#เพราะครูเพาะคน
"ประโยคนี้ถือเป็นคติประจำใจของนิสิตเรียนครูอย่างเรามาโดยตลอด ฟังแล้วรู้สึกมีพลังบวกให้กับเราได้เสมอ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นการบันทึกเรื่องราวของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูครั้งแรก เมื่อได้รับโจทย์จากอาจารย์มาเรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นการบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงของชีวิตนิสิตเรียนครูชั้นปีที่ 5 ของตัวเราเองทั้งในเรื่องของสิ่งที่ปฏิบัติ สิ่งที่ต้องแก้ไขปัญหา สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการฝึกวิชาให้แข็งแกร่งก่อนออกไปประกอบวิชาชีพครูจริงในอนาคต หวังว่าบันทึกนี้จะช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจและความตั้งใจที่จะเป็นแม่พิมพ์เบ้าใหม่ให้กับนิสิตเองและเพื่อนในโลกออนไลน์ที่มีโอกาสได้เข้ามาอ่านบันทึกฉบับสุขใจของเรานะคะ ^_^
ระยะเวลาเกือบสองเดือนที่เราได้เข้ามาสู่โลกอีกใบซึ่งรุ่นพี่เคยบอกเราว่านี่คือ "โลกของความเป็นจริง" โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ระยะทางไกลจากบ้านเกิดเราพอสมควร เราเลือกมาที่นี่เพราะอยากลองสิ่งใหม่ เรียนรู้สังคมใหม่เพื่อที่จะได้รับประสบการณ์นั้น เราสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมด 3 ห้อง ได้แก่ 1/1, 1/3 และ 1/8 และเป็นครูที่ปรึกษาของนักเรียนห้อง 1/9

ต้องยอมรับเลยว่าในช่วงแรกของการเปิดเทอมพลังแห่งความตั้งใจที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ รักในการเรียนรู้และมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์นั้นสูงมากพยามยามนำทฤษฎี หลักการ วิธีการสอนต่างๆที่เรียนมา มาปรับใช้ให้ได้มากที่สุดพร้อมเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่พอมาสักระยะหนึ่งพลังของเรากลับลดลงซึ่งเป็นเพราะตัวเองที่ยังปรับตัวไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เราต้องพัฒนา เด็กๆทั้งสามห้องมีความแตกต่างกันพอสมควรซึ่งเป็นปกติของทุกสิ่ง ที่ล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกัน บางห้องเราเข้าไปแทบจะไม่ต้องจัดระเบียบความเรียบร้อย เด็กๆสนใจในกิจกรรม พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา แต่บางห้องเรามีต้องเทคนิคเพิ่มเติมที่มากกว่าห้องอื่นๆ ให้เขาสนใจในสิ่งที่เราให้เขาทำหรือร่วมกิจกรรมกับเราให้ได้มากที่สุด เพราะเราไม่ต้องการเด็กแค่ 80% แต่อีก 20% ไม่ได้เดินทางไปพร้อมกับเพื่อนๆ อยากให้ครบ 100% ในทุกๆคาบให้เขาเดินไปพร้อมกันในการเรียนรู้ ในการทำกิจกรรม ถึงแม้บางครั้งอาจจะเป็นไปไม่ได้แต่เราเชื่อว่า 100% ที่เด็กได้เรียนรู้ไปพร้อมกันสามารถเกิดขึ้นได้ค่ะ
#เด็กชายสามคนผู้นั่งหลังห้อง จากประโยคดังกล่าวคือโจทย์ที่เราได้รับจากเด็กๆห้องนึง ช่วงแรกของการเรียนเขาแทบจะไม่สนใจเราเลย ไม่ร่วมกิจกรรม ทั้งๆที่คนอื่นสนใจและทำกิจกรรมนั้น เราเฝ้าสังเกตพฤติกรรมนั้นเรื่อยๆว่าเป็นเพราะอะไร และแล้วเราก็ได้พบวิธีการบางอย่างซึ่งช่วงแรกเราอาจลืมละเลยในส่วนนี้ นั่นคือการใส่ใจ สนใจนักเรียนทุกๆคนไม่ว่าจะนั่งบริเวณใดของห้อง เราพยายามเข้าไปหา พูดคุยถึงกิจกรรม แบบฝึกหัดว่า "ทำถึงไหนแล้วคะ" "มีส่วนไหนที่อยากให้ครูแนะนำไหมคะ" พร้อมกับการให้กำลังใจในการทำงาน พยายามใช้การสื่อสารทางบวกให้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ดีมากๆ เพราะในช่วงระยะนี้เด็กทั้งสามคนมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นเรื่อยๆ สนใจที่จะทำงาน เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมกับประโยคที่จะเข้ามาถามเราเสมอเมื่อเรียนคือ "ครูเอื้องครับส่วนนี้ผมทำถูกไหม ตรงนี้ทำไม่ได้ครูอธิบายให้ฟังใหม่หน่อยครับ" "ครูครับผมมีงานที่ยังไม่ได้ส่งไหมครับ" ได้ยินประโยคเหล่านี้ทำให้เรายิ้มกว้างแทบไม่อยากหยุดยิ้มเลยล่ะ
#อุปกรณ์แสนสนุก เชื่อว่าหลายคงเจอสถานการณ์แบบนี้บางอย่างเราอาจจะไม่มีอุปกรณ์ที่ครบ ที่จะให้เด็กได้ทดลองในบางเรื่อง แต่สิ่งนี้แหละทำให้เราเองต้องหาวิธีการต่างๆ เพื่อมาแก้ปัญหาหรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้มีความเหมาะสม เราเป็นคนนึงที่เจอสถานการณ์นี้แต่กลับสร้างภูมิคุ้มกันให้เรา ตอนนี้อาจจะไม่มากแต่เราเชื่อว่ามันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับแผนการจัดการเรียนรู้บางอย่างเขียนไปอาจใช้ไม่ได้กับห้องเรียนบางห้อง เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องพัฒนาและหาวิธีการที่เหมาะกับเด็กๆในห้องนั้นมากที่สุด


