ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ ถ้าจะบอกประโยชน์ หรือทำไม? คำตอบหรือเหตุผลท้ายสุดคือ เพื่อความอยู่รอดหรือคงเผ่าพันธุ์ของสปีชีส์นั้นๆ
การตอบสนองมีสองลักษณะ มีทิศทาง(tropic)กับไร้ทิศทาง(nastic)ต่อสิ่งเร้า ที่เราคุ้นเคยจากแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะแถบลพบุรี เขื่อนป่าสักชลสิทธ์ ดอกทานตะวันหันทิศทางของดอกเข้าหาแสงเสมอ อย่างนี้ทางชีววิทยาเรียก"positive phototropism"

ที่เป็นเช่นนั้น ความรู้ในปัจจุบันบอก เป็นอิทธิพลของฮอร์โมนพืชชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าออกซิน(auxin) ซึ่งทำให้กลุ่มเซลล์แต่ละด้านที่โดนแสงต่างกันเจริญไม่เท่ากัน เกิดปรากฏการณ์ของดอกทานตะวันอย่างที่เราเห็น เหมือนกับยอดพืชที่เอนเข้าแสงนั่นเอง
แต่ดอกทานตะวันที่แก่ตัว การตอบสนองอย่างนี้จะช้าลง กระทั่งหยุดหันไปหาแสงในที่สุด คล้ายคนคล้ายสิ่งมีชีวิตทั่วไป อายุมากขึ้น เฉื่อยชาหรือเมินเฉยต่อสิ่งต่างๆที่พบเห็นมากขึ้น(ฮา)
ก็เท่านั้น! ประเดี๋ยวก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ต่อไป แล้วก็จบลงแบบเดิมๆ เมื่อรู้ทั้งหมดว่าเหตุการณ์จะดำเนินต่อไปอย่างไรเสียแล้ว เหมือนดูหนังซ้ำ ชีวิตจริงอาจมากกว่ารอบที่สองหรือรอบที่สามอีก ก็รู้เรื่องราวล่วงหน้าแบบไม่ต้องเดาก็ถูก จึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น หรือยากจะสร้างความกระฉับกระเฉงในการรับรู้เหมือนเมื่อครั้งยังหนุ่มยังสาวได้
ในเมื่อเซลล์ที่เป็นองค์ประกอบเล็กๆของสิ่งมีชีวิตมีการชราภาพ เสื่อมสลาย ร่างกายสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ ที่ล้วนประกอบขึ้นมาจากเซลล์ ย่อมหนีไม่พ้นข้อเท็จจริงของความชราด้วยเช่นเดียวกัน
ความเฉื่อยชา เรื่อยไปจนถึงเจ็บไข้ได้ป่วย กระทั่งถึงความตาย จึงเป็นธรรมดาของทุกสรรพชีวิต หากรู้และเข้าใจได้จริงๆ
จะว่าไปวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนาเป็นเรื่องเดียวกัน!