ผมว่าความเงียบมันน่ากลัว 

ใครสักคนเคยบอกผมว่า ในขณะที่ความเงียบก่อให้เกิดสมาธิ แต่ความเงียบก็ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในใจได้ง่ายๆ 

เวลาที่พระใหม่ไปตั้งจิตตั้งสมาธิในที่ที่มีแต่ความเงียบ จึงมักถูกลองของจากสิ่งที่มองไม่เห็นรอบกาย แต่นั่นเราก็มักจะบอกว่า การถูกรบกวนต่างๆนั้น มันเกิดจากการสร้างขึ้นของจิตใจทั้งนั้น เรียกว่า “จิตปรุงแต่ง” นั่นเอง

ไหนจะเสียงเดินอยู่นอกกลด ไหนจะมีคนมานั่งอยู่ข้างหลัง ไหนจะมีใครมาหายใจรดต้นคอ หลากหลายวิธีที่จะมารบกวน 

พระเคยบอกผมว่า “พระใหม่ มีความตั้งใจสูง บารมีจะเยอะ จึงมักจะมีสัมภเวสีมาขอส่วนบุญ”

ผมเคยบวชพระ เคยจำวัดอย่างสงบ และผมก็ไม่เคยเจอสิ่งที่เล่ามาอย่างข้างต้น สงสัยบารมียังไม่มากพอ

อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยชอบความเงียบเลยแม้แต่น้อย

มันน่ากลัวนัก

....................

“แป๊ะ แม่จะรื้อบ้านหลังเก่าแล้วนะ” แม่โทรศัพท์มาบอกผมในวันหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังสร้างบ้านอยู่พอดี

เมื่อราวแปดปีที่แล้ว เสียงโทรศัพท์จากแม่ แจ้งให้ผมทราบถึงความประสงค์ในการรื้อถอนบ้านหลังเก่า ซึ่งเป็นบ้านที่พ่อกับแม่สร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง

บ้านของผมสมัยเด็กๆ เป็นบ้าน ๒ ชั้น ยกพื้นมีใต้ถุน เสาบ้านถูกพ่อออกแบบให้ใช้เหล็กเพียง ๓ เส้น เทปูนหล่อลงไป นั่นเป็นเพราะกำลังทรัพย์ที่มีจำกัด เหล็กและปูนมันมีราคาสูง บ้านชั้นบนจึงเป็นไม้

สมัยก่อน บ้านคนจนสร้างด้วยไม้ เพราะไม้ราคาถูก มีแต่บ้านคนรวยเท่านั้นที่สามารถสร้างเป็นบ้านก่ออิฐฉาบปูนหรือสร้างเป็นตึกได้

พ่อกับแม่มีเงินไม่มากนัก จึงสร้างบ้านชั้นบนด้วยไม้

คานบ้าน ตงและบันไดทำจากไม้เคี่ยม ส่วนพื้นและฝาบ้านปูด้วยไม้หลุมพอ ผนังกั้นห้องปิดด้วยไม้อัด หลังคาก็ใช้กระเบื้องลอนคู่ ห้องส้วมอยู่ชั้นล่าง ปิดผนังและหลังคาด้วยสังกะสี เวลาฝนตกทีนึง ขี้สบาย เพราะเสียงเปาะแปะที่กระทบหลังคาสังกะสีนั้น มันดังมากเสียจนกลบเสียงตดได้หมด แต่ถึงคราวต้องขี้กลางวัน เหมือนตกนรก ขี้กันจนตัวเปียก เหงื่อแฉะเพราะร้อนจนตับแทบแตก

นั่นคือรูปทรงบ้านของคนที่กำลังก่อร่างสร้างตัวในสมัยนั้น

แม่เล่าว่า บ้านของเราถูกสร้างขึ้นมาด้วยเงินราว ๑๘,๐๐๐ บาท ค่าจ้างลุงเขยมาช่วยสร้าง ๒,๐๐๐ ค่าหลังคา ๑,๒๐๐ ค่าไม้ ๓,๐๐๐ นอกจากนั้นคือค่าวัสดุก่อสร้างต่างๆ

ความทรงจำที่ค่อยๆก่อรูปร่างของผมกับบ้านหลังนี้เกิดขึ้นราวช่วงชีวิตตอนเข้าเรียนชั้นอนุบาล ๑

บ้านผมอยู่ในเขตพื้นที่ตลาดของอำเภอเมืองที่ถูกเรียกว่า “บ้านดอน” แต่ในสมัยนั้น ความเจริญที่มันกระจุกตัวอยู่เพียง ๒ ข้างถนนกลางเมือง เมื่อเลี้ยวหัวรถเข้ามาในซอย มันก็คือความรกร้าง มีพรุขนาดย่อม ดงต้นไม้ ดงกล้วย ดงหญ้าคาที่มีความสูงพ้นหัวเด็กชายตัวเล็กๆอย่างผม และพื้นที่รอบๆบ้านที่รก และเฉอะแฉะ นั่นคือที่ตั้งของบ้านผม

ตอนดึกๆ จะเยี่ยวกันทีหนึ่ง ผมก็ต้องเรียกพ่อให้ออกมาเป็นเพื่อน ยืนที่ระเบียงชั้นบน แอ่นตัวไปข้างหน้าแล้วยื่นกระเจี๊ยวออกมานอกลูกกรงกันตก ปล่อยฉี่ให้พุ่งลงไปด้านล่างซึ่งเป็นพื้นดิน ฉี่จนเสร็จ สะบัดไข่เก็บเรียบร้อย ก็เข้าไปนอนกันต่อ 

เมื่อเริ่มโตก็ยังฉี่อยู่แบบนั้น พ่อไม่ตื่นออกมาเป็นเพื่อนแล้ว เวลาจะฉี่ทีหนึ่ง สายตาก็มองไปยังความมืดและสดับความเงียบรอบด้าน ฉี่ไปขนลุกไป ไม่รู้ว่าขนลุกเพราะกลัวผีกลัวความเงียบ หรือเป็นเพราะฟินจากการได้ปลดปล่อยฉี่ที่เก็บไว้จนสุดใจ 

บ้านผมกับบ้านปู่อยู่ห่างกันราวร้อยเมตร มันเชื่อมกันด้วยทางเดินที่ขนาบด้วยหญ้ารกๆ มองไปทั้ง ๒ ด้านจะเห็นต้นมะพร้าวที่ถูกปลูกเว้นระยะเป็นช่วงๆ พ่อบอกว่า ที่ต้นมะพร้าวจะมีหมุดปักเขตที่ดินที่ปู่แบ่งไว้ให้ลูกๆ และก่อนจะถึงทางแยกเข้าบ้านปู่ จะมีต้นมะขามอยู่ ๒ ต้น

ยายเคยบอกว่า บ้านของผมนั้นมีดี 

“ดียังไงเหรอยาย” ผมคงงง ว่ายายพูดออกมาอย่างนั้นทำไม ในเมื่อพวกเราก็ไม่ได้รับความสะดวกสบายมากมายนัก จะขี้ทีนึง ยังต้องเดินตากลมลงมาเข้าห้องน้ำกันอยู่เลย

“เจ้าที่ที่บ้านนี้ดี” ยายบอก

“ยายรู้ได้ยังไงล่ะ” นิสัยช่างถามนี่ติดตัวผมมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว

“ก็ยายอยู่บ้านทั้งวัน ยายรู้แหละ” แล้วยายก็ทิ้งไว้แค่นั้น

บางครั้งผมก็แอบได้ยินผู้ใหญ่คุยกันถึงเรื่องเจ้าที่เจ้าทางของบ้านผม เพื่อนของแม่คนหนึ่งบอกว่า เจ้าที่บ้านผมดุดัน ในวันที่มีการทำบุญบ้านครั้งหนึ่งก็ได้ยินเขาพูดว่า เจ้าที่บ้านนี้ตัวดำ รูปร่างใหญ่โต 

ผมก็ได้แต่สงสัย ว่าเขารู้กันได้อย่างไร

ครับ แต่ถึงยังไงผมก็ไม่เคยเจอกับตาตัวเองสักครั้ง

ครั้งหนึ่ง มีญาติจากสมุยจะมาพักที่บ้าน ลูกชายเขาป่วยด้วยอาการอะไรสักอย่าง

“น้องไม่เข้าไป” 

เจ้าตัวเล็กที่เรียกตัวเองว่าน้อง มันเป็นเด็กผู้ชายรุ่นน้องกว่าผมเป็นสิบปี เขาป่วยด้วยอาการมีแผลขึ้นตามลำตัว

“น้องไม่เข้าไป” เขาไม่ยอมเข้าบ้าน พ่อเขาต้องจอดรถไว้ที่หน้าบ้านของป้า หลังที่เคยเป็นบ้านปู่มาก่อน เพราะเจ้าตัวเล็กนั้นกรีดร้องลั่นรถ ครั้นจะจูงกันเดินเข้าบ้านผม เขาก็ไม่ยอม ร้องไห้และกอดต้นมะขามต้นนั้นไว้

“น้องไม่เข้าไป” เขายังคงชี้นิ้วไปที่ชั้นบนของบ้านผม แววตาก้าวร้าว

“คนตัวใหญ่ คนตัวใหญ่” เจ้าตัวเล็กมีสีหน้าหวาดกลัวและกอดต้นมะขามไว้แน่น ท้ายที่สุดทั้งครอบครัวก็ต้องไปนอนที่โรงแรมในตลาดแทน

ยายบอกว่า นั่นเป็นเพราะเจ้าที่ไม่ให้เข้าบ้าน มันต้องมีอะไรสักอย่าง และอะไรสักอย่างนั้นนั่นแหละที่เป็นสาเหตุของโรคที่เกิด และหลังจากที่เกิดเหตุนั้นไปแล้ว หนทางรักษาจึงถูกกำหนดไปในอีกทางหนึ่งโดย “ทวด” ของผมอีกนั่นแหละ (จำเรื่องทวดได้ใช่ไหม)

นั่นเป็นครั้งหนึ่งที่ผมประจักษ์ได้ว่า บ้านผมไม่ธรรมดา

อีกครั้งหนึ่งเป็นช่วงวันหยุดปิดเทอม

“ป๋อง” เพื่อนสนิทของผมมานั่งคุยด้วยกันที่บ้าน ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาราวบ่าย ใต้ถุนบ้านมีลมพัดโชยเพื่อได้คลายความระอุจากแสงแดดภายนอก ยายกำลังนั่งตำหมากเพื่อนำมาเคี้ยวหลังมื้ออาหารเที่ยง ยาเส้นถูกปั้นเป็นก้อนขนาดเท่ายาลูกกลอนนำมาเหน็ดไว้ที่ระหว่างร่องเหงือกกับริมฝีปากบน (ยายเรียกว่า เหน็ด เหน็บกับเหน็ดหรือเหนียด น่าจะอันเดียวกัน)

“ตึงๆๆๆ” มีคนเดินอยู่บนบ้าน!

พลันที่ได้ยินเสียงเช่นนั้น ขนที่แผงคอผมลุกตั้ง 

เอ๊ะ..ไม่ใช่ นั่นมันหมา

เอาใหม่

ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว

มีคนอยู่บนบ้านในช่วงเวลาที่ไม่ควรมีคนอยู่

“ป๋อง ขึ้นไปกับผมหน่อย” ผมชวนเพื่อน นี่มันกลางวัน มันต้องไม่มีผี มันคือโจรชัดๆ

ผมหยิบมีดในครัวติดมือไปด้ามหนึ่ง เราวิ่งขึ้นบ้าน และไขกุญแจที่ประตู

เอิ่ม..ประตูบ้านด้านบนจะถูกล็อกในช่วงกลางวัน เพราะยายจะนั่งอยู่แต่ข้างล่าง เมื่อพ่อแม่ หรือผมและน้องๆกลับมาบ้าน เราจึงจะขึ้นไปเปิดประตู

