ตั้งแต่สมัยผมเด็กๆ ผมใช้ชีวิตตามที่พ่อของผมบอกตั้งแต่จำความได้ เพราะเชื่อว่าพ่อได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ผม และด้วยความที่ยังเป็นเด็กผมก็เชื่อฟังมาตลอด น่าจะสักประมาณ ป.1 ผมก็เริ่มเรียนพิเศษ ใช่ครับ ตั้งแต่ ป.1 ผมก็เริ่มเรียนคณิตศาสตร์ แล้วเสาร์อาทิตย์ผมก็ไปเรียนคีย์บอร์ดและว่ายน้ำ เพราะพ่ออยากให้ผมเรียนรู้ได้หลายๆด้าน พอขึ้น ป.3 พ่ออยากให้เก่งภาษาอังกฤษพ่อก็ส่งผมไปเรียนภาษาอังกฤษ และเปลี่ยนไปให้ผมเรียนวาดรูปและปิงปอง แต่อาจจะเพราะทักษะกีฬาของผมมันห่วยมาก555 เรียนไปแค่นิดหน่อย ก็เปลี่ยนจากเรียนปิงปองไปเรียนร้องเพลงแทน ตอนขึ้นป.6 พออยากให้ผมสอบเข้าโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคมมาก เพราะพี่ทั้ง2คนและพ่อก็จบจากที่นี่ผมก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมก็เลยไปสอบเข้าห้อง TEP เป็นห้องโครงการเสริมพิเศษ แต่ผมไม่ติดตัวจริง ได้ตัวสำรองลำดับที่3 ตอนนั้นผมรู้สึกผิดมากที่ทำให้พ่อผิดหวัง แต่พ่อก็บอกว่าไม่เป็นไร สุดท้ายผมก็สอบเข้าห้องปกติ ได้ห้อง1 ลำดับที่4 ของสายชั้น ตอนนั้นผมรู้สึกภูมิใจมากๆเลยครับ ชีวิตการเรียนของผมก็คงยังเป็นเหมือนเดิม เรียนพิเศษ คณิตและภาษาอังกฤษ แต่การเรียนศิลปะและดนตรีของผมหายไปแทนที่ด้วยวิทยาศาสตร์ต่างๆ จนผมหลงลืมความสุขตอนเด็กไป แต่อย่างน้อยผมก็ยังรู้ว่าผมชอบอะไร นะครับผมชอบอ่านพวกหนังสือประวัติศาสตร์ เพราะเราได้รู้จักบุคคลต่างๆที่เรานำด้านดีๆของเขามาเป็นต้นแบบได้ Martin Luther คือนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่ผมยกให้เขาจริงๆ กับความกล้าหาญของเขาที่ทำเพื่อคนผิวสี จริงก็มีมากกว่านี้นะครับ เช่น Oprah Winfrey Nelson Mandela เป็นต้น และด้วยความที่โตขึ้นผมเริ่มดื้อ เริ่มไม่ฟังพ่อบ้าง ผมใช้ชีวิตแบบตามคำที่พ่อบอกมาจนถึงม.4 คุณครูถามว่าผมอยากเข้าคณะอะไร ผมตอบว่าบัญชี เพราะพ่อและพี่ผม2คนก็เรียนบัญชี ทั้งๆที่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบัญชีเรียนอะไร
แล้วมันก็เกิดเรื่องที่ผมกับพ่อทะเลาะกันหนักมาก คือผมบอกพ่อว่าผมอยากเรียนสัตวแพทย์ เพราะผมรักสัตว์ และด้วยความที่พ่อผมไม่สนับสนุนให้เรียนสายสุขภาพเราจึงทะเลาะกัน แต่สุดท้ายผมก็ผ่านมาได้ เราปรับความเข้าใจกัน และพ่อก็เริ่มปล่อยให้ผมทำอะไรด้วยตัวเอง จนช่วงสอบTcas ผมเครียดมากช่วงที่เครียดผมได้อ่านหนังสือของ yuval เจ้าของ หนังสือ sapiens