ความตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๔..มีใจความว่า..”ยิ่งรู้สูงรู้มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งต้องมีความรับผิดชอบมากและสูงขึ้นเท่านั้น จึงจะสร้างสรรค์ความเจริญความดีงาม และความมั่นคงผาสุกได้สำเร็จดังที่มาดหมาย...”
ข้อคิดและคำสอนของพระองค์ตรงกับ..หลักการทำงานของผู้บริหาร ที่ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน อย่างหนึ่งก็คือ..ความรับผิดชอบ..
เพราะผู้บริหารมีความรู้ความสามารถอันเกิดจากการศึกษาอบรมและบ่มเพาะประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และด้วยมีตำแหน่งที่สูง คือเป็นผู้นำ จึงจะขาดไม่ได้เลยซึ่งความรับผิดชอบ
จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นครูหรือผู้บริหาร ความรู้และตำแหน่งที่สูงขึ้น ย่อมมีหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นเงาตามตัว ยิ่งในช่วงเวลาแห่งการปิดภาคเรียนด้วยแล้ว..การแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ จะช่วยสร้างสรรค์งานและตนเองได้มิใช่น้อย
ด้วยความเป็นห่วงของกระทรวงศึกษาธิการอยู่เสมอ ที่ไม่ปรารถนาจะเห็นครูปิดกั้นตนเองและปล่อยวางงานเกินไป จึงแนะนำและทบทวนหน้าที่ของครูอยู่เนืองๆ
ผมคิดว่าคนชั้นครูเริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัย และทำอะไรได้มากมายในช่วงปิดภาคเรียน การท่องเที่ยวก็ถือเป็นการเรียนรู้ การอยู่กับครอบครัวก็ถือว่าได้ทบทวนบทบาทหน้าที่ การได้รับมอบหมายจากผู้บริหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่ครูต้องทำงานที่โรงเรียน...
ครูจำนวนไม่น้อย ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เวรยาม ขณะปฏิบัติหน้าที่ก็ร่างแผนงานโครงการและสะสางงานสำคัญที่มีส่วนรับผิดชอบ เช่น งานข้อมูลสารสนเทศ งานการเงินและพัสดุ หลายคนต้องเดินทางไปอบรมสัมมนาที่จัดโดยหน่วยงานต่างๆ
อย่างไรก็ตาม..ผมคิดว่าบุคลากรทางการศึกษา มีงานในหน้าที่ที่ต้องทำในช่วงปิดเทอมอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้าง ตามความแตกต่างหรือศักยภาพของแต่ละคน ซึ่งจะมีบริบทของโรงเรียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
ที่สำคัญที่สุดจะต้อง..ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน..ท่านพุทธทาสภิกขุได้สอนไว้ว่า..”การงานคือหน้าที่ ที่ต้องทำ” ดังนั้นถ้าทำงานแล้วไม่สนุก ไม่มีความสุขในระหว่างที่ทำ..การทำหน้าที่จะไม่บังเกิดผลดีเลย..
นอกจากการงานคือหน้าที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ ยังได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของหน้าที่การงานไว้ดังนี้ “ผลของการทำหน้าที่คือความรอดแต่ต้องทำการงานให้เหมาะสมสถานะและทำงานให้สนุก เป็นสุขในการทำ ...
ความพอใจเป็นเหตุให้เกิดสุข ต้องพึงพอใจก่อน และสุขที่แท้จริงมาจากความพอใจที่ถูกต้อง
เมื่อรู้สึกว่าถูกต้องและพอใจ นั่นคือสวรรค์ เป็นสวรรค์บนดินของคนทำงาน จะประสบความสำเร็จมากน้อย หรือจะเล็กจะใหญ่ขนาดไหนไม่สำคัญเท่ากับการที่มีความสุขกับงานนั้น ๆ..
จึงมักมีคำพูดให้ได้ยินว่า..ก่อนถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จใดๆ ในระหว่างทางก็มีความสุข..นี่คือผลแห่งการทำงาน ที่ถือเป็นการปฏิบัติธรรมได้ส่วนหนึ่ง..
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าปัจจัยแวดล้อมก็มีส่วนผลักดันให้การทำงานในช่วงปิดเทอมมีความสุขอย่างที่คาดไม่ถึง อันเนื่องมาจากมีเวลาที่มากพอกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างมากมายเช่นนี้ บอกกับตัวเองว่า..ถ้าไม่สนุกกับการงาน แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น..
แล้วก็ถามตัวเองต่อไปว่า..จะก่อความทุกข์ให้ตัวเองทำไม? แล้วถ้าไม่ทำงานในช่วงที่มีเวลาและโอกาสงามๆเช่นนี้แล้ว จะไปทำตอนไหน? และถ้าไม่ทำชีวิตจะไปรอดไหม?
ผมรู้สึกขอบคุณในทุกงานที่ทำ..และให้ความสำคัญกับความสุขมากกว่าผลของงาน..ผมจึงทำงานได้เรื่อยๆ ไม่กังวลแม้ผลงานนั้นอาจไม่สมบูรณ์มากมายนัก เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร
ผมก็แค่ทำให้เต็มที่ ทำอย่างสุดความสามารถ ไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องคาดหวัง เติมพลังชีวิตให้มีความสุขในทุกวัน และทุกงานที่ทำ..
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๗ เมษายน ๒๕๖๒