ดร.อัมเบดการ์กับการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย


                ดร.อัมเบดการ์ มีชื่อเต็มว่า ภิมาเรา รามชิ อัมเบดการ์ (Bhima Rao Ramji Ambedkar) ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2434 ที่จังหวัดรัตนคีรี รัฐมหาราษฎร์ บิดาชื่อ “รามชิ” มารดาชื่อ “ภิมาไบ” ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่บ้านเกิดและที่บอมเบย์ สำเร็จปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา (มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย) ด้านรัฐศาสตร์ และประเทศอังกฤษ (มหาวิทยาลัยลอนดอน) ด้านเศรษศาสตร์และกฏหมาย 

               ดร.อัมเบดการ์ ถือกำเนิดมาเป็นจัณฑาล จึงได้รับการดูถูกเหยียดหยามและเผชิญกับความทุกข์ยากมากมาย ถึงกระนั้นท่านก็ยังกระเสือกกระสนจนได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง ณ ที่โรงเรียนแห่งนั้นเอง อัมเบดการ์ถูกเพื่อนนักเรียนและครูต่างวรรณะปฏิบัติต่อท่านด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ตลอดจนถูกทำร้ายเสมอ บ่อยครั้งเหลือเกินที่ท่านไม่มีสิทธิ์จะได้ดื่มน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะร่วมกับเด็กวรรณะอื่น ๆ  

               ในวันหนึ่งขณะที่ครูประจำชั้นเรียกเด็กชายภิม(ชื่อเดิมของ ดร.อัมเบดการ์) ออกไปทำเลขคณิตบนกระดานดำหน้าชั้น ในบัดดลนั้นเองก็มีเสียงอื้ออึงขึ้นทั้งชั้นเรียน สาเหตุก็คือพวกเด็กฮินดูวรรณะสูง ต่างตะโกนร้องคัดค้านไม่ให้เด็กชายภิมไปสัมผัสกระดานดำ เพราะจะทำให้กล่องอาหารกลางวันของพวกเขาที่วางไว้หลังกระดานดำแปดเปื้อนมลทิน เด็กชายภิมต้องรอให้เด็กพวกนั้นย้ายกล่องอาหารออกจากบริเวณนั้นก่อน จึงสามารถเข้าไปทำเลขคณิตบนกระดานดำหน้าชั้นเรียนได้                                                                                                              

                 ต่อมาเมื่อท่านเข้าทำงานราชการหลังจบการศึกษาจากต่างประเทศ ท่านเล่าเพิ่มเติมว่า "ขณะที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ในสำนักงานของท่านสมุห์บัญชีใหญ่เมืองบาโรด้านั้น เอกสารต่าง ๆ ถูกโยนใส่ข้าพเจ้าแทนการจับส่งให้ พรมปูพื้นตรงหน้าโต๊ะทำงานของข้าพเจ้าถูกม้วนกลับ เพื่อกันมิให้พวกฮินดูวรรณะสูงต้องมายืนบนพรมแผ่นเดียวกันกับข้าพเจ้า"                                                                                

                 ระหว่างทำงาน ดร.อัมเบดการ์ไม่สามารถหาบ้านเช่าอยู่อาศัยได้เพราะชาวฮินดูไม่ยอมให้คนจัณฑาลเช่าซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อตนเอง ท่านจึงได้ไปขอเช่าห้องพักของพวกแขกปาร์ซีพื้นเมือง พอเพื่อนบ้านแถวนั้นรู้ว่าท่านเป็นจัณฑาลก็พากันมาขับไล่และทุบตีด้วยท่อนไม้ จนท่านต้องปลอมตัวหลบหนีจากเมืองบาโรด้าไปได้อย่างหวุดหวิด