<p></p>
#เด็กๆกับความมีน้ำใจ ในแต่ละคาบเราค่อนข้างที่จะมีอุปกรณ์เยอะพอสมควร ฮ่าๆ ซึ่งบางครั้งต้องกลับมาเอาที่ห้องหมวดสองรอบ แต่เราก็ได้เด็กๆนี่แหละที่มาคอยช่วยเหลือ มาถือของช่วยเสมอๆเลย ช่วงแรกเราคิดว่าอาจเป็นเพราะเราเรียกเขาให้มาถือของหรือรับสมุด แต่พอผ่านไปสักระยะเราแทบที่จะไม่ต้องบอก จะมีเด็กๆเดินมาที่ห้องหมวดพร้อมกับมาช่วยถือของ ถือลำโพงบ้าง ถือใบกิจกรรมบ้าง พร้อมกับเดินมาส่งตอนเรียนเสร็จหรือแม้กระทั่งเขาเห็นเราสอนห้องอื่นๆที่ไม่ใช่ห้องตัวเองเดินมาเจอ พร้อมกับประโยคที่ว่า "ครูเอื้องมีคนถือของช่วยแล้วยังคะ หนูจะรอครูตรงนี้นะคะ" โอ้โหหัวใจพองโตเลยทีเดียว จากภาพด้านล่างคือบางส่วนของเด็กที่มาช่วยถือของ บันทึกครั้งหน้าจะได้พบกับเด็กๆอีกหลายคนค่ะ

#พลังบวกทางใจจากเด็กๆ อย่างที่กล่าวจากข้างต้นว่าทุกคนล้วนมีความแตกต่างกัน ฉะนั้นโจทย์ของเราที่ยังต้องพัฒนาอยู่นั่นคือการเข้าใจธรรมชาติของเด็กๆให้มากขึ้น พยายามทำให้เขาอยากที่จะเรียนรู้และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปพร้อมกับเรา ทุกสัปดาห์ของการสอนมีกิจกรรมเยอะมากมาย ไม่ใช่แค่งานสอน ยอมรับว่าเหนื่อยมากๆกลับมาบ้านพักมาแทบจะไม่อยากทำอะไร แต่พอมองย้อนกลับไปที่เด็กๆกลับทำให้มีพลังบวกมากขึ้น อย่างที่เขาพูดกันว่า ทุกคนสามารถท้อได้แต่ไม่ควรที่จะถอย จงอย่าลืมหน้าที่ของตนและทำให้ดีที่สุด


สุดท้ายนี้ต้องขอบพระคุณอาจารย์ฤทธิไกร ไชยงาม สำหรับการนิเทศก์ครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา ทุกๆคำแนะนำจะนำปรับใช้และพัฒนาต่อไปค่ะ
แล้วพบกับบันทึกฉบับสุขใจของการผึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสัปดาห์หน้า เราจะมาบันทึกแบบนี้เรื่อยๆในทุกสัปดาห์ รับรองว่ามีเรื่องให้ติดตามแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายสามคนผู้นั่งหลังห้อง หรือ เด็กชายผู้ชอบขับรถเวลาเรียน ซึ่งหัวข้อนี้ในสัปดาห์หน้าจะมาเล่าให้ฟังค่ะ
ขอบคุณและสวัสดีค่ะ
06 07 2562
เขียนได้ดีมาก ๆ ครับ อาจารย์อ่านแล้วเห็นความรู้สึกและความภูมิใจชัดมาก ๆ …. มีแก้ไขเพียงุดเดียวครับ คือการใช้ไม้ยมก ซึ่งอาจารย์ก็ใช้ผิดบ่อย ๆ เหมือนกัน ที่ถูกคือ ต้องวรรคทั้งหน้าและหลังไม้ยมก เช่น “ต่าง ๆ “ แต่คนทั่วไปมักใช้ วรรคเฉพาะหลังเป็น “ต่างๆ “ อาจารย์แนะนำว่า ให้ใช้ให้ถูกต้องเลยครับ