ผมเคยปฏิเสธการสอบวัดและประเมินผลด้วยแบบทดสอบระดับชาติ ที่ออกแบบเครื่องมือมาจากส่วนกลาง ทดสอบในชั้น ป.๓ และ ป.๖
โรงเรียนทั่วประเทศทุกสังกัด สอบพร้อมกันหมด ไม่ว่าคุณจะเป็นโรงเรียนเล็กหรือใหญ่ มีครูมากน้อยแค่ไหน จะอยู่ชายแดนหรือในเมือง จะต้องสอบด้วยเครื่องมือเหมือนกันหมด..
เรื่องแบบนี้..ประเทศชั้นนำเขาไม่ทำกัน เพราะการสอบเป็นเรื่องของโรงเรียน ซึ่งมีความแตกต่างกันตามบริบท แต่ประเทศไทยทำจนชินชาและไม่มีอะไรดีขึ้น
มองให้ลึกซึ้ง “ตัวเลข”ของคุณภาพในระดับชาติ มิได้สูงขึ้นตามที่ควรจะเป็น ในทางกลับกัน ถ้าคิดให้ดีก็อาจมองได้ว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ไว้วางใจโรงเรียนเสียมากกว่า และเป็นนโยบายที่ต้องการบริหารงบประมาณด้วยเช่นกัน.
ถ้าจะมองกันในเชิงวิจัย..ก็น่าจะได้ข้อมูลที่มากพอสมควร ซึ่งจริงๆใช้วิธีสุ่มทดสอบเอาก็ได้ ไม่ต้องสิ้นเปลืองเวลาและเงินมากมายขนาดนี้
ผมเคยบ่น..แต่มาคิดอีกทีก็ไม่มีประโยชน์อันใด เป็นปัจจัยที่เราไปควบคุมไม่ได้ และไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องไปคิดคำนึง ใช้เวลาหมดไปกับการเตรียมตัวสอบจะดีเสียกว่า ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาวางแผนการเรียนการสอน..
ผมถือเป็น “ปีทอง”ของผม ในเมื่อโอเน็ต ป.๖ ก็สูง คือทำได้ตามเป้าหมายเป็นที่น่าพอใจ เมื่อแข่งกับตัวเองเพื่อเทียบเคียงกับปีที่ผ่านมา และทำได้สูงกว่าระดับประเทศ จะติดอันดับที่เท่าไหร่ของเขต ผมก็ไม่ได้สนใจ..
วันนี้ทราบผลการสอบ ป.๓ (NT) อีกหนึ่งชั้น ผลออกมาก็ถือว่าดีเกินคาด ตั้งเป้าหมายที่ค่าเฉลี่ยร้อยละ ๕๐ ในทุกวิชา แต่นักเรียนทำได้สูงกว่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ..ซึ่งปีนี้ระดับประเทศไม่สูงเท่าที่ควร..
ใครจะคิดอย่างไรผมไม่รู้ บางโรงอาจได้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ๑๐๐ ก็มีแต่นั่นไม่ใช่ของผม เพราะผมเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีข้อจำกัด แต่การที่ผมใช้คำว่า “ปีทอง”ก็เพราะโรงเรียนมีสิ่งดีๆเกิดขึ้น ทั้งผลสัมฤทธิ์และแหล่งเรียนรู้
หากคิดว่าปีการศึกษาในแต่ละปี เริ่มต้นนับที่เดือนพฤษภาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายน..แน่นอนมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ให้เป็นที่น่าภาคภูมิใจ ข้อสำคัญอย่าได้ไปเปรียบเทียบกับใคร แต่ต้องใช้เป็นบรรทัดฐานในการทำงาน..ในปีต่อไป
นึกย้อนไปเมื่อต้นปีการศึกษา ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา..ครู ป.๓ ที่มีประสบการณ์สอน ป.๓ มา ๘ ปี ผ่านการสอบระดับชาติ (NT) มา ๘ ครั้ง เริ่มออกอาการเหนื่อยล้าเต็มที...
ประเด็นก็คือ..ไม่อยากสอนแล้ว เพราะการสอนเพื่อการประเมินแบบนี้ มันกดดัน ครูต้องการสอนอย่างมีความสุข เด็กเรียนสนุกและได้ความรู้น่าจะดีกว่า..
ผมจึงต้องประคับประคอง นิเทศติดตามและช่วยเหลือ ด้วยการช่วยสอนเสริมพิเศษ เพื่อให้การจัดการศึกษาของโรงเรียนก้าวไปแบบตลอดรอดฝั่ง..
นักเรียนป.๓ รุ่นก่อน ก็ทำคะแนนสูงเหมือนกัน แต่รุ่นนั้นผมจำได้ว่าสอนตอนเย็นและเสริมให้วันเสาร์ แต่รุ่นนี้..เรียนกับ DLTV (ครูตู้) ช่วงบ่ายๆ ครูสอนการคิดวิเคราะห์จากแบบทดสอบ ส่วนการเรียนวันเสาร์ต้องงด เพราะครูไม่ไหวแล้ว..
ที่สุดแล้ว..ครูก็เป็นกังวลว่าผลการสอบจะตกต่ำ แต่ผมกลับมองตรงกันข้าม เพราะนักเรียนทุกคนอ่านคล่องเขียนคล่อง ต้องอ่านข้อสอบได้ มีอยู่ ๒ คนที่ย้ายมาจากโรงเรียนอื่น ซึ่งเรียนอ่อนกว่าเพื่อน แต่ก็อ่านได้
ทุกวันนี้..ที่เป็นปัญหาค่าเฉลี่ยในทุกสังกัดไม่สูงเท่าที่ควร เพราะมีเด็กที่อ่านไม่คล่องเป็นจำนวนมากต้องเข้าสอบ..ดังนั้น..ถ้าโรงเรียนต่างๆยังใจเย็นไม่เห็นความสำคัญของการอ่านในชั้น ป.๑ – ป.๓..ผลเสียจะไปปรากฏที่ ป.๖ อย่างชัดเจน
ผมบอกครู ป.๓ และสอนให้ดู เพื่อเน้นย้ำว่าข้อสอบไม่ได้ยากอย่างที่ครูคิด เป็นข้อสอบที่ทันสมัย เขาเน้นการอ่าน คิด วิเคราะห์ทุกวิชา ครูจะสอนเนื้อหาเอาแต่ความรู้ความจำคงไม่ได้..
ครูต้องสร้างโจทย์แบบที่มีสถานการณ์ ให้เด็กทำวันละ ๒ – ๓ ข้อก็พอ ผมรู้ว่าครูไม่ได้เรียนจบวัดผล แต่ครูก็มีแนวข้อสอบเก่า วิเคราะห์เอาก็ได้โดยดูตัวชี้วัดประกอบกันไป..
ป.๓...สอบ ๓ วิชาว่าด้วยวิชาความสามารถทางภาษา(ภาษาไทย) ความสามารถทางคำนวณ (คณิตศาสตร์) และความสามารถด้านเหตุผล (วิทยาศาสตร์) ครูต้องรู้หลักสูตรและเข้าใจธรรมชาติของข้อสอบเชิงวิเคราะห์
วิธีจะให้เด็กคุ้นชินกับบรรยากาศการสอบและรู้จักการแก้ปัญหา ครูก็ต้องสร้างแบบทดสอบจำลอง หรือข้อสอบเชิงบทบาทสมมุติ โดยล้อไปกับข้อสอบเก่าๆ เด็กจะได้ทั้งความรู้ ความคิดและการแก้ปัญหา
จริงๆแล้ว ผมอยากจะบอกว่าชั้น ป.๓ เรียนแค่ภาษา คำนวณ และเหตุผล ตลอดจนเสริมอังกฤษเข้าไปก็น่าจะเพียงพอ ต่อยอดได้ไปจนถึงมัธยม วิชาที่เหลือก็บูรณาการไปตามความเหมาะสม..แต่ทุกวันนี้เรียนกันให้ยุ่งไปหมด
นี่ก็คือ..แนวทางการทำงานวิชาการของผม..ที่ประสบความสำเร็จเชิงลึก ถึงขนาดที่ผมเรียกว่า”ปีทอง”เลยทีเดียว ยอมรับว่าเหนื่อยแต่ก็คุ้ม เพราะ “ความสำเร็จไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง”
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