อาชญากรรมในคราบประชาธิปไตย

อาชญากรรมในคราบประชาธิปไตย

โดยสุรพงษ์ ชัยนาม

ท่ามกลางกระแสข่าวการเจรจาที่ล่มครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างฝ่ายต่างๆ เพื่อหาทางออกหรือยุติการประจันหน้าทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ของไทย นพดลปัทมะ ทนายหน้าหอของทักษิณ ชินวัตร ได้แสดงความเห็นกับสื่อมวลชนว่าแม้กระทั่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและที่สองต่างก็ยุติลงด้วยการเจรจา

น่าจะพออนุมานได้ว่า “ระบอบทักษิณ”อาจจะกำลังมองว่าการเจรจาจะสามารถยื้อเวลาต่ออายุให้กับตนเองออกไปได้แต่หากเราใช้สติและปัญญาพิเคราะห์ก็จะเห็นว่าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จและไร้สาระยิ่งไปกว่านั้น ยังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงตัวตนของระบอบทักษิณ”

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 1หรือทั้งเยอรมนีกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างพ่ายแพ้แก่ฝ่ายพันธมิตรอย่างราบคาบไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อรองอะไรได้เลยแม้แต่น้อยแต่การที่ทั้งเยอรมนีและญี่ปุ่นต่างเรียนรู้และรู้จักที่จะยอมรับความย่อยยับของตนโดยดุษณีต่างหากที่ทำให้ต่อมาประเทศทั้งสองได้กลายมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในที่สุด

แต่ “ระบอบทักษิณ” กลับทำตรงกันข้ามเพราะไม่ยอมรับว่าตนกำลังถูกรุกฆาต จากความชั่ว ความเลว ความย่ามใจและความผิดพลาดนานัปการของตนเอง

เหตุใด “ระบอบทักษิณ” จึงไม่ยอมรับความจริง

ระบอบทักษิณ” ไม่เคยมองการเมืองว่า เป็นเวทีของการแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นยอมรับของคนทุกฝ่ายแต่กลับมองการเมืองว่า เป็นเรื่องของการเป็นปฏิปักษ์และการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยยึดหลักว่า "ผู้ชนะได้ครองทุกอย่าง" หรือ "หากกูไม่ได้ พวกมึงก็อย่าได้หวัง"

โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) เคยกล่าวคล้าย ๆกันกับพรรคพวกวงในของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตว่า "อะไรที่เป็นของข้าห้ามแตะต้อง อะไรที่เป็นของแก นั่นแหละจึงค่อยมาเจรจาต่อรองกันได้"

สิ่งที่ผู้ปกครองแบบคณาธิปไตย (oligarch) ในโลกล้วนมีเหมือนกันคือต่างเป็นคนเพียงไม่กี่คนที่มีอำนาจล้นฟ้า โดยได้มาจากการถือครองทรัพย์สินอันมหาศาลและในที่สุดล้วนนำความพินาศฉิบหายให้บังเกิดแก่ประเทศของตน

เงินทองอันท่วมท้นนี้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ก่อให้เกิดคณาธิปไตย (oligarchy)คณาธิปไตยเป็นเรื่องของการพิทักษ์สมบัติอันมากล้นของคนเพียงไม่กี่คนและเป็นการใช้เงินทองที่มีอยู่มหาศาล (รวมทั้งอำนาจในการถือครองทรัพย์สิน)ในทางการเมืองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์สำคัญที่เป็นคุณต่อตนเองในทางเศรษฐกิจ

ทักษิณฯเป็นผู้ปกครองแบบคณาธิปไตยที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย  (และอาจจะของโลก) ตั้งแต่เริ่มต้นจนทุกวันนี้ ทักษิณฯได้ใช้ความร่ำรวยอันเหลือล้นของตนควบคุมและซื้อผลการเลือกตั้งต่าง ๆในไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเท่านั้น ยังใช้อำนาจที่ตามนี้มาไปคดโกง กอบโกยและเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่ตนเองอย่างไม่หยุดยั้งด้วย

สิ่งที่ผู้ปกครองและระบอบคณาธิปไตย รวมถึงทักษิณฯ และ “ระบอบทักษิณ”ต่างกลัวมากที่สุดก็คือ การกระจายอำนาจและการให้อำนาจแก่ผู้คนโดยเท่าเทียมเพราะทั้งสองสิ่งนี้เป็นปรปักษ์กับคณาธิปไตย

ดังนั้น “ระบอบทักษิณ” จึงไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ใด ๆ ได้เพราะจะยังผลร้ายต่อทรัพย์สินที่ตนถือครองอยู่และเป็นภัยต่ออำนาจในการครอบครองหรือเพิ่มความมั่งคั่งของตน

เจฟฟรีย์ เอ วินเตอรส์ (Jeffrey A. Winters)  เคยทำวิจัยเอาไว้เป็นอย่างดีและเขียนหนังสือเกี่ยวกับระบอบคณาธิปไตยไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมว่า“ประชาธิปไตย” ไม่ได้เข้ามาแทนที่ “คณาธิปไตย”เลยแต่ประชาธิปไตยกลับผสมกลมกลืนเข้ากันได้กับคณาธิปไตยเป็นอย่างดี

จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยจึงยังคงติดหล่มทางการเมืองและไม่สามารถหลุดพ้นวงจรอุบาทว์นี้ได้เสียที

ตั้งแต่ยุคที่ทักษิณฯ เรืองอำนาจ เมื่อปี 2544 เราได้เห็นสิ่งที่เจฟฟรีย์ เอ วินเตอรส์  เรียกว่า“อาชญากรรมในคราบประชาธิปไตย” นั่นก็คือผู้ปกครองแบบคณาธิปไตยใช้ความมั่งคั่งของตนไม่เพียงเพื่อแย่งชิงตำแหน่งทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรมแต่ยังทำลายกฎหมายต่าง ๆเมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล

ในประเทศด้อยพัฒนา และประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายผู้ปกครองแบบคณาธิปไตยไม่เพียงทำลายทั้งหลักนิติรัฐและนิติธรรมแต่ยังเกื้อหนุนเอื้อให้เกิดนายทุนที่ไร้จรรยาบรรณและปราศจากคุณธรรมอย่างน่ารังเกียจ

ในการปฏิรูปใด ๆ ในอนาคต หากไม่สามารถสร้างระบบที่ควบคุมทุนได้แล้วก็เป็นการยากที่จะสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็งในประเทศไทยขึ้นมาได้เพราะทุนและทุนนิยมในตัวเองหมายถึงความไม่เสมอภาคในขณะที่ประชาธิปไตยหมายถึงความเสมอภาคเมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำในอำนาจการถือครองทรัพย์สินเงินทองที่สุดโต่งแล้วก็มักจะเกิดความเหลื่อมล้ำทางการเมืองที่สุดโต่งตามมาเช่นกัน

ระบอบคณาธิปไตยของทักษิณฯเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความเหลื่อมล้ำในอำนาจการถือครองและเพิ่มพูนทรัพย์สินดังกล่าว

23 February 2014
Voice of Saranrom


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการเมืองไทย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

…“ประชาธิปไตย”ไทยจะก้าวไกล…..ก็ด้วยใจประชาชนอำนาจเผด็จการดล……………………….ฤ เกิดผล? บ่ได้เลย

…คือคน สิศักดิ์ศรี…………………………ริย่ำยีมิอาจเฉยกล่าวก้องประกาศเย้ย………………….จะทวงสิทธิ(สิด-ทิ)ข้าคืน

อินทรลิลาตฉันท์ ๑๑

toshare

หมายเลขบันทึก

661390

เขียน

28 Apr 2019 @ 06:07
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก