พระโพธิสัตว์

เรามีคติเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ว่า เป็นผู้ที่มีความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า  ในแง่ของการช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์ ให้ถึงนิพพาน บางคติกล่าวว่า ยอมเป็นผู้เข้านิพพานคนสุดท้ายหลังจากขนคนเข้านิพพานหมดสิ้นแล้ว อันนี้แสดงถึงความมีเมตตาอันสูงมาก ผิดวิสัยปกติมนุษย์ธรรมดาทั่วไป  เมตตาไม่มีประมาณ ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ หรือมิตรศัตรู ปราศจากอคติใดๆ  โพธิสัตว์  ก็หมายถึงร่มโพธิ์ของสรรพสัตว์ พระ ก็แปลว่า ประเสริฐ

คติความเชื่อเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรเพื่อจะเป็นพระโพธิสัตวเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  ต้องใช้เวลาบำเพ็ญการช่วยเหลือผู้อื่นหลายภพหลายชาติมากมายมากๆ  กล่าวกันเป็นหน่วยนับโบราณ เรียกว่าอสงไขยมหากัป   ซึ่งเป็นจำนวนนับที่แทบจะประมาณไม่ได้   อสงไขยบางที่ว่านับเป็นจำนวนปี คือเลขหนึ่งตามด้วยศูนย์ 140 ตัว มันกี่ล้านๆ ผมไม่อยากจะนับให้มึนหัว   ส่วนมหากัปป์ กล่าวกันว่าคือเวลานับที่จักรวาลเกิดจากบิ๊กแบงค์ ไปจนจักรวาลหดตัวล่มสลายหายไปด้วยบิ๊กครั้นช์  นั่นคือหนึ่งมหากัป ซึ่งก็มหานานอีกนั่นแหละ  และการบำเพ็ญมิใช่อสงไขยเดียว อาจจะ 4, 8 หรือ 16  อสงไขยมหากัป แล้วแต่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าที่มีพุทธิจริตด้านไหน   

สรุปโดยรวมว่า โพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญเวียนว่ายตายเกิดเพื่อช่วยเหลือผุ้อื่นและเรียนรู้ทุกภพ  ไม่ว่าจะเป็นสุขคติภูมิ หรือ อบายภูมิ  เป็นเวลานานขนาดที่จักรวาลเกิดและดับไปเป็นล้านๆๆ (ไม่ยมก 140 ตัว) ครั้ง แล้วคูณด้วย 4 เท่า หรือ 8 เท่า หรือ 16 เท่าเข้าไปอีก...!!   เอาเป็นว่านานมาก  ถามว่านานแค่ไหน ตอบว่านานแค่มากก็แล้วกัน ... นานจนไม่รู้จะอุทานด้วยคำไหน

ทีนี้เรามามองภพชาติปัจจุบันก็พอ เพื่อป้องกันสมองระเบิด  ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ คือผู้ที่มีเมตตา คอยช่วยเหลือคนอื่น ไม่ว่าจะแง่ไหน และคุณสมบัติหรือคุณธรรมของโพธิสัตว์ ตามที่ผมได้ทราบจากหลวงพ่อพุทธทาส (ที่ผมนับเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง)   นอกเหนือจากความเมตาแล้วมีอะไรบ้าง  เป็นจุดที่เราสามารถสังเกตได้ว่า อ้อ ผู้นี้คือโพธิสัตว์


คุณธรรมของโพธิสัตว์  = สุทธิ / ปัญญา / เมตตา / ขันตี

สุทธิ คือความบริสุทธิ์ของใจ  ปราศจาก อคติ ไม่ลำเอียงด้วยอารมณ์ ไม่หลงในโลกธรรม คือ ผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่นไม่มีเจตนาเคลือบแฝง ด้วยหวัง ลาภ การสรรเสริญเยินยอ  หรือยศตำแหน่งใดๆ  คือไม่หวังผลตอบแทนแม้คำขอบคุณ สุทธินี้รวมไปถึงจิตบริสุทธิ์ การไม่มีอัตตา ถือตัวถือตนด้วย

ปัญญา คือความรอบรู้ ผู้ที่หวังช่วยเหลือผู้อื่นต้องมีความรู้ชนิดที่รู้รอบ รู้ลึก รู้จริง รู้กว้าง และรู้หลายมิติ เพราะการช่วยเหลือคนแม้เจตนาดี แต่หากขาดองค์ความรู้ก็อาจทำให้เขาเกิดอันตรายได้ เช่น แพทย์ที่มีเจตนาดีแต่รักษาพลาดเพราะขาดความรู้ หรือรู้ไม่จริง  โพธิสัตว์จึงต้องเป็นผู้ไฝ่รู้ อยู่เสมอ และเป็นผู้ที่มีความคิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งด้วย (โยนิโสมนสิการ)

เมตตา อันนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก  โพธิสัตว์มีเมตตาสูงจนน่าแปลกใจ  คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง อาจถึงขั้นสละชีวิตตนเพื่อปกป้องคนอื่นได้ แล้วแต่ว่าพลังเมตตาจะมีมากในระดับไหน

ขันตี คือความอดกลั้น (ขันตี เขียนถูกแล้ว) การช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมมีแรงเสียดทานจากผู้ที่ไม่เข้าใจ,  ผู้ไม่เห็นด้วย,  ผู้ที่ตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามเพราะเสียประโยชน์,  หรือผู้อิจฉาริษยาอย่างไม่มีเหตุผล กลัวจะเกินหน้าเกินตา เป็นธรรมดาโลก ยิ่งช่วยมากยิ่งเจอมาก.... โพธิสัตว์จึงต้องมีความอดกลั้นต่อแรงเสียดทานสูงเป็นเงาตามตัวของความเมตตา แต่ความอดกลั้นจะสัมพันธ์กับปัญญาและความบริสุทธิ์ใจ  คืออดกลั้นบนความเข้าใจและปล่อยวาง  และเชื่อว่าอุปสรรคและศัตรูเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้เราเก่งยิ่งๆ ขึ้นไป

มีคุณธรรมครบทั้ง 4 จึงได้ชื่อว่า เป็นโพธิสัตว์

ถ้าเราเปิดใจมอง เราจะพบผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ได้ไม่ยาก  ที่เห็นก็มีพ่อหลวงเป็นต้นแบบที่ชัดเจน คุณธรรมครบทั้ง 4  เห็นได้โดยไม่ต้องพิจารณาวิเคราะห์  การมีโพธิสัตว์คนหนึ่ง ย่อมเป็นร่มโพธิ์ให้ความเย็นกาย เย็นใจกับคนหมู่มาก ดังที่เราได้รับ   โลกต้องการโพธิสัตว์ครับ หากขาดบุคคลแบบนี้ โลกคงร้อนขึ้นเรื่อยๆ อยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นเมื่อเราพบคนที่มีคุณธรรมแบบโพธิสัตว์สักคนหนึ่ง  เราควรติดตาม ไปอยู่ใกล้ ไปเรียนรู้ และอาจช่วยเหลือสนับสนุนเขาในทางใดทางหนึ่ง หรือจะให้ดีกว่านั้น เราก็พยายามเพาะปลูกคุณธรรมของโพธิสัตว์ทั้ง 4 ขึ้นมาในจิตใจของเราเอง  อันนี้ประเสริฐสุด เริ่มจากเป็นโพธิสัตว์น้อยๆ ก่อนก็ได้  แม้ว่าเราจะไม่ได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า แต่เป็นร่มโพธิ์น้อยๆ กับคนอยู่ใกล้ๆ ก็ยังดี  ความดีทำไปเถอะ ทำแล้วสุดท้ายก็ได้กับตัวเราเอง มันเป็นความสุขร่มเย็นในจิตใจ เป็นคุณค่าที่ประมาณไม่ได้ จะมีชื่อเสียงดังไปถึงดาวอังคาร หรือมีเงินแสนล้านก็ซื้อหาความสุขชนิดนี้ไม่ได้ครับ

เราเกิดมาก็เพื่อความสุข ไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งอื่น เมื่อเราพบคนมีคุณธรรม เราก็มีความสุข  เรามีคุณธรรมเองก็ยิ่งมีความสุข  ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอย่างอื่นนอกจากความสุข สิ่งอื่นเป็นมายาทั้งสิ้น   ผมเองก็พยายามเพาะปลูกความเป็นโพธิสัตว์ขึ้นในจิตให้เติบโตขึ้นทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี  ไม่ได้หวังเป็นพระพุทธเจ้า แต่ปรารถนาให้เพื่อนมนุษย์พ้นทุกข์และพบความสุขยิ่งๆ ขึ้น  ช่วยตามอัตภาพที่เราทำได้  คอยขจัดกิเลสที่จะรบกวน บดบัง ทำให้จิตขาดความบริสุทธิ์  อดกลั้นต่อแรงเสียดทานทั้งภายนอก และภายในใจเราเอง และหมั่นเพาะปัญญาไว้เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยเหลือคนอื่นให้ดียิ่งๆ ขึ้น   สุดท้ายทำแล้วก็ได้กับตัวเองครับ ได้โดยอัตโนมัติไม่ต้องคาดหวังเลย  เก่งขึ้น สุขขึ้น สมกับสุภาษิตพื้นๆ ว่า ทำดีได้ดี  มันเป็นความสุขสูงสุดของชีวิตที่ไม่มีคำบรรยายใดๆ จะมาพรรณนาให้ทราบได้  นอกจากจะสัมผัสเอง (ปัจจัตตัง)

อีกอย่างที่มันแปลก คือเราค่อยๆ หมดความคาดหวังในโลกธรรม อันเป็นมายาของ ความโลภในความร่ำรวย  ชื่อเสียง ตำแหน่ง ไปได้เอง จากการเพาะปลูกคุณธรรมของพระโพธิสตว์ นี้  อาจเพราะเป็นความสุขที่เหนือยิ่งกว่า และเราก็เห็นโทษของโลกธรรมที่มันมีแล้วก็เสื่อม   การยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้น เป็นความสุขที่สูงที่สุด มีคุณค่าที่สุด ...ตั้งใจทำมา 9 ปี แล้วรู้สึกว่าใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้วที่ได้เกิดมาเป็นคนกระจอกๆ คนหนึ่ง จากที่คิดเพียงว่า เกิดมาแล้วช่วยได้สักคนก็ดีมากแล้ว หนึ่งช่วยหนึ่ง ช่วยต่อๆ ไปก็ไม่มีวันหมด ...แต่ถึงวันนี้ก็ช่วยไปเป็นร้อยแล้วในฐานะอาจารย์ เปลี่ยนชีวิตคนให้มีความสุขมากขึ้นได้  ตายตาหลับแน่ๆ  และพร้อมตายทุกเมื่อครับ  

สุดท้ายขอชื่นชม และส่งมอบกำลังใจให้โพธิสัตว์ และผู้ที่บำเพ็ญเพาะปลูกคุณธรรมในจิตใจ ให้มีความอดกลั้นต่อสิ่งเร้าและแรงเสียดทาน มุ่งหน้ากระทำความดีต่อไปตามปณิธานของท่าน สิ่งที่กระทำเป็นความประเสริฐสุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้  ไม่มีอะไรประเสริฐกว่านี้แล้วครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธรรมะ 4.0



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ความสุขจากการให้ คือปัจจัยชี้บอก ใช่ไหมครับอาจารย์…

ใช่ครับ สุขจากการให้ มากมายจริงๆ เป็นปัจจัยชี้บอก และเมื่อเพาะคุณธรรมอื่น อีก 3 คุณธรรม ขึ้นมาประกอบด้วย การให้จึงจะสมบูรณ์ ความสุขจะเพิ่มมากขึ้นอีก สุขได้ตลอด ทุกข์เกิดได้ยาก เพราะเราคอยระวังจิตเป็นอกุศล และคอยพัฒนาความรู้ครับ