สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลการจัยในชื่อ “ภูมิทัศน์ในการนับถือศาสนาของคนทั่วโลก” โดย “พิว” (The Pew Forum on Religion & Public Life) รวบรวมข้อมูลจากสถิติในปี พ.ศ.2553 พบว่า ประชากรโลกที่ระบุว่าตัวเองเป็นคน “ไร้ศาสนา” หรือ “ไม่ผูกพันกับศาสนาใด” มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนติดอันดับ 3 ในขณะที่ศาสนาอิสลามและฮินดูมีแนวโน้มว่าคนจะนับถือมากที่สุดในโลก ส่วนศาสนายิวเป็นศาสนาที่มีแนวโน้มลดลงมากที่สุด

         รายงานวิจัย ระบุว่า ประชากรโลกว่า ร้อยละ 84 หรือประมาณ 6.9 ล้านคน ระบุว่าตนเองเป็นผู้นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง สำหรับศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดคือศาสนาคริสต์ โดยมีประชากรผู้นับถือกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของโลก โดยได้มีการสำรวจและจัดลำดับศาสนาตามจำนวนผู้นับถือศาสนาดังนี้  อันดับ 1 ศาสนาคริสต์ อันดับ 2 ศาสนาอิสลามอันดับ 3 สำหรับผู้ที่ระบุว่าไร้ศาสนา  อันดับ 4 ศาสนาฮินดู    พุทธศาสนาอยู่อันดับที่ 5 
https://www.winnews.tv/news/15...

         เกิดความถามในใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกปัจจุบัน ผู้คนในโลกปัจจุบันมีแนวโน้มที่ปฏิเสธการนับถือศาสนามากขึ้นเรื่อยๆ โดยทั่วไปแล้วศาสนานั้นจะตั้งอยู่ศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งศรัทธากับความเชื่อได้ปลูกฝังมาในอดีตในนั้นพบก็พิสูจณ์ว่ามันไม่เป็นอย่างที่ศาสนาได้กล่าวไว้มันก็อาจจะทำให้ศาสนาเสื่อมลง จากอดีตสู่ปัจจุบันมนุษย์มีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ภาวะที่จะต้องพึ่งพิงศาสนานั้นก็ลดลงไปด้วย มนุษย์สามารถจัดการกับความขับข้องใจ(ความทุกข์)ได้อย่างหลากหลายโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ศาสนาซึ่งเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน และอีกเหตุหนึ่งก็คือการหมดศรัทธาและผิดในตัวบุคคลทางศาสนา
       จริงๆแล้วคนที่ไม่นับถือศาสนาเขายึดหลักอะไรกัน เขาไม่มีศีลมีธรรมหรืออย่างไร จริงๆแล้วไม่ใช่ว่าคนไม่มีศาสนานั้นจะเป็นคนที่ไม่ดี จากตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่คนค่อนประเทศไม่นับถือศาสนาแต่ทำไมประเทศเมืองเขากลับสงบ และมีอาชญากรรมน้อยแถมยังเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง นั้นก็เป็นเพราะคนเหล่านั้นยึดหลักกฎหมาย และจริยธรรมสากลนั่น จากตัวอย่างนี้จึงสรุปได้ว่าคนไร้ศาสนานั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่คนชั่ว สิ่งที่ทำให้คนที่นับถือศาสนามองว่าคนไร้ศาสนานั้นเป็นคนไม่ดี ก็อาจจะสันนิษฐาน เกิดการปลูกฝังค่านิยม อย่างตัวที่เราเคยได้ยินมาจากเป็นเพลง เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องทำหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปลูกฝั่งค่านิยมว่า หากจะเป็นคนดีต้องนับถือศาสนา ซึ่งเมื่อโลกเปลี่ยนความคิดแบบนี้จึงไม่เหมาะกับสภาวะของโลกปัจจุบัน ที่มีความหลากหลายวัฒธรรม และความเชื่อ