ดร. วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กรุณามอบ หนังสือแปล โลกหมุนเร็วขึ้น ต้องคิดให้ช้าลง แปลจากหนังสือ Too Fast to Think : How to Reclaim Your Creativity in a Hyper-connected Work Culture โดยตัวท่านเอง แนะนำวิธีอยู่ในยุคข้อมูลล้นโดยไม่โดนพิษร้ายของมัน
พิษร้ายนี้ไม่ทำให้ตายหรือเจ็บป่วย แต่ทำให้สมองส่วนสร้างสรรค์ถูกบดบัง หรือทำให้ตื้อ เพราะมัววุ่นอยู่กับเรื่องไร้สาระมากเกินไป
อ่านแล้วผมหวนนึกถึงชีวิตตนเองในวัยรุ่น อายุ ๑๕ - ๑๖ ปี ผมเฝ้าเตือนตนเองว่าอย่าเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ และทำรายการเรื่องไร้สาระไว้ในใจ เรื่องมีสาระมีเรื่องเดียวคือเรียน เพื่อเติบโตไปทำงานทำการตอบแทนคุณพ่อแม่ และต่อมาเพิ่มการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยตอนนั้นไม่เคยมีความคิดเรื่อง creativity เลย คิดแต่เรื่องเรียนตามความรู้ที่มีอยู่แล้วให้ได้ดีที่สุด
ถึงตอนนี้คิดว่าเรื่องมีสาระมีหลายเรื่อง ที่สำคัญคือการฝึกความสร้างสรรค์ เพื่อทำงานตอบแทนคุณสังคม
เมื่อวานไปสถานทูตฟินแลนด์กับทีม กสศ. เพื่อไปหารือกับทีมงานของสถานทูต เรื่องความร่วมมือด้านการศึกษา ในการสนทนาตอนหนึ่ง ท่านผู้ช่วยทูตบอกว่าตอนนี้การศึกษาของฟินแลนด์เน้นฝึกให้เด็กไม่เชื่อ หรือตั้งคำถามต่อความรู้หรือสารสนเทศต่างๆ ซึ่งผมตีความว่า เป็นการฝึกให้เด็กคิดใคร่ครวญไตร่ตรอง (reflection) ต่อเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการคิดสร้างสรรค์และคิดอย่างมีวิจารณญาณ
กลับมาที่หนังสือ Too Fast to Think ผมคิดว่าจริงๆ แล้วหัวใจของหนังสือเล่มนี้คือ ความสร้างสรรค์ (creativity) ที่เป็นสมรรถนะสำคัญที่สุดในสังคมยุคปัจจุบัน โดยที่หนังสือให้คำแนะนำสารพัดด้าน น่าอ่านมาก และคำแนะนำอย่างหนึ่งคือ ฝึกการใคร่ครวญสะท้อนคิด ซึ่งเป็นการคิดแบบละเลียด
แต่ผมคิดว่า ในเรื่องการสร้างสรรค์ หนังสือเล่มนี้ ตกประเด็นสำคัญยิ่งไปสองเรื่อง คือการฝึกสร้างสรรค์จากการทำงาน กับการฝึกสร้างสรรค์รวมหมู่
ในชีวิตช่วง ๓๐ ปีหลัง ผมค้นพบว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุด ได้จากการทำงาน แต่ต้องมีวิธีหรือทักษะทำให้การทำงาน (และการดำรงชีวิต) เป็นการเรียนรู้ โดยเครื่องมือสำคัญมี ๓ ตัวที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ได้แก่ (๑) การตั้งคำถาม (๒) การอ่านหนังสือ วารสาร หรือค้นจากอินเตอร์เน็ต และ (๓) การใคร่ครวญสะท้อนคิด ต้องใช้เครื่องมือให้ครบทั้งสามตัว การเรียนรู้จากการทำงานหรือการปฏิบัติจึงจะลึก เชื่อมโยง และนำไปสู่ทักษะสร้างสรรค์
ที่จริงในสังคมของเรามีนักปฏิบัติและเรียนรู้จากการปฏิบัติมากมาย ที่เรามักเรียกว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ แต่ผมมองว่าผู้มีประสบการณ์ส่วนใหญ่ยังเรียนรู้จากประสบการณ์ได้ไม่ลึก อธิบายได้แต่ what กับ how ไม่สามารถอธิบาย why ได้ การอธิบายเหตุผลหรือ why ต้องใช้ความรู้เชิงทฤษฎีมาประกอบ คนที่จะรู้จริงต้องทำความเข้าใจทฤษฎีด้วย คือต้องเรียนรู้แบบต่อยอดความรู้เดิม ไม่ใช่เรียนแบบลอยๆ
การอ่านทฤษฎีหรือทบทวนความรู้ที่มีอยู่แล้ว เอามาตีความประสบการณ์ตรงของตนเอง โดยตั้งคำถามที่คม หาคำตอบหลายคำตอบ ด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด หามุมมองหลากหลายมุมมอง หรือหลายฐานความคิด เนื่องจากต้องการการตีความหลายๆ แบบ จากหลากหลายมุมมองนี่แหละครับ จึงเกิดทฤษฎี “หลายหัวดีกว่าหัวเดียว” ที่กัลบกก็ชอบทฤษฎีนี้ แต่ในต่างความหมาย ทฤษฎีดังกล่าวให้ความสำคัญต่อการสร้างสรรค์รวมหมู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ๒ ที่หนังสือเล่มนี้ข้ามไป
ผมได้เล่าเรื่องการไปประชุมเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาความสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญานไว้ในบันทึกชุด บันทึกจากการประชุม Creativity and Critical Thinking ที่ลอนดอน
วิจารณ์ พานิช
๑๐ ธ.ค. ๖๒
ช่วงนี้หลังเกษียณ การอ่าน การเรียนรู้จะค่อยๆคิด ค่อยๆทำแบบอาจารย์ว่า (๑) การตั้งคำถาม (๒) การอ่านหนังสือ วารสาร หรือค้นจากอินเตอร์เน็ต และ (๓) การใคร่ครวญสะท้อนคิด ต้องใช้เครื่องมือให้ครบทั้งสามตัว
ก็ดูดีนะคะ โดยเฉพาะมาอ่านงานที่อาจารย์เขียน ได้อาหารสมองเสมอค่ะ หนูขออนุญาตแชร์ให้น้องๆพยาบาลได้อ่านกันด้วยนะคะ ถ้าในสมัยก่อนหนูทำแบบนี้คงเก่งไปแล้วค่ะอาจารย์