เริ่มต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

           จากเหตุการณ์ดังกล่าว ท่านรู้สึกเจ็บปวด สะท้อนหวั่นไหวในห้วงลึกของจิตใจ ท่านจึงได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณแน่วแน่ที่จะช่วยปลดปล่อยพี่น้องจัณฑาลจำนวนนับหลายล้านคนจากความเป็นทาสทางสังคมแห่งชนชั้นให้ได้ การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชาวจัณฑาลสู่เสรีภาพครั้งสำคัญเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2470 ณ เมืองมหัท รัฐมหาราษฏร์ เรื่องก็คือ เทศบาลเมืองมหัทได้ปฎิบัติตามมติของรัฐสภาเมืองบอมเบย์โดยออกคำสั่งให้คนทุกวรรณะสามารถเข้าไปใช้น้ำในสระสาธารณะเมืองโชว์ดาร์ แต่คนฮินดูวรรณะสูงไม่ยอมรับคำสั่งนั้น ดร.อัมเบดการ์ตัดสินใจประกาศปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของคนจัณฑาล โดยยืนยันให้พวกจัณฑาลเข้าไปใช้น้ำในสระนั้นได้อย่างเสรี                                                                            

              ในวันที่ 20 มีนาคม 2470 ตัวแทนของพวกจัณฑาลก็เริ่มตั้งขบวนเดินออกจากที่ประชุมมุ่งหน้าสู่สระโชว์ดาร์ เพื่อยืนยันสิทธิอันชอบธรรมดังกล่าว ดร.อัมเบดการ์ออกเดินนำหน้าอาสาสมัครราว 10,000 คน เดินแถวเรียงสี่ผ่านถนนหลายสายในเมืองมหัทด้วยความสงบเรียบร้อย แล้วมาหยุดที่สระโชว์ดาร์ จากนั้น ดร.อัมเบดการ์ หัวหน้าชาวจัณฑาลได้ยืนยันสิทธิอันชอบธรรมของผู้ทุกเข็ญโดยการแสดงการดื่มนำจากสระนั้น บริวารทั้ง 10,000 คน ก็ได้ปฏิบัติเช่นเดียวกับท่าน นี้เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของอินเดียที่ชนถูกตราบาปว่า "จัณฑาล" ได้แสดงความกล้าหาญในการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตน                                                                                                                                                  

               ในขณะเดียวกัน พวกฮินดูวรรณะอื่นก็ปล่อยข่าวว่า ดร.อัมเบดการ์และบริวารกำลังวางแผนบุกวัดวีเรศวรที่ศักดิ์สิทธิ์ พวกฮินดูคลั่งศาสนาที่เพิ่งล้มเหลวจากการกีดกันพวกจัณฑาลไม่ให้ใช้น้ำในสระโชว์ดาร์ ก็พากันรุดไปที่ชุมนุมของพวกจัณฑาลซึ่งส่วนใหญ่ได้ทยอยกลับเกือบหมดแล้ว พวกฮินดูบ้าคลั่งเหล่านั้นได้ทุบตีทำร้ายร่างกายจัณฑาลกลุ่มที่เหลือรวมทั้งเด็กและสตรีอย่างไร้ความปราณี เหตุการณ์ไม่หยุดอยู่แค่นั้น พวกฮินดูวรรณะสูงได้นัดกันมาทำพิธีชำระล้างมลทินของสระโชว์ดาร์ และกดดันให้เทศบาลเมืองมหัททบทวนมติไม่อนุญาตุให้คนวรรณะต่ำใช้น้ำในสระโชว์ดาร์                                                                                                                                                                    

              กลุ่มคนจัณฑาลนำโดย ดร.อัมเบดการ์ ได้รวมตัวกันมาประชุมทำพิธีสัตยาเคราะห์เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของพวกตนอีกครั้ง ในวันที่ 25 ธันวาคม 2570 โดยเรียกการประชุมครั้งนั้นว่า "การก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งความเสมอภาคกัน" ในที่ประชุมได้เสนอแนวความคิดในการแก้ปัญหาหลายเรื่อง เพื่อยกสถานภาพของชนชั้นล่างทั้งทางการศึกษา ศาสนา การเมืองและการปกครอง นอกจากนั้นในที่ประชุมได้พูดถึงคัมภีร์ของศาสนาฮินดูที่ชื่อว่า "มนูสมฤติ" ซึ่งสนับสนุนการแบ่งชั้นวรรณะและมีบางตอนอนุญาตให้ฮินดูวรรณะสูงลงโทษศูทรและจัณฑาลที่แอบเรียนพระเวทหรือแอบฟังการสาธยายพระเวทอย่างรุนแรง ดังนั้นที่ประชุมจึงได้ทำพิธีเผาคัมภีร์มนูสัมฤติ                                                