ผมชอบการเขียนของเขามากจึงไปอ่านประวัติเขาเป็นบุคคลที่น่าสนใจมากชีวิตของเราโดนคนดูถูกมาก็มากแต่สุดท้ายเขาก็ทำหนังสือที่โด่งดังไปทั่วโลกได้ต้องบอกว่าผมรอดจากความเครียดในการสอบเพราะหนังสือของยูวาลช่วยผมไว้จริงๆครับ แต่ชีวิตมันก็มักจะมีเรื่องตลกเสมอ เมื่อผมไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรหลังจากคะแนนสอบออก หลังผลคะแนนออกผมก็ค่อนข้างพอใจ แต่ปัญหาคือผมไม่อยากเป็นสัตวแพทย์แล้ว ต้องขอบคุณ พี่ นนท์ พี่ที่ผมได้รู้จักในทวิตเตอร์ที่ผมยกเป็นไอดอลคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กซิ่วเพราะเขาพึ่งรู้ตัวว่าสัตวแพทย์มันไม่ใช่ทางของเขา เราได้ทำความรู้จักกันและปรึกษากัน และในที่สุดผมก็นึกถึงคณะนึงที่ผมเองก็หลงลืมไปแล้ว แต่มันยังติดค้างในใจว่าครั้งนึงเราเคยคิดว่ามันคือตัวเรา นั่นคือ กิจกรรมบำบัด มันเหมือนโชคชะตาหรืออะไรดลใจให้ผมนึกถึงสาขานี้ สาขาที่เราสนใจมาตลอด แต่อาจจะด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้เราหลงลืมมันไป จนในที่สุดผมก็สอบเข้าในสาขานี้ได้ ถ้าถามว่ามันใช่ไหมผมก็ยังตอบไม่ได้ และอนาคตของผมจะไปเป็นอะไรทำอาชีพอะไร ผมก็ยังไม่รู้ครับ ผมคิดว่าคนเราสามารถตามหาความฝันได้ตลอด มันไม่สายเกินไปแน่นอนครับ คำถามที่อาจารย์ป๊อปถามในคาบคือสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ ผมคิดว่าคงเป็นการเล่นดนตรี ร้องเพลง และวาดรูป ที่ผมเคยชอบมันมากในตอนเด็กแต่ด้วยหน้าที่มันทำให้เราหลงลืมไป และก็ไม่รู้ว่าอนาคตผมยังยังอยากทำอยู่ไหม ผมก็ไม่รู้ครับ ผมอาจจะไม่เคยได้ทำอะไรด้วยตัวเองเพราะตั้งแต่เด็กก็คอยมีพ่อชี้นำตลอด แต่จากนี้ผมจะพยายามครับผมสัญญา แต่ถ้าถามว่าผมโทษพ่อของผมไหม ไม่เลยครับ มิหนำซ้ำผมยังยกให้พ่อของผมเป็นโรลโมเดลอันดับต้นๆเลยแหล่ะครับเพราะพ่อผมเก่งมากๆ ที่เลี้ยงลูก3คนได้ไม่ขาดตกบกพร่องและผมรู้ว่าทุกสิ่งที่พ่อทำให้เพราะความหวังดี ตอนนี้ชีวิตในมหาลัยของผมมีความสุขดีครับ อนาคตผมปล่อยให้มันเป็นไปตามอนาคตครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมไม่มีเป้าหมายนะครับ ผมมีอยู่ในใจอยู่แล้วผมเพียงคิดว่า เราในวันพรุ่งนี้ก็ไม่เหมือนเราในวันนี้ดังนั้นอะไรก็ไม่แน่นอนครับ และที่ผมเขียนบันทึกนี้ขึ้นมาเพราะอยากอาจารย์หรือคนอื่นได้ฟังประสบการณ์ของคนที่ไม่เคยมีความฝัน และจากนี้ผมก็หวังว่าผมยังหาความฝันที่ชัดเจน ที่มีคุณค่า ที่ส่งพลังและสร้างประโยชน์กับโลกใบนี้ให้เจอครับ ขอบคุณครับ