๑. นำเรื่อง
มีคำโบราณว่า “ทุกข์แก่กษัตริย์ทุกข์สมภารเจ้าวัดทุกข์พ่อบ้านแม่เรือน เป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด”
หรืออีกสำนวนว่า “ทุกข์แก่กษัตริย์ ทุกข์สมภารเจ้าวัด ทุกข์หญิงมีครรภ์ เป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด”
ตามคำพังเพยนี้บ่งบอกว่า “สมภารเจ้าวัด” มีทุกข์ทำนองเดียวกับกษัตริย์ พ่อบ้านแม่เรือน และหญิงมีครรภ์ ดังนั้น ก่อนที่จะว่าด้วยเรื่องสมภารเจ้าวัด เราลองมาดูทุกข์ทำนองนี้สักเล็กน้อย
“กษัตริย์” คือ ผู้นำของประเทศชาติ เป็นนักปกครอง นักบริหาร และเป็นประดุจพ่อของแผ่นดินหรือชาตินั้นๆ บรรดาประเทศชาติหนึ่งๆ นั้น ย่อมมีปัญหามากมาย เช่น เรื่องข้าวยากหมากแพงซึ่งเรียกกันว่าปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องดินฟ้าอากาศไม่เป็นไปตามระบบซึ่งเรียกกันว่าปัญหาภัยธรรมชาติ เรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงซึ่งเรียกกันว่าปัญหาคอรัปชั่น เป็นต้น เมื่อเหล่าพสกนิกรซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้ราชอาณาจักรประสบความเดือดร้อนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุข นำพาประเทศชาติให้เป็นไปเรียบร้อยอีกอย่างหนึ่ง ความเป็นประเทศชาติย่อมมีขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีมากมาย ซึ่งพระมหากษัตริย์จะต้องมีหน้าที่จัดแจงสิ่งเหล่านี้ โดยบางอย่างจะต้องธำรงรักษาไว้ให้ดำรงคงอยู่เหมือนเดิม บางอย่างก็ต้องพิจารณาเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับยุคสมัย หรือบางอย่างก็มีความจำเป็นจะต้องยกเลิกไปเพราะเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ และยังมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างบางอย่างขึ้นใหม่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ เรื่องราวเหล่านี้ย่อมเวียนไปเวียนมาไม่สิ้นสุด นับว่าเป็น “ทุกข์แก่กษัตริย์”
“พ่อบ้านแม่เรือน” คือ คู่สามีภรรยาที่ตกลงปลงใจอยู่กินกันตามทำนองคลองธรรม ย่อมมีเรื่องราวมากมายที่จะต้องจัดการเพื่อให้เป็นครอบครัวมีความเจริญมั่นคง เริ่มแรกของครอบครัวใหม่ก็ต้องพยายามสลัดออกจากครอบครัวเก่า นั่นคือ จะต้องเป็นอยู่ตามลำพังของตนเองให้ได้ มิใช่ว่ามีอะไรนิดหน่อยก็ต้องบากหน้าไปพึ่งพาพ่อแม่ซึ่งเป็นครอบครัวเก่า และนัยตรงข้าม พ่อแม่บางคู่ก็ชอบเข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการในการอยู่ครองเรือนของลูก ความเป็นไปทำนองนี้ นับว่าเป็นปัญหาเบื้องต้นของผู้เป็นพ่อบ้านแม่เรือนเมื่อยังอยู่กับพ่อแม่หรือโดยหน้าที่การงานมีความจำเป็นต้องแยกมาอยู่คนเดียว เรามีที่พึ่งหรือฝากความหวังไว้กับครอบครัวเดิมหรือพ่อแม่ แต่เมื่อมีครอบครัวใหม่อะไรๆ ก็ต้องจัดการเอง เริ่มต้นตั้งแต่การจัดแจงบ้านเรือน การกินการอยู่ภายในบ้าน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีลูกมีหลานก็เป็นเรื่องราวที่พ่อบ้านแม่เรือนต้องรับรู้และดำเนินการไปตามความเหมาะสมคู่สามีภรรยาที่อยู่กันจนตายจากไปข้างหนึ่ง นอกจากจะมีความรักใคร่ห่วงใยซึ่งกันและกันแล้ว นับว่าจะต้องมีความเข้มแข็งและอดทนซึ่งกันและกันด้วย เพราะเมื่ออยู่กินกันไปนานๆ อุปนิสัยหรือสันดานบางอย่างที่อีกฝ่ายไม่พึงปรารถนาย่อมปรากฏชัดเจน บางครั้งบางคู่ถึงแม้ความรักใคร่ส่วนตัวจะจืดจางไปบ้าง โดยมากก็ยังต้องจำทนอยู่กันไป เพราะวงศาคณาญาติช่วยกันประคับประคอง มีกิจการหลากหลายซึ่งจำเป็นต้องอาศัยซึ่งกันและกัน และสำคัญที่สุดก็คือบรรดาลูกๆ ซึ่งเป็นประดุจสายใยที่คอยช่วยประสานเชื่อมโยงไว้ดังคำพังเพยว่า “ตัดก็ไม่ได้ ขายก็ไม่ขาด” ประมาณนั้นปัญหาครอบครัวมีหลากหลายหรือหลายแง่หลายมุม เป็นปัญหาซ้ำซากที่ไม่สิ้นสุด นั่นคือ “ทุกข์พ่อบ้านแม่เรือน”
อนึ่ง โกเล้งนักเขียนชาวจีนคนหนึ่งบอกว่า “สตรีคือสตรี” และ“สตรีย่อมต่างจากบุรุษตลอดกาล” ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สตรีทำได้บุรุษทำไม่ได้ก็คือการตั้งครรภ์เพื่อเป็นแม่ของลูก สตรีในสภาพหญิงมีครรภ์นั้นมีความยากลำบากมากมายในขณะตั้งครรภ์ ตราบใดที่ยังไม่คลอดลูก ตราบนั้นความยากลำบากในเรื่องลูกในครรภ์ก็ย่อมเวียนวนมาเสมอ นั่นคือ“ทุกข์หญิงมีครรภ์”
จะเห็นได้ว่าทุกข์ของกษัตริย์ พ่อบ้านแม่เรือน และหญิงมีครรภ์ มีลักษณะเป็นทุกข์ซ้ำซากเวียนไปเวียนมา ไม่สิ้นสุด ตราบเท่าที่ยังคงดำรงสถานภาพนั้นๆ อยู่ ฉะนั้น ทุกข์ของสมภารเจ้าวัดก็น่าจะมีความเป็นไปทำนองนี้ กล่าวคือ เวียนไปเวียนมาไม่สิ้นสุดเช่นเดียวกัน
ถามว่า “ทุกข์ของสมภารเจ้าวัดเป็นอย่างไร ?” เรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปจะเป็นแก่นคำตอบปัญหานี้ โดยผู้เขียนจะเริ่มต้นด้วยความหมายของคำ คุณสมบัติ ที่มา ที่ไป และอำนาจหน้าที่ของสมภารเจ้าวัด ในการนำเสนอนั้นจะเป็นทำนองเรื่องเล่าผสมผสานกับความคิดเห็นในประเด็นนั้น โดยจะเริ่มต้นด้วยความหมาย คุณสมบัติ ที่มา ที่ไป หน้าที่ อำนาจของสมภารเจ้าวัดเป็นลำดับไป และแทรกด้วยเรื่องที่อยู่ของสมภารเจ้าวัดก่อนที่จะสรุปความเห็นทั้งหมดอีกครั้ง