ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ฉันอายุ 11ปี กำลังอยู่ในวัยที่ ‘เกรียน’และซนอยู่พอสมควร ซึ่งในขณะนั้นก็กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมปีที่ 5 เป็นวัยที่อยากทำสิ่งต่างๆ มากมาย ด้วยความอยากเท่และเป็นที่ชื่นชอบ ฉันจึงตั้งวงดนตรีที่ชื่อว่า “Black Rose” ทั้งที่สมาชิกในกลุ่มไม่มีใครเคยเรียนดนตรีอย่างจริงจังเลยสักคน สุดท้ายวงก็ล่มลงอย่างเงียบๆ 

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ฉันในวัย 11 ปีทำไม่สำเร็จนั่นก็คือ 

การเล่นดนตรี

ตอนนั้นฉันเคยอยากเล่นเบส แต่เพราะไม่มีเงิน ไม่มีใครสนับสนุน ก็เลยไม่ได้ทำตามในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

แต่อย่างน้อยก็ยังมีกีตาร์ตัวเก่าที่ฉันใช้เงินค่าขนมไปกับการซื้อสายกีตาร์และเปลี่ยนมันใหม่ ฉันชื่อให้มันว่า ลีโอ เพื่อที่ฉันจะได้รักษามันได้ดีมากขึ้นแต่ถึงอย่างนั้น ก็เป็นเพราะฉันเป็นคนที่จัดการตารางเวลาของตัวเองไม่เป็น ทำให้ไม่ค่อยได้ฝึกเล่นกีตาร์แบบจริงๆ จังสักเท่าไหร่ อีกอย่าง ฉันก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าตัวเองจะทำได้สำเร็จ เพราะฉันมีความคิดที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองมาก

แต่ฉันเชื่อว่าถ้าฉันได้ทดลองทำตามหลักของ OA ก็จะทำให้เป้าหมายของฉันสำเร็จในอีก 7 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

ฉันยังขาดทุนในเรื่องของการเงินอยู่ ดังนั้นไอดอลของฉันในเรื่องการหาเงินก็คือ 

คุณแม่ของฉันเอง คุณแม่เป็นคนที่ทำงานหนักมาก รายรับน้อย รายจ่ายมาก จึงต้องหางานทำเสริมอยู่เสมอๆ แม้ว่าคุณแม่จะต้องหาเงิน แต่คุณแม่ก็ไม่เคยเอาเปรียบลูกค้า และยังชอบแจกชอบแถมอยู่ตลอด หากทำขนม คุณแม่ก็จะใช้ของคุณภาพดี หากล็อตไหนเสีย คุณแม่ก็จะทิ้งมันไปทั้งหมดถึงแม้ฉันจะเสียดายและเคยแย้ง 

แต่คุณแม่ก็บอกกับฉันว่า หากเรามีจิตใจที่คิดแบ่งปันผู้อื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบ สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับเราเอง ฉันเป็นคนชอบช่วยเหลืออยู่แล้ว ความรู้สึกตรงนี้จึงถูกสนับสนุนให้เพิ่มขึ้น แม้จะตงิดใจหากเจอลูกค้าที่ชอบของแถมมากๆ แต่คุณแม่ก็ช่วยให้ฉันใจเย็นขึ้นมา ถ้าฉันทำได้เหมือนคุณแม่ ฉันจะก็จะสามารถหาเงินมาปรับแต่ง เครื่องดนตรีของตัวเองได้อีกแต่ในขณะเดียวกันก็จะเป็นคนที่มีจิตใจดี รู้จักเอื้อเฟื้อ อย่างที่คุณแม่ต้องการให้เราเป็นคนดี

ต่อมาก็คือการที่ฉันจัดการตารางเวลาของตัวเองได้ไม่ดี

คุณขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร ก็เป็นนักจิตวิทยาสร้างแรงบันดาลใจคนหนึ่งที่เป็นไอดอลของฉัน เขาทำให้จิตวิทยากลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงธรรมะ หรือคติธรรมเข้ามาร่วมด้วยอยู่เสมอ ทำให้ฉันรู้สึกเข้าใจในด้านของศาสนาเพิ่มขึ้นด้วย ที่สำคัญคือ เขาเป็นคนที่งานเยอะมาก ทั้งเขียนหนังสือ ทั้งพูดสร้างแรงบันดาลใจ เปิดคอร์สต่างๆ ต้องเรียนหนังสือมากมาย เรียกได้ว่าเขาเป็นคนที่มีชีวิตเร่งรีบมากคนหนึ่ง แต่ทำไมเขากลับจัดการตัวเองได้ และยังมีความสงบสุขแม้จะมีงานมากมายขนาดไหนก็ตาม คำถามตรงนี้ คุณขุนเขาได้แบ่งปันประสบการณ์ของเขาให้กับผู้อื่น โดยที่เราควรมีเป้าหมายที่ชัดเจน เลือกทำสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยใช้เหตุผลไม่ตามใจอารมณ์ตลอดเวลา  สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราสามารถจัดการเวลาของตัวเองและทำให้เรารับผิดชอบต่อหน้าที่และความสุขของตัวเองได้ดี

ส่วนความรู้สึกด้อยค่า หรือไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ ฉันคิดว่ามีคนคนหนึ่งที่เป็นต้นแบบให้กับฉันในการแก้ไขมัน

ผศ.ดร.กบ.ศุภลักษณ์ เข็มทอง คือคนหนึ่งที่ทำให้ฉันมีความหวังกับตัวเอง  เขาเคยเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในด้านการเรียนอย่างสูง แต่วันหนึ่งเขาก็กลับต้องอยู่ในจุดที่ยากจะผ่านมาได้ การเป็นอัมพาตครึ่งซีก ไม่ใช่สิ่งที่มีใครเคยคาดคิดเอาไว้

อาจารย์ป๊อปเป็นคนที่เคยอยู่จุดสูงสุด มาสู่จุดต่ำสุด และกลับไปสู่จุดสมดุลได้สำเร็จ นี่จะทำให้ฉันมั่นใจว่า ฉันสามารถเป็น และทำ บางสิ่งบางอย่างที่เหมาะสมกับตัวฉันได้ อาจารย์มักจะบอกเสมอว่าให้ เราอยู่กับปัจจุบัน การดึงสติตรงนั้นจะช่วยให้ฉันหยุดคิดน้อยใจเรื่องอดีตอันขมขื่นและโฟกัสเป้าหมายตรงหน้า ฉันจะมีความหวังและมั่นใจว่าฉันจะทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