ต้นกระดังงาไทย ที่ปลูกไว้ตั้งแต่ปีแรกที่มาอยู่ที่บ้านปากเกร็ด คือปี ๒๕๔๐    ในช่วง ๕ ปีแรกโตเร็วมาก    ในที่สุดเขาก็สูงราวๆ ๑๕ เมตร   ออกดอกหอมอ่อนๆ ให้ความสดชื่น    เป็นต้นไม้ที่ทิ้งกิ่งล่างๆ เป็นระยะๆ    ในที่สุดราวๆ ปี ๒๕๖๑ เขาก็แสดงอาการใบโกร๋น    และทิ้งกิ่งใหญ่ๆ ลงมา    เราดูว่ายังมีใบ แต่หมอแต้วให้ความเห็นว่าใบที่เห็นเป็นของต้นกาฝาก   

ในที่สุดเราก็ลงมติว่าเขาตายแล้ว    และหาคนมาตัด    ยิ่งตอนเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ หลบต้นไม้ที่ล้มและศีรษะฟาดถึงแก่ชีวิต ยิ่งเร่งให้เรารีบตัด

นัดทีมตัดได้วันเสาร์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๒    เป็นทีมมืออาชีพ บ้านอยู่ที่ห้าแยกปากเกร็ด    พอราวๆ แปดโมงครึ่งเขาก็มาถึง พร้อมรถปิ๊กอัพ และเครื่องมือครบครัน    เป็นทีม ๔ คน หัวหน้าชื่อคุณสง่า (081 344 6542) ลูกน้อง  ๔    คนหนึ่งเป็นมือปีนต้นไม้ ชื่อทหาร   

มาถึงก็มาเล็งทิศทางว่าจะตัดให้ปลายต้นมาพาดตรงไหน    โยงกับกิ่งของต้นไม้ต้นไหน    เขาบอกว่าตัดไม่ยาก เพราะที่บ้านผมมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นให้ใช้ยันและโยงได้    ตอนเขาบอกผมเข้าใจไม่ชัด    เมื่อได้เห็นกระบวนการตัดจึงเข้าใจชัด   

เครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดคือเชือก    เขามีหลายขนาด ความยาวคงจะสามสิบเมตร เส้นใหญ่ที่สุดเป็นเชือกเรือ เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ ๑ นิ้วฟุต    เขาบอกว่าราคาเมตรละ ๓๐ บาท   เส้นนี้ใช้ดึงและโยงต้นที่ตัดแล้วไว้กับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของถนนในบริเวณบ้าน    ที่มีต้นพญาสัตบรรณกับต้นมะเกลือ อยู่ห่างกัน ๑ เมตร    เขาเลือกต้นมะเกลือ เข้าใจว่าเพราะแข็งแรงกว่า แม้ตันจะเล็กกว่ามาก          

คุณทหาร ปีนขึ้นไปที่ต้นกระดังงา ไปผูกเชือกเส้นเล็กและเส้นใหญ่สูงจากพื้นราวๆ ๖ เมตร    หันปมไปทางที่จะให้ต้นไม้เอนไปพาดกิ่งไม้   โดยต้องปีนเอาเชือกไปพาดง่ามกิ่งของต้นมะเกลือตรงจุดที่คุณสง่าเห็นว่าเหมาะที่สุด ซึ่งก็สูงราวๆ ๕ - ๖ เมตร  ทีมงานเอาปลายเชือกอีกข้างไปผูกกับโคนต้นอโศกอินเดียต้นใหญ่ (อายุ ๒๑ ปี)    ที่อยู่สุดริมรั้วห่างจากต้นมะเกลือราวๆ ๑๕ เมตร     ผูกอย่างแน่นหนา     และมีทีมดึงเชือก ๒ คน  

คุณสง่าสวมผ้าคลุมหน้าป้องกันฝุ่นและควัน    ติดเครื่องเลื่อยแล้วเลื่อยที่โคนต้นกระดังงา     เขามีวิธีเลื่อยบากรอบต้นเพื่อให้ลำต้นที่ขาดง่ายและดึงให้ไปทางที่ต้องการ โดยมีแรงดึงจากเชือกช่วย    ต้นกระดังงาล้มไปทางที่กะไว้อย่างเหมาะเหม็ง    

คุณสง่าบอกผมว่าจะเลื่อยทอนออกทีละท่อน   แล้วก็ดำเนินการเลื่อยยาวท่อนละราวๆ ๑ เมตร     เมื่อเลื่อยทอนท่อนแรกขาด ต้องให้คุณทหารกระโดดถีบ เพื่อให้ส่วนโคนกับส่วนปลายแยกออกจากกัน     ต้นก็ล้มเอนลงมากขึ้น และทับกิ่งของต้นสะเดาที่ขวางอยู่หัก    ซึ่งคุณสง่าก็บอกผมล่วงหน้าแล้วว่ากิ่งนั้นมีโอกาสอาจหักกับไม่หักพอๆ กัน    เมื่อเลื่อยทอนท่อน ต่อๆ ไป ขาด    ส่วนที่เหลือของต้นแขวนต่องแต่งอยู่กับคาคบต้นมะเกลือ    ผมจึงเข้าใจวิธีการของคุณสง่าว่า เขาไม่ได้ตัดให้ต้นไม้ล้ม อย่างที่เราคิด    แต่เขาตัดแล้วให้ส่วนบนของต้นห้อยแขวนอยู่     โดยแรงดึงของเชือกที่ผูกอยู่กับโคนต้นอโศกอินเดีย    เพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้มลงมาโดนต้นไม้และสิ่งของเสียหาย  

สาวน้อยมาขอให้เขาช่วยเลื่อยส่วนโคนๆ ต้นเป็นท่อนยาวราวๆ สองฟุต เอาไว้นั่งในสวน   

ก่อนตัดต้นกระดังงา ผมขอให้เขาตัดสูงกว่าดิน ๑ เมตร    เขาบอกว่าตัดยาก    ผมจึงต้องยอมให้เขาตัดตามถนัด    แต่ก็เหลือตอไว้ดูต่างหน้าเพื่อนที่อยู่กันมายี่สิบปี    Wohlleben ตามในบันทึกชุด ความหมายของไม้ยืนต้น บอกว่า ต้นไม้ที่ตายแล้วยังทำหน้าที่ค้ำจุนชีวิตของต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่    ดังนั้น ตอของเขาที่อยู่กับดิน รวมทั้งระบบรากใต้ดิน อาจเป็นประโยชน์ไปอีกนาน

ฝีมือการทำงานของทีมงาน คุ้มกับค่าบริการสี่พันบาท                      

วิจารณ์ พานิช

๗ ธ.ค. ๖๒

 

1 ต้นกระดังงานไทยยืนต้นตาย

2 เครื่องมือสำคัญที่สุดคือเชือก

3 รถกับเครื่องมืออื่นๆ

4 ปีนขึ้นไปมัดเชือก

5 มัดเชือกสองเส้นสำหรับดึง

6 เอาเชือกไปพาดกับง่ามกิ่งต้นมะเกลือ

7 ปลายเชือกเส้นเล็กผูกกับโคนต้นอโศกอินเดีย แส้นใหญ่เอาไว้ดึง

8 เลื่อยเกือบขาดแล้ว

9 ล้มไปพาดต้นมะเกลือและพญาสัตบรรณ

10 เป็นการพาดอย่างนิ่มนวล

11 เลื่อยทอนครั้งแรก

12 เลื่อยทอนท่อนที่สอง

13 ทอนออกไปสองท่อน ส่วนบนห้อยต่องแต่ง ต้องผ่อนเชือกลงมา มีคนช่วยกันบังคับจุดลงดิน

14 ในที่สุดท่อนบนเหลือนิดเดียว ห้อยต่องแต่งอยู่กับคบต้นมะเกลือ

15 หย่อนเชือกลงมาพร้อมกับบังคับให้ท่อนบนไม่ทับต้นไม้ในกระถาง

16 ตัดส่วนล่างเป็นท่อนยาว ๒ ฟุต เอาไว้นั่งเล่น