ครั้นเมื่อเปิดประตู 

เราเห็นความว่างเปล่า บ้านชั้นบนร้อนอบอ้าว หน้าต่างทุกบานยังคงลงกลอนปิดสนิท 

ผมขนลุกซู่อีกรอบ นั่นเพราะตอบคำถามตัวเองไม่ได้ ว่าเสียงเดินที่เราทั้ง ๓ คนได้ยินเหมือนกันนั้น เป็นเสียงเดินของใคร

ไม่มีร่องรอยโจรขึ้นบ้านกลางวันแสกๆ แล้วเดินส่งเสียงโชว์เจ้าของบ้านที่นั่งอยู่ด้านล่างนั่น 

ผมและป๋องยังคงเดินไปดูในห้องนอนพ่อและแม่ ซึ่งมันก็ยังคงไม่มีร่องรอยใดๆของสิ่งมีชีวิตนอกจากเสียงหายใจของผมและป๋อง

“เชี่ยแล้วมึง” ผมคิดในใจ ที่ต้องคิดในใจ เพราะสมัยเด็กๆ แม่ไม่ยอมให้พูดจาหยาบคาย

เรามองหน้ากัน และเห็นตรงกันว่า ลงไปข้างล่างกันดีกว่า ไปกันเถิด ผมกลัวผี 

ผมฝากมีดให้ป๋องถือ แล้วยกมือขี้นไหว้หลวงปู่ทวดที่อยู่บนหิ้งของผนังบ้าน

“ตกลงเห็นใครบ้าง” ยายยิ้มฟันดำถามผมและป๋อง

“ไม่มี แต่ยายก็ได้ยินเสียงไม่ใช่เหรอ” ผมถาม

“ก็ได้ยินออกจะบ่อย ตอนพวกแป๊ะไปโรงเรียน ยายก็นั่งอยู่ที่บ้านทั้งวัน” ยายบอก

ใช่ ยายเคยบอกอยู่บ่อยๆ ว่าได้ยินเสียงตึงตังอยู่บนบ้านในช่วงกลางวัน

“ไม้มันดีดตัวเพราะความร้อนไงยาย” ผมก็พูดไปเรื่อยประหนึ่งนักเรียนสายวิทย์ห้องคิง ครูเคยสอนเรื่องวัสดุกับการยืดหดตัวเมื่อถูกความร้อน แผ่นพื้นไม้ก็คงเป็นเช่นนั้น เมื่อมันร้อนมากๆในตอนกลางวัน ไม้มันก็อาจจะยืดตัวส่งเสียงดังได้นี่นา

“แต่เมื่อครู่ มันคือเสียงคนเดิน” ผมมองหน้าป๋อง และเราก็ยังเห็นตรงกันว่า “คนเดินแน่ๆ”

“แล้วใครเดินล่ะ”

“ก็ยายบอกแล้วไง เค้าอยู่ดูแลพวกเราอยู่” ยายบอก

.................

เราย้ายออกจากบ้านหลังนั้นมาหลายปีแล้ว 

ตั้งแต่พ่อตายไป แม่ก็ย้ายออกไปอยู่อีกที่ ส่วนผมก็ปักหลักทำงานอยู่ที่หาดใหญ่

“แป๊ะ แม่จะรื้อบ้านหลังเก่าแล้วนะ” แม่โทรศัพท์มาบอกผมในวันหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังสร้างบ้านอยู่พอดี

“ดีเหมือนกันนะแม่ แป๊ะจะได้เอาไม้พื้นบ้านมาเก็บไว้สักแผ่น เอามาแปะไว้ที่เหนือประตูเข้าบ้าน เดินลอดทุกวันมันอุ่นใจดี” ผมนึกถึงใครสักคนที่เคยดูแลบ้านของผมหลังนั้น คนตัวดำรูปร่างใหญ่โตและดุดัน

“แม่ขายไม้ทั้งหมดเลยนะลูก คงได้สักสามหมื่น” โห ราคาเมื่อตอนซื้อมา ๓,๐๐๐ ขายได้ ๓๐,๐๐๐ ทั้งๆที่มันคงเหลือดีๆอยู่ไม่กี่แผ่นเท่านั้น

“แป๊ะขอนะแม่ เอามาแต่งบ้านที่หาดใหญ่” ผมคิดในทันทีแล้วรีบปรึกษาสถาปนิก แทนที่จะเอามาแผ่นเดียว เอามันมาทั้งเรือนเลยน่าจะดีกว่า