              การต่อสู้รุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 2-9 มีนาคม 2472 ได้มีพิธีแห่รูปเคารพของพระรามที่วัดกลาราม เมืองนาสิก รัฐมหาราษฎร์ พวกจัณฑาลที่เคยเข้าร่วมพิธีสัตยาเคราะห์บางคนได้เดินเฉียดเข้าไปใกล้รูปเคารพนั้น พวกฮินดูวรรณะอื่นเหลือบมาเห็นก็พากันเดือดดาลเอาท่อนไม้และก้อนหินทุบตีขว้างปาใส่แบบใม่ยั้งมือ กลุ่มจัณฑาลมือเปล่ารวมทั้ง ดร.อัมเบดการ์ต่างก็ได้รับบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน

กระบวนการของการเปลี่ยนศาสนา

  ท่าน ดร.อัมเบดการ์ มองเห็นแล้วว่า ภายใต้กรอบของศาสนาฮินดูไม่มีทางที่คนวรรณะต่ำจะยกสถานภาพของตัวเองได้เลย เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินการต่อไปในอนาคต ท่านได้เรียกประชุมใหญ่ ณ ตำบล เยียลา ในเดือนตุลาคมปีถัดมา โดยท่านได้กล่าวปราศรัยให้เห็นถึงความผิดพลาดของศาสนาฮินดู แล้วสรุปว่า

"ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องตัดสินใจ มันจะไม่ดีกว่าหรือหากพวกเราละทิ้งศาสนาฮินดูไปนับถือศาสนาอื่นที่จะให้สถานภาพทางสังคมที่เท่าเทียมกัน มีฐานะที่มั่นคงปลอดภัยและปฏิบัติต่อพวกเราอย่างเป็นธรรม"

   ในปี พ.ศ. 2478 ดร.อัมเบดการ์ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และได้ประกาศความตั้งใจที่จะละทิ้งศาสนาฮินดูไปนับถือศาสนาอื่น ตัวแทนของศาสนาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอิสลาม ซิกข์ และ คริสต์ ต่างพยายามเกลี้ยกล่อมให้ท่านเลือกเข้ารีดศาสนาของตน พวกเขาได้เสนอเงินทองก้อนใหญ่และความสะดวกสบายอื่น ๆ แก่ ดร.อัมเบดการ์และบริวาร แต่สุดท้ายท่าน ดร.อัมเบดการ์ได้ปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดอย่างนุ่มนวล

ดร.อัมเบดการ์กับพระพุทธศาสนา

         ดร.อัมเบดการ์รู้จักและสนใจพุทธศาสนาครั้งแรกเมื่อเรียนจบมัธยมศึกษา มีการจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ ในงานนั้น ท่านกฤษณชิ อรชุน เกลุสการ์ นักเขียนนวนิยายภาษามาระฐีและนักสังคมสงเคราะห์ได้มอบหนังสือภาษามาระฐีชื่อ "พุทธจริต" แต่งโดยท่านอัศวโฆษเป็นของขวัญ หนังสือเล่มนี้ได้ปลุกศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าให้เกิดขึ้นแก่เด็กหนุ่มอัมเบดการ์เป็นอย่างมาก เมื่อ ดร.อัมเบดการ์และบริวารได้ประกาศละทิ้งศาสนาฮินดูในการประชุมที่เยียลา ปี 2478 พระโลกนาถ พระมหาเถระชาวอิตาลีผู้จาริกจากประเทศไทยเข้าสู่พม่าและอินเดียได้เข้าไปพบกับ ดร.อัมเบดการ์หลายครั้ง ณ ห้องสมุดส่วนตัวของท่าน ที่เมือง บอมเบย์ พระโลกนาถช่วยให้ ดร.อัมเบดการ์มั่นใจยิ่งขึ้นว่า พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุด ต่อมา ดร.อัมเบดการ์กับพระโลกนาถได้ติดต่อกันทางจดหมาย และถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือในเวลาต่อมา ชื่อว่า "พระพุทธศาสนาให้อิสรภาพแก่ท่าน (Buddhism Will Make You Free)" พิมพ์ที่ประเทศศรีลังกา เมื่อปี 2479                                                                 

