ครั้งที่แล้วผมทิ้งท้ายไว้ว่า คุณมาร์ตินบอกว่าการที่เขาไปทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ นั้นเขารู้สึกว่าเขาทรยศต่อตัวเองมากที่สุด ทำไมเขาถึงคิดเช่นนั้น          

        มาร์ติน เคยตั้งใจไว้ว่า เขาจะไม่ทำงาน ที่ต้องผูกเนคไท และหิ้วกระเป๋าเอกสาร อย่างเด็ดขาด แต่เมื่อครั้งที่เขาต้องมาเป็นครูสอนภาษาในครั้งนั้น เขาต้องแต่งตังเรียบร้อย ผูกเนคไท หิ้วกระเป๋าเอกสาร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากทำทั้งสิ้น เขาจึงคิดว่า เขาทรยศต่อตัวเอง อีกประเด็นหนึ่งคือการเป็นครูสอนภาษานั้น มาร์ตินมองว่าเขาเอาเปรียบเพราะการเป็นครูสอนภาษาครั้งนั้นเขาได้รับเงินเดือนละ 30,000 บาท เขาเกิดความละอายใจ เพราะว่าเขาเองไม่ได้มีทักษะการเป็นครูเลย ทำงานก็ทำไม่มาก แค่พูดๆๆเด็กก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง พอหมดชั่วโมงก็เดินออกไป  แต่พอคนไทยเห็นว่าเขาเป็นฝรั่งก็คิดว่าเขาต้องสอนภาษาได้ ก็เลยจ้างให้เขาเป็นครูสอนภาษา  เขายังบอกอีกว่าฝรั่งที่มาเป็นครูสอนสอนภาษาอังกฤษบางคนก็ไม่ใช่คนอังกฤษเลย เพราะบางคนสอนภาษาอังกฤษ แต่พูดกับเขาเองที่เป็นคนอังกฤษ ฟังยังไม่รู้เรื่องเลย แต่คนไทยก็ยกย่อง เห็นว่าเป็นฝรั่งแล้วต้องพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคน           

        ทุกครั้งที่เขารับเงินเดือนเขารู้สึกไม่สบายใจ บางทีคิดจนปวดหัว เครียด กินเหล้า จน ทำอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะได้เงินมามาก แต่เขาทำงานไม่คุ้มกับค่าเงิน ได้เงินมาก็ใช้ไม่เป็นประโยชน์ เขาชอบที่จะทำงานอย่างเต็มที่ อย่างเช่น จ้าง 100 บาท ให้ขนอิฐ จำนวน 100 ก้อน เขาก็พอใจ เพราะว่าได้ทำงานคุ้มค่ากับเงินที่ได้รับ แต่ไม่ได้คิดว่าเงินที่ได้มานั้นคุ้มกับแรงที่เขาลงไปหรือเปล่า            

       จากความคิดดังกล่าวของเขา จึงทำให้เขาคิดว่า งานที่ทำอยู่นั้นไม่มีความสุขสำหรับเขาเลย ถึงแม้จะได้เงินมากมาย เขารู้สึกละอายใจ  เพราะเขารู้ดีว่าตัวเขาเองไม่ได้สอนให้เด็กได้เก่งเรื่องภาษาขึ้นมาเลย  เหมือนกับเป็นการหลอกคนอื่น ซึ่งหากเขาไม่พูดก็ไม่มีใครรู้  ถึงอย่างไร เขาก็รู้ได้ด้วยตัวเอง

          จากการคุยกันในครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า มาร์ติน คือผู้ที่มีความพอพียง รู้จักพึงพอใจในความเป็นอยู่ของตนเอง ไม่ยึดติดอยู่กับวัตถุ ที่สำคัญ มาร์ตินเป็นผู้ที่มีคุณธรรม อย่างเปี่ยมล้น และยังเป็น นักจัดการความรู้ ที่เนียนไปกับการใช้ชีวิต ตังจริง ครับ

                   มาร์ติน ทนทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ อยู่ได้ 10 เดือน จนเมื่อได้พบภรรยา และภรรยา ทั้งครรภ์ ลูกคนแรก เขาคิดแล้วว่า เขาต้องทำอะไรให้มากกว่านี้ เพราะต่อจากนี้ไปเขาไม่ใช่คนตัวคนเดียวเหมือนแต่ก่อนแล้ว เมื่อก่อนถ้าไม่มีกินก็เป็นเฉพาะเขาคนเดียว แต่เมื่อมีภรรยา มีลูก เขาก็ต้องรับผิดชอบ  จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาได้ไปเที่ยวบ้านภรรยา ที่หมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภออุบลรัตน์  จ.ขอนแก่น ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าบ้านนอก แต่สำหรับมาร์ตินแล้วเขาคิดว่าที่บ้านนอกนี่แหละเป็นสังคมที่น่าอยู่  หลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจ ไปอยู่บ้านของภรรยา ที่บ้านคำปลาหลาย อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น...... แล้วเขาอยู่ได้อย่างไร??????