“เอาแผ่นไม้ที่เคยเป็นพื้นบ้านมาปะผนังตรงนี้ได้ไหม ผมจะได้เดินลูบมันทุกวัน” ผมบอกสถาปนิก

แล้วไม้จากบ้านทั้งหลังของพ่อ ก็ถูกผมและเมียช่วยกันคัดเลือกเฉพาะที่ใช้ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังป้จจุบัน 

“เรายังอยู่ด้วยกันใช่ไหม” ผมถามความว่างเปล่าขณะที่เดินลูบแผ่นผนังไม้ ส่วนของบ้านที่ผมรักมันนักหนา

ดีกแล้ว อากาศเย็นกำลังดี เสียงลมกระโชกแรงอยู่นอกบ้านเป็นระยะ ประสาฤดูร้อน ความเงียบในยามวิกาลทำให้ผมสงบ

ผมเดินลูบผนังบ้านขณะขึ้นบันไดรู้สึกเหนื่อยล้าจากการกลับจากไปดูคนไข้ตอนดึก อยากพักผ่อนเต็มที มือลูบผนังไปก็รำลักถึงวัยเด็กที่กลิ้งเกลือกอยู่บนแผ่นพื้นไม้หลุมพอสีน้ำตาลเข้มที่ตอนนี้มาอยู่กับผมโดยสมบูรณ์ แต่ละแผ่น ผมคงได้กลิ้งไปทั่วแล้ว

“ฮือ ฮือ ฮืออออ” 

เสียงครางหรือเสียงร้องไห้ !

มันแว่วมาจากผนังแผ่นไม้ที่ผมกำลังลูบคลำมันอยู่

“ฮืออออออ” 

แผงขนหลังคอผมตั้งชัน

อีกแล้ว ผมไม่ใช่หมา แต่การลุกชันมันเด่นชัดมากตั้งแต่กลางหลัง ต้นคอ และหนังหัว ยิ่งผมสั้นๆเหมือนตอ มันยิ่งตั้งได้ง่าย

ผมหยุดขึ้นบันได 

กลัวสิครับ ผมนึกถึงเสียงเดินบนบ้านในบ่ายวันนั้น ผมนึกถึงไอ้น้องชายตัวเล็ก ที่มันกอดต้นมะขามอยู่หน้าบ้านป้าที่ห่างจากบ้านผมราว ๒๐๐ เมตร 

“น้องไม่เข้าไป” เสียงร้องนั้นแว่วมาในโสดประสาท

“ท่านมาอยู่กับผมฤๅ” ผมส่งเสียงในใจ

“ฮือ ฮือ ฮืออออ” มันไม่ใช่เสียงตอบในมโนสำนึก แต่ผมได้ยินมันชัดเจน

“ไม่เอานะครับ มาอยู่ด้วยกันได้ แต่มาแบบนี้ไม่เอาครับ” ผมบอกกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เห็น

ตัดสินใจเดินขึ้นจนถึงชั้นบน เสียงนั้นยังชัดเจนขึ้น ผมหันหลังกลับไปไหว้พระที่เหนือชานบันได หลวงปู่ทวด หลวงปู่แดง หลวงตามุ่ยวัดป่าระกำ หลวงพ่อพัฒน์ ท่านอยู่บนหิ้งทั้งหมด

“ฮื่ออออออ” แน่ะ มีการทอดเสียงสูง

ไอ้นกบ้า ทำเอากูตกใจจนไข่หด

“ฮัลโหล..บอยครับ ช่วยส่งคนมาล้างชานพักหลังคาบ้านให้หน่อยสิครับ นกพิราบเยอะชิบหาย ครางแม่งทั้งวันทั้งคืน”

ผมโทรเรียกช่างประจำบ้านเพื่อจัดการกับเจ้าที่เจ้าทางขี้แฉะกลุ่มนี้ในเช้าวันต่อมา

ธนพันธ์ ชูบุญยังหลงใหลไม้หลุมพอ

๔ เมย ๖๒