                 ดร.อัมเบดการ์ ได้พูดเรื่อง "ปรัชญาส่วนตัวของข้าพเจ้า" ทางสถาณีวิทยุ บี.บี.ซี.ว่า

            "ทุกคนควรมีปรัชญาชีวิตสำหรับตนเอง เพราะทุกคนจะต้องมีมาตรฐานเป็นเครื่องมือสำหรับวัดเฉพาะตน และปรัชญาก็มิใช่อะไรอื่น ที่แท้ก็คือมาตรฐานซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับวัดสิ่งต่าง ๆ นี่เอง                                                                                                                      

             ข้าพเจ้าขอปฏิเสธปรัชญาทางสังคมของฮินดูตามที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ภควัทคีตาและเรื่องตรีคุณของปรัชญาสางขยะ ในความคิดของข้าพเจ้าปรัชญาเหล่านี้เป็นทัศนะที่ผิดพลาด เพราะมันก่อให้เกิดการแบ่งชั้นวรรณะและระบบแห่งความไม่เท่าเทียมกัน เป็นกฏชีวิตทางสังคมของชาวฮินดู                                                                                                                                                                                

            ปรัชญาทางสังคมของข้าพเจ้าสรุปรวมอยู่ในคำพูดเพียง 3 คำ คือ อิสรภาพ สมภาพ และภราดรภาพ ปรัชญาของข้าพเจ้านี้มีศาสนาเป็นฐาน มิใช่รัฐศาสตร์ ข้าพเจ้าได้ศึกษามาจากคำสั่งสอนของพระบรมครูของข้าพเจ้า คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2499 นับเป็นวันแห่งความหลุดพ้นของ ดร.อัมเบ็ดการ์ และบริวารนับล้านคน ท่านได้ตัดสินใจประกอบพีธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะอย่างเป็นทางการในปีที่รัฐบาลอินเดียจัดพีธีพุทธชยันตี (อินเดียนับ พ.ศ.2500) ที่เมืองนาคปูร์ เหตุที่ ดร.อัมเบดการ์เลือกเอาวันนั้นประกอบพิธีสำคัญนี้ก็เพราะเชื่อว่าเป็นวันมหามงคล ตรงกับวันวิชยทัศมี คือวันที่พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงกลับพระทัยมาสมาทานนับถือพระพุทธศาสนาและประกาศว่า พระองค์จะเอาชนะประเทศต่าง ๆ และประชาชนด้วยความรักความเมตตาและการเจรจาทางการทูตแทนการใช้แสนยานุภาพทางทหาร ซึ่งเรียกหลักการนี้ว่า "ธรรมวิชัย"

กระบวนการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอินเดีย

           ดร. บี.อาร์. อัมเบดการ์รัฐบุรุษ ผู้เป็นอัจฉริยะแห่งยุคปัจจุบัน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีแรงงานของรัฐบาลอินเดีย ในสมัยรัฐบาลชุดแรกหลังจากที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ที่มีท่านบัณฑิต ยวาหรลาล เนห์รู เป็นนายกรัฐมนตรี ดร.อัมเบดการ์อภิชาตบุตรแห่งภารตประเทศได้เป็นผู้หมุนกงล้อแห่งพระธรรมให้กลับคืนสู่อินเดียอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำชาวอินเดียจำนวนหลายแสนคนเข้าสู่พิธีสมาทานนับถือพระพุทธศาสนา กลายเป็นผู้นำชาวพุทธจำนวนหลายสิบล้านคนในอินเดียปัจจุบัน ท่าน ดร.อัมเบดการ์ เป็นผู้มีสติปัญญาสุขุมลุ่มลึก เป็นนักปราชญ์ เป็นอัจฉริยบุคคล ผู้มีวิญญาณแห่งการปฏิวัติผลักดัน ต่อสู้เพื่อคนยากจนเข็ญใจไร้ศักดิ์ศรีและถูกเหยียบย่ำอย่างหนักหน่วงในสังคมอินเดีย ท่านเป็นทั้งนักการศาสนา นักการเมืองและนักปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สถานะที่สูงส่งดีงาม                                                         

