สวดมนต์บทไหนก็ได้ ง่ายเราก็พอ สัก ๑๐ นาทีทุกวัน ย้ำว่าทุกวันก่อน สำคัญอ่านก่อนอย่าเพิ่งหนี..
แล้วสวดมนต์อย่างไรล่ะให้เกิดสุข
โดยทั่วไปเราไม่ค่อยสวดมนต์กัน เรามัวแต่คิดกันว่า การสวดมนต์น่าเบื่อ สวดไปไม่ได้อะไร เมื่อยเปล่า ไม่เห็นจะสบายใจตรงไหน
ใครคิดอย่างนี้แสดงว่าเราเคยสวดมนต์กันมาบ้างแล้ว..มาสวดมนต์ให้เกิดสุขกันเถอะ
งั้นเรามารู้จักสุขกันก่อน ก่อนที่เราจะได้สัมผัสมัน
สุข เป็นคำในพระพุทธศาสนา ด้วยเราไม่รู้สุขแบบไม่เสื่อมคลาย สุขตลอดเวลานั้น..ทำอย่างไร
เราจึงพากันติดสุขจากสิ่งรบเร้าภายนอก
สุข เป็นองค์ประกอบที่ ๔ ของสมาธิ
โดยทั่วไปที่เราใช้กันเป็นสมาธิพึงมีของมนุษย์ ประกอบด้วย วิตก วิจารณ์
สององค์แรกคู่กัน ๑ กับ ๒
เช่นการเรียนหนังสือ เราต้องใช้วิตกกังวลเรื่องเรียน เราต้องใช้วิจารณญานในการศึกษามากมาย ตั้งสี่ปีห้าปี ด้วยความอดทนและพากเพียร
ถ้าเราสวดมนต์ได้ทุกวัน ไม่ถึงห้าปีหรอก สำเร็จเกิดปัญญา (ถ้ารักษาศีลด้วย) ผู้เขียนยืนยัน...
เราสวดมนต์ทุกคืนก่อนนอน ย้ำว่าทุกคืน
จนกระทั่งเกิดความเคยชิน หากวันไหนไม่ได้สวดมนต์ขึ้นมา ด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ เราจะกระวนกระวายใจ นอนไม่หลับ
อย่างนั้นองค์สมาธิเกิดแล้ว..
วิตกกับวิจารณ์
ช่วงสององค์วิตกกับวิจารณ์นี้ไม่นานหรอก แล้วแต่ละคน ความเพียรอดทนไม่เท่ากัน ใครเพียรก็ไปเร็ว ใครอดทนก็ได้ไปต่อ
หลังจากนั้นไม่นาน วิตกวิจารณ์จะเริ่มหายไป
ทีนี้เริ่มมีความสุขกับการสวดมนต์มากขึ้นแล้ว
ใครชวนไปไหน ไม่อยากไป ปฏิเสธเขาเสียเป็นส่วนใหญ่
ช่วงนี้สมาธิเปลี่ยนองค์เป็นปิติกับสุข
องค์ที่ ๓ กับ ๔
เราจะรู้สึกเย็น โล่งใจ สบายใจ ไม่คิดอะไร มีความปิติสุขเวลาสวดมนต์
ความสุขนี้แหละ คือความสุขแบบโลกุตตร
ความสุขที่ไม่เสื่อมสลายลงไป ไม่เบื่อ ไม่ลืม
สุของค์ที่ ๔ ของสมาธิ
สมมุติว่าเราเป็นนักศึกษา ร่ำเรียนมาด้วยวิตกวิจารณ์ พากเพียรอดทนสี่ปีห้าปี จนจบการศึกษา
วันรับใบประกาศนียบัตร ความปิติสุขเข้ามาในจิตใจเราอย่างนี้เหมือนกัน
แต่สุขทั่วไปไม่นาน ใช้ชีวิตทำงานจนเราลืมสุขไว้ในวันรับใบประกาศ บัดนี้สุขนั้นเสื่อมคลายสลายหายไปเสียแล้ว สุขแบบนี้เป็นสุขในโลกียะ สุขจากกาม สุขทั่วไปสุขแล้วเสื่อมเป็นทุกข์อีก
หากแต่สุขในการสวดมนต์นั้นยังอยู่ สวดทุกวัน สุขใจสบายใจทุกวันไม่มีเสื่อม ไม่สลาย
สวดบทง่ายๆ ที่เราชอบ สวดมนต์ให้มีความสุข
หากใครรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ควบคู่ไปด้วย
สมาธิจะก้าวขึ้นองค์ที่ ๕ เอกัคคตาณ์ อารมณ์หนึ่งเดียว
วันดีคืนดี สมาธิเกิดความบริบูรณ์
บริบูรณ์คือสถานะอิ่มตัวเอง เหมือนผลไม้สุก
ประกอบกับความบริสุทธิ์ของศีล เกิดความพูนผลไตรสิกขาครบ ๓ องค์ จะเกิดปัญญาอันมีอานุภาพเหนือประมาณเกินจะบรรยาย
เกิดปัญญารู้ความเป็นไปของทุกสรรพสิ่ง ด้วยเหตุและผลอย่างเป็นธรรมใสสะอาด
พระพุทธบรมศาสดาจารย์ท่านทรงตรัสไว้ว่า
"เวทิตัพโพ วิญญูหิ" ผู้ปฏิบัติจะรู้ด้วยตัวเอง
.ธัมมานุสารี.