คณะจากโรงพยาบาลเปาโลเดินทางมาถึงเวลา ๐๘.๒๐ น. ได้เวลาออกกำลังกายของนักเรียนพอดี หลังจากที่เคารพธงชาติเป็นที่เรียบร้อย
ทุกวันพฤหัสบดีก็ต้องจัดกันด้วย”แอโรบิค”พี่ๆจากเปาโลก็ร่วมแจมกันไปด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ตัวแทนพี่จากเปาโลได้นำเสนอเกมและเพลงให้น้องๆได้สนุกสนานบ้าง
นับเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่มีความหมาย คุณค่าของเวลาและน้ำใจที่มอบให้น้องๆบ้านหนองผือ ในโครงการสานสัมพันธ์แบ่งปันให้น้อง จากพี่.โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย๔
ได้นำวัสดุอุปกรณ์การเรียนมาสนับสนุนการจัดการศึกษาอย่างมากมาย พร้อมด้วยทุนการศึกษาและหนังสือห้องสมุด ตลอดจนข้าวสารอาหารแห้งสำหรับโครงการอาหารกลางวัน นับเป็นสานสัมพันธ์ที่พิเศษสุด ที่บ้านหนองผือจะจดจำมิรู้ลืม..
นักเรียนทุกคนเดินแถวเข้าห้องเรียนและได้เวลาที่คณะจากเปาโล จะเยี่ยมชมโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในโครงการนี้
ผมเริ่มต้นด้วยการเกริ่นกล่าวทักทาย บอกเล่าความเป็นมา โดยใช้สถานที่ในห้องประชุมเล็กต้อนรับคณะที่มาศึกษาดูงานในวันนี้..เป็นครั้งแรก..
และเป็นครั้งแรกที่ผมใช้เวลาบรรยายน้อยที่สุด แต่ก็เพียงพอ เพื่อจะให้คณะซักถามและเดินตามผมไปดูแหล่งเรียนรู้ในสถานที่จริง ซึ่งดีกว่าการนั่งฟังหลายเท่า..
๑๕ นาที ที่ผมพูดเรื่องพื้นฐานทั่วไป..เชื่อว่าคณะจากเปาโลจะได้มองเห็นภาพความเป็นมา..กว่าจะมาถึงวันนี้..จึงขอแนะนำตัวให้ทุกคนได้รู้จักผมเสียก่อน..
..ผมชื่อชยันต์ เพชรศรีจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองผือ วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จบการศึกษาจาก มศว.ประสานมิตร วิชาเอกประถมศึกษา
ย้ายมาอยู่โรงเรียนนี้ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙ เพราะใกล้บ้าน วันนั้นมีนักเรียน ๔๙ คน ผอ.และครู รวม ๓ คน ภารโรง ๑ คน สาเหตุที่เลือกโรงเรียนนี้เพราะ ที่นี่มีสระน้ำ..เมื่อมีน้ำทำอะไรก็ได้
ณ เวลานั้น อำเภอเลาขวัญแห้งแล้งมาก วันแรกที่มาก็งงๆ เนื่องจากโรงเรียนเงียบเหงาและวังเวง โรงเรียนมีอาคารเก่าๆหลังเดียว หน้าอาคารเป็นถนนลูกรัง แหล่งเรียนรู้ด้านนอกไม่มี และที่สำคัญผมไม่มีความรู้ด้านศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเลยแม้แต่น้อย
ตั้งหลักอยู่ ๒ ปี เรียนรู้งานจากภารโรงที่ท่านกำลังจะเกษียณและผมก็สอนหนังสือไปด้วย..ตอนนั้นก็คิดอยู่เสมอว่าจะบริหารจัดการโรงเรียนอย่างไรดี มีความท้อสิ่งที่ทำให้ท้อที่สุด คือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กต่ำมากและผู้ปกครองได้นำเด็กไปเรียนที่อื่น
พอดีปี ๒๕๕๒ มีโอกาสได้อ่าน พระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านบอกว่าจะ”ทำงานใด อย่าอ้างปัญหาและอุปสรรค จงตั้งใจทำแม้ว่าจะยากลำบากและขาดแคลน” ปีนั้นภารโรงเกษียณพอดี..ตัดสินใจลุกขึ้นสู้เลย..ไม่รอ ไม่ท้อ ไม่ถอยอีกแล้ว
เริ่มมีกำลังใจและศึกษาศาสตร์พระราชาอย่างจริงจัง จึงรู้ว่าคำสอนของพ่อทุกข้อ..นำมาใช้ในโรงเรียนขนาดเล็กได้หมด แต่ผมจะเลือกข้อที่เด่นชัดตรงใจที่ผมสามารถทำได้จริงๆเสียก่อน และตรงกับบริบทพื้นฐานของผมและโรงเรียนบ้านหนองผือ
เช่น ระเบิดจากข้างใน..คือใจเราต้องแน่วแน่ และการเรียนการสอนในห้องต้องมาก่อน ทำให้ง่าย..เพราะไม่มีอะไรยาก อย่าคิดเยอะอย่าทำงานให้มันยุ่งยากซับซ้อน
ทำจากจุดเล็กๆ..อย่าเริ่มต้นที่งานใหญ่ อลังการ เพราะคนมีน้อย งบประมาณก็น้อย
พอเพียง..คือทำแล้วไม่เดือดร้อน พออยู่พอดี เริ่มที่เกษตรทฤษฎีใหม่ ปรับพื้นที่ดินของโรงเรียนให้เป็นระบบ..จัดวางแหล่งเรียนรู้ ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง เหมาะสมครบวงจร และท้ายที่สุดคือความอดทนและขยันหมั่นเพียร..อันนี้..ต้องทำให้มันมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนจริงๆ
ภายในเวลา ๒ ปีเท่านั้นเห็นผลเลย..ปี ๒๕๕๔..โรงเรียนบ้านหนองผือ เป็นโรงเรียนแรก..ที่เขตพื้นที่การศึกษาประกาศให้เป็นโรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง และได้รับรางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยมด้านบริหารจัดการระดับประเทศ..
จากวันนั้นเป็นต้นมา..ไม่มีรางวัลใดให้ภูมิใจเท่า..กับการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งด้านคุณภาพผลสัมฤทธิ์ การเติบโตของแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
สุดท้ายนี้ ผมก็อยากจะบอกว่า..การทำโรงเรียนให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ สะอาดร่มรื่นและสดใส...ขอให้ไว้ใจผม
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