           ว่ากันตามจริงแล้ว ในด้านความรู้ความสามารถและอุปการคุณที่ ดร.อัมเบดการ์ มีต่อประเทศอินเดียนั้นมิได้เป็นสองรองใครเลยแม้กระทั่งทานมหาตมะ คานธี แต่ท่านมหาตมะ คานธีได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งชาติอินเดีย เพราะท่านเป็นผู้นำการต่อสู้โดยใช้หลักอหิงสาเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษได้สำเร็จ ส่วนท่านดร.อัมเบดการ์เป็นดังวิศวกรที่รับช่วงมาออกแบบสร้างชาติอินเดียทันทีที่อังกฤษยอมปล่อยให้อินเดียเป็นเอกราช โดย ดร.อัมเบดการ์ได้เป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญปกครองอินเดียฉบับแรก ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวของอินเดียที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน ต่อมาจึงมีการสร้างอนุสาวรีย์ของ ดร.อัมเบดการ์ ยืนถือหนังสือรัฐธรรมนูญอยู่หน้ารัฐสภาของอินเดีย

การนำพุทธธรรมกลับคืนสู่พุทธภูมิ

             นักปราชญ์ตะวันตกท่านหนึ่ง ได้กล่าวไว้ว่า “การรื้อฟื้นพระพุทธศาสนาในอินเดียเป็นไปได้ตลอดเวลา ชีวิตและคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มมีอิทธิพลต่อความคิดทางศาสนาของชาวยุโรปและอเมริกาด้วยอมตธรรมที่ว่า “หว่านพืชเช่นไรก็ได้รับผลเช่นนั้น” ประกอบกับพระจริยาวัตรอันบริสุทธิ์ของพระบรมศาสดา และพระกรุณาต่อมวลมนุษย์ พระองค์ทรงแสดงตัวอย่างชีวิตที่ประเสริฐและงดงาม ดังนั้นพระพุทธศาสนาจะกลายเป็นศาสนาที่รุ่งเรือง ข้าพเจ้าขอย้ำว่า “การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่เป็นไปได้ในอินเดียปัจจุบัน”

          บรรดาสาวกของพระบรมศาสดา ผู้มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา โดยการนำเอาพุทธศาสนากลับคืนสู่แผ่นดินเกิดนั้น มีเพียง ๒ ท่านที่โดดเด่นที่สุด คือ ท่านอนาคาริก ธัมมปาละ (2407-2476) แห่งศรีลังกา ผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิในอินเดีย และ ดร.บี.อาร์. อัมเบดการ์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของชนชั้นล่างที่ได้รับการเหยียดหยามประมาณ 300 ล้านคนในอินเดีย ท่านได้เป็นตัวแทนร่วมประชุมโต๊ะกลมกับผู้ปกครองอังกฤษ เมื่ออินเดียได้รับอิสรภาพ (15 ส.ค. 2490) เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและเป็นรัฐมนตรียุติธรรมในรัฐบาลชุดแรก                    

            ท่าน ดร.อัมเบดการ์ ได้พิสูจน์ข้อความข้างบนนี้ โดยปราศจากความสงสัยอย่างสิ้นเชิง หลังจากใช้เวลาศึกษาลัทธิการเมืองและศาสนาต่าง ๆ เปรียบเทียบกันโดยละเอียดเป็นเวลากว่า 20 ปี ท่านได้ตัดสินใจทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และตั้งใจรื้อฟื้นพระพุทธศาสนาในอินเดีย พร้อมกับบริวารกว่าห้าแสนคน ณ บริเวณ “ทิกษาภูมิ” กลางเมืองนาคปูร์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2449 (2500) วันนั้นเรียกว่า “วันธรรมจักรประวัตน์” คือวันที่ธรรมจักรได้หมุนกลับมาสู่อินเดีย                                                                                                                         

             บุคคลที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของพระพุทธศาสนาในอินเดียมีอยู่อีกหนึ่งท่าน คือ ท่าน อนาคาริก ธัมมปาละ ชาวศรีลังกา ผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิในอินเดีย โดยท่านได้ต่อสู้กับพวกนักบวชฮินดูกลุ่มมหันต์ที่ครองครองพื้นที่พระมหาเจดีย์พุทธคยามาหลายชั่วอายุคน ท่านได้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ เพื่อรวบรวมสมาชิกและทุนทรัพย์ในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์การครอบครองสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ากลับคืนสู่ความดูแลของชาวพุทธ และท่านได้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในหลายประเทศ                                                                 

             นอกจากนั้น ท่านยังได้ชื่อว่าเป็นผู้นำพระพุทธศาสนาเถรวาทไปสู่เวทีระดับโลก โดยเข้าร่วมอย่างมีบทบาทสำคัญในการประชุมสภาศาสนาโลก (World Parliament of Religion) ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2436 และได้จัดพิมพ์นิตยสารมหาโพธิรายเดือน เพื่อเป็นสื่อในการศึกษาพระพุทธศาสนาแก่มหาชนทั่วโลก กล่าวได้ว่าท่านอนาคาริกธัมมปาละได้สร้างคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่ต่อพระพุทธศาสนาและประชาชนผู้แสวงหาความสงบสุขทั่วโลกในการจาริกแสวงบุญที่สังเวชนียสถานในอินเดีย

คุณูปการของพระพุทธศาสนาต่ออินเดีย

            ความสำคัญยิ่งใหญ่ของชาติ ๆ หนึ่ง คงไม่ใช่แค่เรื่องแสนยานุภาพของกองทัพ ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รวมถึงอารยธรรม วัฒนธรรมหรือศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณของคนในชาติ เพราะแสนยานุภาพของกองทัพหรืออำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการต่อสู้แก่งแย่งแข่งขัน และดำรงอยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ประชาชนกว่าค่อนโลกยอมรับว่าอินเดียมีความสำคัญก็เพราะอินเดียได้ให้ความเจริญทางจิตวิญญาณแก่พวกเขา นั่นคืออินเดียได้ให้พระพุทธศาสนาต่อชาวโลก ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา ไม่มีพระพุทธเจ้า อินเดียจะไร้คุณค่าในสายตาของชาวโลกอย่างแน่นอน เมื่อพระพุทธศาสนายังรุ่งเรืองอยู่ในอินเดียนั้น การศึกษาของอินเดียเจริญมาก มีคนอ่านออกเขียนได้ถึงร้อยละ 60 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา มีนักศึกษาจากประเทศต่าง ๆ ทั้งจีน เอเชียกลาง ธิเบตไปศึกษาเล่าเรียนกันอย่างมากมาย มหาวิทยาลัยนาลันทา มีอาจารย์อยู่ 1,600 ท่าน มีนิสิตมากกว่า 10,000 ท่าน เมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย การศึกษาของอินเดียก็เข้าสู่ยุคมืด ทำให้เกิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ มีการแบ่งชั้นวรรณะกันอย่างรุนแรง คนวรรณะต่ำคือศูทรและจัณฑาล มีสถานภาพไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน สุดท้ายอินเดียก็ถูกปกครองโดยชาวมุสลิมอาหรับและมองโกลหลายร้อยปี เมื่อเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก อินเดียก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอยู่นับร้อยปี ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นอังกฤษมีพลเมืองอยู่เพียง 30 ล้านคน ขณะที่อินเดียมีพลเมืองอยู่ถึง 300 ล้านคน เมื่ออินเดียจะได้เอกราชจากสหราขอาณาจักรนั้น ท่านมหาตมะ คานธี ได้ยืนหยัดต่อสู้ด้วยหลัก “อหิงสา” และความอดทนอดกลั้นจนสามารถเอาชนะอาวุธปืนของกองทัพอังกฤษได้ ต่อมา ท่านดร.อัมเบดการ์ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่แก่อินเดียด้วยการฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่มาตุภูมิ ท่านเป็นพลังผลักดันสำคัญให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (Constituent Assembly) นำเอาตราธรรมจักรมาติดไว้กลางธงชาติอินเดียและเอาหัวสิงห์ของเสาหินพระเจ้าอโศกมาเป็นตราแผ่นดิน                                                                                                                                             

สรุปได้ว่า เมื่ออินเดียได้รับเอกราชเป็นอิสรภาพ ก็ได้อาศัยพระพุทธศาสนาทั้งศาสนธรรมและสัญลักษณ์ทางศาสนามาเป็นตัวเชิดชูความยิ่งใหญ่ของอินเดียไว้อิกครั้ง นอกจากนี้ ท่าน ดร. อัมเบดการ์ในฐานะประธานร่างรัฐธรรมนูญปกครองอินเดีย ท่านก็ได้เขียนบทบัญญัติว่าด้วยการไม่แบ่งชั้นวรรณะ ตลอดทั้งอุดมคติอื่น ๆ ของพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย

หมายเลขบันทึก: 660818เขียนเมื่อ 30 มีนาคม 2019 16:58 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 ตุลาคม 2019 16:14 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี