GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในการออกเสียงภาษาอังกฤษ (4)

พบกันอีกครั้ง เกี่ยวกับการออกเสียงภาษาอังกฤษ เรื่อง การย่อคำ (Contraction)

สิ่งที่นักเรียนต้องเรียนรู้ในการออกเสียงภาษาอังกฤษ 

What a student needs to know in English pronunciation.

ผลการวิจัยด้านการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (EFL)  บ่งชี้ว่า  ปัญหาใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของนักเรียนคือ...การออกเสียง

ด้วยเหตุนี้...ทำให้นักเรียนจำนวนมากไม่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารด้วยภาษาพูด 

ทั้งนี้เพราะ...การออกเสียง..คือ..วิญญาณของการสนทนา  (Pronunciation is the soul of Conversation.) 

ครูอ้อยได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับการสอนการออกเสียงเมื่อคราวที่แล้วชื่อบันทึก  คือ   สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในการออกเสียงภาษาอังกฤษ (3) ซึ่งได้กล่าวถึง...การลงเสียงในพยางค์
แต่หรับในตอนนี้  เป็นบันทึก  เกี่ยวกับการย่อคำ  ซึ่งมีรายลเอียด  ดังนี้
6.  การย่อคำ (Contraction)  และการรวบคำ  (Reduction)  ภาษาเขียน  กับ  ภาษาพูดนั้นต่างกันมาก 
ในภาษาพูดตามธรรมชาติ  คนเรามักจะพูดเร็ว  ดังนั้นจึงมีการย่อคำ  หรือ  รวบคำให้สั้นลง  บางที่ไม่ออกเสียงนั้นเลย  คำที่ถูกย่น หรือย่อลงไปนั้น  เป็น Structure Word 
เช่น  I am  =  I'm 
He had  =  He'd  เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม  Structure Word ก็มีโอกาสจะเป็นได้ทั้ง  Strong Form และ weak Form  ถ้าผู้พูดมีความประสงค์  เช่นนั้น  โดยมีกฏอยู่ว่า
1.  สระในคำไวยากรณ์  จะเป็น Strong Form เมื่อ 
     -  อยู่ท้ายประโยค  เช่น
        Yes , I do.
        I can't stop smoking now, but I've tried to.
     -  ใช้เพื่อ  การเน้นย้ำ  เช่น
        A  :  I don't want this one.
        B  :  Which one do you want ?
     -  ใช้เพื่อชี้ความแตกต่างให้ชัดเจน  เช่น
        My name 's Pawina.  What ' s your name?
2.  เมื่อสระ  Weak Form  ขึ้นต้นด้วย  " h "  เสียง  " h "  ข้างหน้ามักจะหายไป  เช่น  Give (h)er the money.
3.  ในภาษาพูดตามธรรมชาติ  กริยาช่วย (Auxiliary Verb)  สามารถลดเสียงลงได้หากไม่ต้องการเน้น  เช่น
     You're = You're ,  She would = She'd
4.  พยางค์ที่ถูกลดเสียงลงเป็น weak form  บางครั้งจะไม่ออกเสียงเลย  เช่น  diff(e)rent , veg(e)table
5.  เสียงพยัญชนะ  อาจเปลี่ยนแปลง  หรือ หายไปได้ในกลุ่มอักษรที่ซ้อนกันหลายตัว  เช่น
     -  เสียง " t" กับ " d "  มักจะหายไป  เมื่ออยู่ตรงกลางระหว่างพยัญชนะอื่น  เช่น  ac(t)s  soun(d)s
     -  บางครั้งผู้พูดจะลดเสียงลง  หรือแทนคำด้วยเสียงหยุด  (Glottal Stop)  ข้างหน้า " p "  หรือ  " b "  เช่น  That(t)  book, goo(d)  point
     -  เสียง  " n " มักมีเสียงคล้าย   " m   เมื่ออยู่ข้างหน้า " p " และ " b "  เช่น  He can pay.  เป็น  He cam pay.
วันนี้คงจะเท่านี้ก่อนนะคะ  มากกว่านี้  อาจจะสับสน
พบกันใหม่  บันทึกต่อไป...การเชื่อมคำ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 66364
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

Thank you for your information.

You're welcome  .... Phatcharapan [IP: 110.49.160.10]