ในโอกาสที่ผมเดินทางไปประชุมตามสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา ผมพบสิ่งที่คล้ายกันอยู่อย่างหนึ่ง คือวิสัยทัศน์ของสถาบันที่จะต้องทำงานเพื่อชุมชน หรือร่วมกับชุมชน หรือมีชุมชนเป็นเป้าหมาย แทบจะทุกสถาบัน

 

และชุมชนมีความต้องการความรู้ทางวิชาการอย่างมาก เกษตรกรไทยและชาวบ้านในชนบทไทย อยู่ในสภาพความรู้ไม่พอใช้ ทนอยู่กับความไม่รู้ ลำบากลำบน ทนทุกข์ทรมานอยู่กับทรัพยากรที่เสื่อมโทรม ความรู้ที่เสื่อมโทรม สังคมที่เสื่อมโทรม และวิถีชีวิตที่เสื่อมโทรม อย่างน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง

 

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ใจดีเหลือเกิน อุตส่าห์เขียนคำขวัญว่า มหาวิทยาลัยจะทำงานเพื่อชุมชน ดังกล่าวข้างต้น

 

แต่ทำไม ในโลกแห่งความเป็นจริง แทบจะหาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาทำงานร่วมกับชุมชนไม่ได้เลย

 

ผมพยายามหาสาเหตุ ความเป็นมา ที่อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ค่อยทำงานกับชุมชน ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้

 
  1. อาจารย์ส่วนหนึ่งมีภาระงานสอนมาก จนแทบไม่มีเวลาปลีกตัวออกจากห้องสอน เพื่อไปทำงานนอกสถาบัน
  2. อาจารย์ที่พอมีเวลา มักจะมีความรู้ไม่ครอบคลุมพอที่จะคุยกับชุมชนรู้เรื่อง เพราะถนัดด้านใดด้านหนึ่งลึก ๆ เพียงด้านเดียว พอชาวบ้านถามนอกประเด็นนิดเดียวก็ตอบไม่ได้แล้ว ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่อยากคุย และไม่อยากสัมผัสกับชาวบ้านอีกต่อไป
  3. อาจารย์บางท่านมีความหยิ่งทะนงในความรู้ของตนเอง ว่าดีเลิศ ถ้าใครอยากจะได้ต้องมาขอเอา ไม่ใช่จะเอาไปให้ใครได้ง่ายๆ เรียกว่า ต้องการสร้างคุณค่าให้แก่ตนเอง โดยให้คนมาง้อ
  4. อาจารย์บางท่านขาดความสามารถในการสื่อกับชาวบ้าน ทำให้คุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจปัญหาของชุมชน ทำให้รู้สึกว่า การทำงานกับชุมชนไม่มีประโยชน์ สู้มานั่งเขียนตำรา ขอตำแหน่ง ได้ประโยชน์กว่า
  5. อาจารย์บางท่าน เน้นประโยชน์ทางการเงินมากกว่าการทำงานให้กับชุมชน โดยการทำงานแบบที่ปรึกษาที่ได้ผลประโยชน์มากกว่า ที่จะทำงานให้กับชุมชน ที่ไม่ได้ผลตอบแทนทางการเงินและยังอาจจะต้องเสียเงินไปช่วยชาวบ้านอีกด้วย
  6. อาจารย์บางท่าน ไม่กล้ายอมรับข้อด้อยของตนเอง คิดว่าตนเองเก่ง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับชาวบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงชาวบ้านก็มีจุดเด่นหลายๆ เรื่องกว่านักวิชาการในมหาวิทยาลัย ทำให้เขายอมรับไม่ได้ ที่ชาวบ้านจะเก่งกว่าตนเองในเรื่องหนึ่งเรื่องใด จึงไม่มีความสุขกับการทำงานกับชาวบ้าน
  7. อาจารย์บางท่านไม่มีความพร้อมที่จะเสียสละทำงานให้กับชุมชน ไม่เตรียมตัวเองทั้งในเชิงความรู้และทรัพยากรที่จะไปทำงานร่วมกับชุมชน ที่ต้องมีความอ่อนตัว ทำงานได้ทุกเวลาและสถานที่ โดยไม่ติดกรอบระบบราชการ
  8. และมีอาจารย์อีกจำนวนมากที่ติดกรอบ ระเบียบ การเดินทาง และการเงินของระบบราชการ ที่ทำให้ไม่มีความคล่องตัวพอที่จะทำงานกับชุมชน ที่ไม่มีระบบแบบเดียวกับระบบราชการ
  9. ฯลฯ

ใครอยากเพิ่มเติมประเด็นไหนอีกกี่ข้อ เชิญเลยครับ

ขอขอบคุณล่วงหน้า..