หนังสือ Leadershift : The 11 Essential Changes Every Leader Must Embrace (2019) (1) โดย John C. Maxwell บอกว่าในยุคปัจจุบัน การใช้ภาวะผู้นำต้องเปลี่ยนไป จาก D (Directing) สู่ C (Connecting) และผมขอเติม E (Empowering) ด้วย
ต้องไม่หมกมุ่นอยู่แค่ Goal Mindset แต่มุ่งไปถึง Growth Mindset ซึ่งหมายถึงการเติบโตระยะยาว ทั้งขององค์กร ของพนักงาน และของตนเอง การเติบโตของพนักงานและของตนเองต้องไปให้ถึง deep personal growth, moral authority, และ true calling in life
ทำให้ผมนึกถึง “เสียงเพรียกจากพงไพร” สมัยผมอายุ ๓๕ ไปทำงานด้านบริหารมหาวิทยาลัยอยู่ ๓ ปี มี เสียงเรียกจากภายใน (calling in life) ให้หวนกลับไปทำงานวิชาการ ทำให้ชีวิตผมดำเนินมาในเส้นทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่ได้ยินเสียงเรียกจากภายใน
ผู้นำที่ดี คือผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลง
ผมมีความเชื่อส่วนตนรุนแรง ว่าผู้บริหารที่ใช้ตำแหน่งเป็นบันไดไต่เต้าส่วนตน ไม่ใช่คนดี แต่ก็เห็นดาดดื่นในสังคมไทย
เขาบอกว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่มีลักษณะ (๑) หนุนให้ทุกคนได้มีโอกาสฉายแวว ไม่ใช่เอาเด่นเฉพาะตน คล้ายบทบาทของนายวงออร์เคสตร้า (๒) มุ่งเป้าท้าทาย ไม่ใช่แค่เป้าธรรมดาๆ (๓) ไม่มุ่งไต่บันไดด้วยตนเอง แต่มุ่งสร้างบันไดให้เพื่อนร่วมงานไต่ (๔) ไม่สั่งการ (direct) แต่ครองใจคน (connect) (๕) ให้คุณค่าความแตกต่างหลากหลาย (๖) ครองใจ ด้วยคุณธรรม ไม่ใช่ครองอำนาจ (๖) เคลื่อนจากประกอบอาชีพ สู่ ทำด้วยศรัทธาที่ขับดันจากภายใน
แต่หนังสือ Leadership is Half the Story : A Fresh Look at Fellowship, Leadership and Collaboration (2015) (2) เขียนโดย Marc Hurwitz และ Samantha Hurwitz บอกว่า ผู้นำต้องใช้พลังสอง คือพลังภาวะผู้นำ กับพลังภาวะผู้ตาม จึงจะบรรลุความสำเร็จยิ่งใหญ่ ภาวะผู้นำที่ใช้ได้ผลในสมัยนี้กับเมื่อ ๓๐ ปีก่อนต่างกันมาก คือสมัยก่อนเชื่อว่าความสำเร็จมาจากความสามารถส่วนบุคคล แต่ปัจจุบันเน้นการทำงานเป็นทีม
มีงานวิจัยค้นพบว่า ในช่วงทศวรรษ 1980s ผลงานเพียงร้อยละ ๒๐ เกิดจากทีม แต่ในช่วงทศวรรษที่ 2010s ตัวเลขนี้เท่ากับ ๘๐ ในสภาพปัจจุบัน ทักษะสำคัญของผู้นำคือ มนุษยสัมพันธ์ (interpersonal skills) และทักษะการทำงานที่สำคัญคือ การเป็นหุ้นส่วนสร้างสรรค์ (generative partnership) ซึ่งหมายถึงเป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม หรือผลัดกันเป็นผู้นำ (leadership) ผลัดกันเป็นผู้ตาม (followership)
อ่านหนังสือแล้วผมตีความว่า followership ทำหน้าที่ดำเนินการสู่เป้าหมาย ในขณะที่ leadership ทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย ที่สำคัญคือเขาบอกว่า มีผลงานวิจัยบอกว่า follower ที่ยิ่งใหญ่ ก้าวหน้าเร็วกว่า เงินเดือนสูงกว่า และทำประโยชน์แก่องค์กรมากกว่า
เขาบอกว่า ผู้นำที่แท้ต้องรู้จังหวะ ว่าเมื่อไรจะถอยออกมา ๑ ก้าว และให้โอกาสผู้อื่นนำ ซึ่งก็คือศิลปะในการทำงานเป็นทีมนั่นเอง
กลับไปที่ John C. Maxwell หนังสือ 5 Levels of Leadership : Proven Steps to Maximize Your Potential (2013) (3) ของเขา บอกว่า หัวใจสำคัญที่สุดของผู้นำคือ การเรียนรู้ และยกระดับภาวะผู้นำของตนขึ้นไป เขาแบ่งเป็น ๕ ขั้น
ขั้นที่หนึ่ง ฝึกทักษะมองอนาคต หรือวิสัยทัศน์ และการนำด้วยระบบคุณค่า
ขั้นที่สอง ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์ที่ได้รับความเชื่อถือ ไว้วางใจ
ขั้นที่สาม สร้างความสำเร็จ เพื่อใช้ต่อยอดความสำเร็จขั้นต่อไป โดยที่พนักงานมีศรัทธา
ขั้นที่สี่ พัฒนาบุคลากรทั่วทั้งทีม
ขั้นที่ห้า สร้าง “ผู้นำ” ทั่วทั้งองค์กร
ผมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับหนังสือทั้ง ๓ เล่มที่กล่าวถึง ส่วนที่ไม่เห็นด้วยคือ ผมเชื่อว่าสังคมต้องสร้างให้พลเมืองทุกคนเป็น “ผู้นำ” ตามแนวคิดของหนังสือเล่มที่สอง ว่า ทักษะภาวะผู้นำกับทักษะภาวะผู้ตามอยู่ด้วยกัน เสริมแรงซึ่งกันและกัน
วิจารณ์ พานิช
๓๐ พ.ค. ๖๒