น

(4) นโยบายบริการประชาชนช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ที่มอบหมายให้ท้องถิ่นเป็นตัวจักรร่วมในการขับเคลื่อนด้วยการตั้งด่านหรือจุดตรวจบริการประชาชนตามรายทางริมรายทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือสงกรานต์ยังมีความจำเป็น เพราะ ห้องน้ำ ที่จอดพักรถ อาหาร น้ำดื่ม ตามปั๊มสถานบริการน้ำมันอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ สำหรับรายทางที่ข้ามไปต่างจังหวัดนั้นก็จะได้ประชาสัมพันธ์ การช่วยเหลือเหตุ ป้องปรามการก่อเหตุ การเฝ้าระวังสังเกตการณ์ต่าง ๆ ได้ แต่ความจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักอยู่ เพราะการบริหารจัดการทุกอย่างอยู่ที่คน แม้ในเรื่องรถกู้ชีพ กู้ภัยในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว

ท้องถิ่นต้องให้ความสำคัญแก่คนทำงาน

(1) การกระจายอำนาจ คือการกระจายอำนาจการตัดสินใจ (Management) ที่ต้องรวมถึงการกระจายปัจจัยการบริหารทั้งหลัก 4M ด้วยโดยเฉพาะคนวัสดุอุปกรณ์และงบประมาณ แน่นอนว่าหากเอาคนมาทำหน้าที่ แต่คนไม่ซื่อคดโกง รวมทั้งคนไม่เป็นงานหรือประเภท “คนหมดไฟ” (Burnout Syndrome) [7] เป็นคนเดดวู้ด-ซื่อบื้อ การบริหารงานก็แย่เช่นกัน การได้คนดี คนมีความรู้ความสามารถ มุ่งมั่นทำงาน ประสานความร่วมมือ ท้องถิ่นจะรุ่งโรจน์พัฒนาก้าวไกล ดังเช่น “เทศบาลเมืองพนัสนิคม” เป็น ”เมืองต้นแบบด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม” [8] เป็นต้น

(2) ท้องถิ่นมีนายกที่มีวิสัยทัศน์ดี เก่งแต่หากติดขัดที่การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยในโครงการใหญ่ก็ไปไม่ได้เช่นกัน เพราะในกลไกงานบริการสาธารณะทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วย 4M ด้วยทั้งสิ้น มิใช่มีเพียงสภาท้องถิ่น หรือคณะผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนเท่านั้น นอกจากนี้ปัจจัยการบริหาร 4M นี้ต้องมีพร้อมในส่วนราชการของท้องถิ่น (กอง สำนัก ฝ่าย) ด้วย และในที่ทำการประจำชุมชนหากจำเป็นต้องมีด้วย

(3) การสรรหาแต่งตั้ง (การคัดเลือกหรือสอบคัดเลือก) ฝ่ายประจำเข้ามาบริหารงานยกกรณีปลัดสูงที่ผ่านมา ข้อสอบเป็นแบบวัดการตัดสินใจ การทดสอบทักษะความรู้ความสามารถ (สมรรถนะ) [9] ที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้ดุลพินิจของกรรมการสอบที่ไม่แน่นอนได้ ทั้งการสัมภาษณ์วิสัยทัศน์ก็เช่นกัน หากต้องการคนมีอุดมการณ์หรือมีทักษะจริงต้องมีมาตรการที่ควบคุมมาตรฐานที่โปร่งใสรัดกุมกว่าที่ควร เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นการคัดคนต้องการคนที่เอื้อประโยชน์ สนองตอบให้แก่ “อำนาจนิยม” “อ้างอิงบุคคลเร้นรัฐ” [10] ได้

อุปสรรคขัดข้องข้อจำกัดสัญญาประชาคมท้องถิ่น

(1) ข้ออ้างโครงการว่าต้อง “สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ” และ “ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด” เท่ากับไปบังคับทิศทางการพัฒนาของท้องถิ่น ย่อมไปลิดรอนนโยบาย หรือ “สัญญาประชาคมของนักการเมืองท้องถิ่น” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งหากท้องถิ่นเจอวิกฤติสาธารณภัยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งภาวะน้ำท่วม หรือภัยแล้งก็ตาม นโยบายของนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยตั้งไว้หรือให้ไว้แก่ชาวบ้านอาจต้องเปลี่ยนแปลงไปมาก

(2) การขอเงินโครงการอุดหนุนเฉพาะกิจตรงไปที่สำนักงบประมาณผ่านการกลั่นกรองโดยราชการส่วนต่าง ๆ หลายขั้นตอน [11] เป็นการแย่งเปลี่ยนอำนาจของสภาท้องถิ่นในการอนุมัติโครงการพัฒนาฯไปให้ “หน่วยงานผู้กำกับดูแล” โดยสมบูรณ์มีขั้นตอนรูปแบบ ตามระเบียบ หนังสือสั่งการ ตามที่ส่วนกลางกำหนด

(3) ระเบียบกฎหมาย แนวทางการปฏิบัติงานที่ราชการกำหนด โดยเฉพาะหน่วยงานที่กำกับดูแลล้วนแต่เน้นการควบคุมแบบ “การบังคับบัญชา” เน้น “การควบคุมและการสั่งการ” ไม่ปล่อยให้มีการใช้อำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง แถมวางเงื่อนไขกำกับเน้นความโปร่งใส ประสิทธิภาพ ป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น แต่ขาดการเน้นเพื่อ “ความพึงพอใจของประชาชน” เหล่านี้เป็นเพียงฉากกำบัง ป้องกันตัวของฝ่ายกำกับดูแลให้พ้นผิดในกรณีที่เกิดความผิดพลาดการบริหารขึ้นเท่านั้น

(4) องค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับฝ่ายประจำโดยเฉพาะสายบริหารและอำนวยการท้องถิ่นต้องศึกษาทำความเข้าใจใน ยุทธศาสตร์ชาติ วิสัยทัศน์รัฐบาล และประเด็นการพัฒนาทั้ง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 แผนแม่บท แผนปฏิรูปประเทศ ระเบียบกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน ฯลฯ แต่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติโดยใช้กลไก “ภาคราชการในการขับเคลื่อน” จะได้เพียงภาพการแก้ไขปัญหาที่ไม่ลงลึก และสนองตอบต่อชาวบ้านและสังคมพื้นถิ่นได้

(5) เป็น “การขับเคลื่อนตามความต้องการของคนภาครัฐ” เพื่อการออกกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ ข้อสั่งการแนวทางปฏิบัติ ไปบังคับใช้แก่ประชาชน หรือผู้ประกอบการเสียมากกว่า ด้วยระเบียบกฎกติกาที่หยุมหยิมมากมาย ทำให้โรงงานทุนจากต่างประเทศอพยพย้ายหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา รัฐบาลพึงตระหนักว่ารัฐได้สูญเสียฐานภาษีสำคัญสำหรับท้องถิ่นไปแล้วเป็นจำนวนมาก ย้อนไปดูการบริหารประเทศยุคก่อนที่มีทั้ง กรอ. หอการค้าและอุตสาหกรรม ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มาก ยุทธวิธีใช้ “ภาคราชการผูกขาด” รวมทั้งรัฐร่วมทุนกึ่งผูกขาดในปัจจุบัน ทำให้ระบบเศรษฐกิจธุรกิจขาดการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาชนและภาคประชาสังคมไป ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อม เอสเอ็มอี [12] จึงล้ม

(6) เป็นที่น่าสังเกตว่า การกำกับดูแลนั้น ผู้กำกับดูแลมักไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้ กลับมีแต่การสั่งการในทุกเรื่อง กฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์การปฏิบัติต่าง ๆ มีมากมายเท่าใด ยิ่งสร้างภาระขั้นตอนให้เกิดแก่ประชาชนผู้รับบริหาร แม้แต่ภาครัฐที่มีหน้าที่ปฏิบัติการใช้กฎหมาย และ การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) ก็ยิ่งยุ่งยากมากขึ้นเป็นเงาตามตัว “ศักยภาพของคน” จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด

  ร่ายมายาว ต้องการเพียงว่า นักเลือกตั้งทั้งหลายอย่าผิดสัญญาที่ได้ให้ไว้แก่ชาวบ้านตอนหาเสียง หรือ “สัญญาประชาคม” ก็แล้วกัน โดยเฉพาะนักเลือกตั้งท้องถิ่น

[1] Phachern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 67 ฉบับที่ 17  วันเสาร์ที่ 11  - วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563, บทความพิเศษ หน้า 9, สยามรัฐออนไลน์, 11 มกราคม 2563, https://siamrath.co.th/n/125946  

[2] “Social Agreement” redirects here. For the Greek political party, see Social Agreement (Greece). For Rousseau's 1762 treatise on the concept, see The Social Contract. For other uses, see Social Contract (disambiguation).

In moral and political philosophy, the social contract is a theory or model that originated during the Age of Enlightenment and usually concerns the legitimacy of the authority of the state over the individual.,Wikipedia, https://en.wikipedia.org/wiki/Social_contract

& ทฤษฎีสัญญาประชาคมในตะวันตก, sittikorn saksang, Facebook, 21 กรกฎาคม 2561, https://www.facebook.com/473834066044430/posts/1881273375300485/

[3]รัฐธรรมนูญกับทฤษฎีสัญญาประชาคม, ดร.มานพ พรหมชนะ, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ใน กฎหมายกับการพัฒนา คอลัมน์ประจำหน้าทัศนะวิจารณ์, 3 กันยายน 2558,https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/635478  

[4]สัญญาประชาคมก็คือสัญญาประชาคม (ฮ่าๆ) : โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, 25 กรกฎาคม 2560, https://www.matichon.co.th/columnists/news_610370 & ทฤษฎีสัญญาประชาคม (The Social Contract Theory), บ้านจอมยุทธ, https://www.baanjomyut.com/library_4/politics/02_2_2.html

[5] ร่างสัญญาประชาคม 2560, บทบรรณาธิการ สยามรัฐออนไลน์, 20 กรกฎาคม 2560, https://siamrath.co.th/n/19912  

รัฐบาลเริ่มทำ “สัญญาประชาคม” เป็นร่างสัญญาประชาคมเป้าหมายหลัก เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เนื้อหาความเห็นร่วมมี 10 ข้อ

[6]'วราวุธ' แจงดราม่าเบลอภาพถุงพลาสติก ไม่ต่างเซนเซอร์ บุหรี่-เหล้า ตั้งเป้า 63 ปีลดมลพิษ, 3 มกราคม 2563, https://www.matichon.co.th/politics/news_1861747    

[7] Burnout ไม่ใช่คำใหม่ปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1974 ในงานวิจัยสาขาจิตวิทยาที่บรรยายอาการอ่อนล้าจากการทำงานหนักเกิน และที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็จัดให้ Burnout เป็นภาวะของความอ่อนล้า (State of Exhaustion) ประเภทหนึ่ง แต่การอัพเดตใหม่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 มีการยกระดับให้ Burnout เป็นกลุ่มอาการ(Syndrome) และเจาะจงยิ่งขึ้นว่าเป็นอาการที่สัมพันธ์กับการทำงาน (Work-Related)

ดู รู้จักภาวะ Burnout ปัญหาที่(อาจ)ไม่ได้เกิดจาก ‘ตัวเรา’ แต่เกิดจาก ‘ระบบ’, โครงการศึกษาวิจัยและการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาฐานข้อมูล นโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (TCDC : Thailand Creative & Design Center), 25 มิถุนายน 2562, https://web.tcdc.or.th/th/Articles/Detail/Burnout& Burnout Syndrome ภาวะหมดไฟ เมื่อแรงบันดาลใจหดหาย เบื่อหน่าย ไร้เรี่ยวแรง, pimnichakan, 12 กุมภาพันธ์ 2561, https://book.mthai.com/all-books/6398.html 

[8]“พนัสนิคม” เมืองสีเขียวน่าอยู่ระดับโลก, มติชนสุดสัปดาห์ วิเคราะห์, 4 มิถุนายน 2562, https://www.matichonweekly.com/column/article_199157 & “พนัสนิคม” จากเมืองลับแล สู่เมืองน่าอยู่ระดับโลก, มูลนิธิสัมมาชีพ, 1 พฤษภาคม 2562, https://www.right-livelihoods.org/”พนัสนิคม”-จากเมืองลับแล-สู่เมืองน่าอยู่ระดับโลก/   

[9] สมรรถนะ Competency เป็นแนวคิดที่มาจากการวิจัยของศาสตราจารย์ เดวิด แมคคลาเลน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งได้ศึกษาคุณสมบัติและ คุณลักษณะของนักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จในองค์กรชั้นนำว่ามีคุณลักษณะอย่างไร จากการวิจัยพบว่าประวัติและ ผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ดีเด่นของบุคคลไม่ได้เป็นปัจจัยที่จะชี้วัดว่า บุคคลนั้นๆ จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเสมอไป หากต้อง ประกอบไปด้วยคุณลักษณะอื่นๆ อาทิ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ความสามารถในการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นต้น

Competency หมายถึง กลุ่มของทักษะ ความรู้ ความสามารถ รวมทั้งพฤติกรรม คุณลักษณะและทัศนคติที่บุคลากรจำเป็นต้องมีเพื่อปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร

แยก 2 กลุ่มใหญ่ คือ (1) Competency หลัก หรือ Core Competency และ (2) Competency ประจำกลุ่มงาน ประจำกลุ่มงาน  หรือ Functional Competency 

ปัจจุบันมี ‘โครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่’ หรือ นปร. (Public Service Executive Development Program – PSED) ที่เดินหน้าสร้างสรรค์บุคลากรรุ่นใหม่เพื่อเข้ารับราชการ โครงการ นปร. คือการบ่มเพาะข้าราชการสายพันธุ์ใหม่โดยใช้ระยะเวลารวมทั้งสิ้น 22 เดือน เกิดขึ้นจากความคิดริเริ่มของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. โดยตั้งเป้าดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถให้เข้าสู่ระบบราชการไทยเพื่อเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง หรือ Change Agent

ดู การพัฒนาสมรรถนะหลัก (สำหรับข้าราชการใหม่) , สำนักงาน ก.พ., 30 มกราคม 2558, https://www.ocsc.go.th/sites/default/files/attachment/page/aptitude_development.pdf

& นปร. ข้าราชการสายพันธุ์ใหม่ ความหวังของระบบราชการไทย [PR NEWS], โดย THE STANDARD TEAM, 10 มกราคม 2563, https://thestandard.co/opdc/ 

[10]อ้างจาก เกษม เพ็ญภินันท์, การแบ่งแยก “ซ้าย/ขวา,” การเมืองเรื่องการเลือกข้าง, และความเป็นปกติของระบอบประชาธิปไตย, ใน วิภาษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1  ลำดับที่ 1 (16 มีนาคม - 30 เมษายน 2550), https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_dl_link.php?nid=20704 

… ตลอดจนวางแนวทางของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ทุกๆ คนมีความเท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม โดยไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องอ้างอิงบุคคลเร้นรัฐ เพื่อเป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรม

[11] อปท.ของบฯไม่ต้องผ่านกรม ขอตรงสำนักงบฯได้เลย ให้รัฐมนตรีรับรอง , 29 สิงหาคม 2562, https://poonamtongtin.com/บทความ/503/อปท.ของบฯไม่ต้องผ่านกรม%20ขอตรงสำนักงบฯได้เลย%20ให้รัฐมนตรีรับรอง

เปลี่ยนเส้นทางการของบฯ อุดหนุนของท้องถิ่น ไม่ผ่าน สถ. แต่ให้ขอตรงสำนักงบฯ โดยผ่านความเห็นชอบจาก รมว.มหาดไทยก่อน มุ่งกระจายเงินลงท้องถิ่นเร็วขึ้น จากที่ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ในมาตรา 29 ระบุว่า การขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเงินอุดหนุน สำหรับการดำเนินการโดยทั่วไปหรือสำหรับการดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อเสนอต่อผู้อำนวยการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด…

[12] วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ( Small and Medium Enterprises = SMEs) เป็นธุรกิจที่มีจำนวนมากในประเทศไทย ผู้ประกอบการส่วนมากประกอบการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด หรือกิจการร่วมค้า ซึ่งจะประกอบธุรกิจขายสินค้า ผลิตสินค้า หรือให้บริการ หน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทยมักจะใช้กำหนดลักษณะตามกฎกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดจำนวนการจ้างงานและมูลค่าสินทรัพย์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2545 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ.2543

SME เป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง ที่ดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต จำหน่าย ที่มีขนาดย่อม เป็นธุรกิจที่มีความเป็นอิสระ มีเอกชนเป็นเจ้าของไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล ของบุคคล หรือธุรกิจอื่น มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ และมีพนักงานจำนวนไม่มาก การจำแนกประเภทของ SMEs (1) โดยใช้เกณฑ์มูลค่าชั้นสูงของสินทรัพย์ถาวร และ (2) โดยใช้เกณฑ์จากจำนวนการจ้างงาน

ดู ลักษณะของ SMEs, กองบริหารภาษีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก, กรมสรรพากร, http://www.rd.go.th/publish/38056.0.html & ธุรกิจ SME คืออะไร, MoneyHub, 3 สิงหาคม 2558, https://moneyhub.in.th/article/ธุรกิจ-sme-คืออะไร/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)