คำตอบอันรู้ได้เฉพาะตน ต้องพิสูจน์เอาเองเท่านั้น
"ไม่มีสิ่งใดเกินความเพียรมนุษย์"
วันก่อนแสดงอาการของจิตที่ปรากฏทางร่างกายให้เราเห็นกันบ้างแล้ว
จิตของเรามันมีความคิดเป็นอารมณ์ มันเสพความคิดของเราอย่างต่อเนื่อง ไอ้เราก็คล้อยตามมันไม่ยอมพักกันเลย คิดกันอยู่ตลอดเวลา คิดๆๆๆ แล้วเมื่อไหร่จะได้นอนกัน
เมื่อไหร่ล่ะจิตจะคลายความคิด เมื่อเราหยุดคิดไม่ได้ เมื่อมันไม่ยอมคลายเราก็ต้องฝึกบังคับกันสักหน่อย..จิตมันเกิดดับเร็วสัก ๑๐ เท่าความเร็วแสงหรือเร็วเท่าไหร่ใครจะรู้นอกจากสติ เร็วเท่าไหร่มันก็ยังไม่เร็วเท่าสติของเรา
ให้ท่านผู้อ่านหายใจลึกๆ ช้าๆ ลึกสุดใจ แล้วปล่อยออกมา 3 อย่าง อย่างแรกปล่อยวางความคิด อย่างสองปล่อยลมหายใจ อย่างสามผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
บังคับให้จิตมันมายึดลมหายใจวันละครั้ง เราก็จะรู้ทันมันทุกวันวันละครั้ง เราก็ไม่ห่างจากความจริงแล้ว
ถ้าอยากจะลองฝึกจับอาการของจิต เพื่อรู้จักรู้ทันมัน เพื่อเข้าสู่อุเบกขา การปล่อยวางสิ่งต่างๆ อยู่กับปัจจุบันที่สุดคือลมหายใจ
ฝึกก่อนนอน ไหว้พระก่อน สวดมนต์เล็กน้อยวอร์มเครื่องก่อน เป็นการรวบรวมสมาธิ
ปิดไฟแล้วนอนหลับตา หายใจลึกๆช้าๆ ให้เป็นธรรมชาติ หายใจเข้าลึกจนรู้สึกพอสวย ไม่ต้องลึกมาก แล้วปล่อยออกมาให้นับหนึ่ง
หายใจเข้าแล้วปล่อยออกมานับสองนับสามนับสี่ไปเรื่อยๆ
ถ้าไม่มีความคิดใดๆแทรกเข้ามา ท่านผู้สนใจฝึกนับไม่ถึง ๗ ครั้ง ได้เจอความคิดอีกทีตอนเช้า..
แต่จิตมันไม่ให้เราจับได้รู้ทันได้ง่ายๆนะ
พอเราบังคับให้จิตมันคิดอยู่แต่จะนับลมหายใจให้แน่ชัดอย่างเดียว มันก็ส่ายไม่หยุด หลุดไปคิดเอาจนได้ พอมันหลุดออกไปคิดอย่างอื่น นานเท่าไหร่ก็ไม่ต้องสนใจมัน รู้ปุ๊บกลับมาที่ลมหายใจทันที นับใหม่ คราวนี้ใช้อุเบกขาบังคับเลย
พอจิตมันโดนอุเบกขาบังคับให้มันต้องนับลมหายใจ มันจะละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นในตน มันผ่อนคลายกายเรา กล้ามเนื้อเราก็ได้ผ่อนคลาย นับไม่ได้ถึง ๗ เจอกันตอนเช้า..
เป็นการเจริญสมาธิภาวนาที่ง่ายที่สุดในโลก
แต่ความขี้เกียจมันไม่ใช่ง่ายนะ มันคือความขี้เกียจ ลองทำให้ได้สัก ๗ วัน ค่อยมาดูผล ดีกว่าผลัดไปมันคือความขี้เกียจ ง่ายกว่านี้มันคือความขี้เกียจ ไม่มีอะไรง่ายกว่าความขี้เกียจ
ต้องอุปมาคำสอนพระพุทธองค์แบบพิศดาร
"ความขี้เกียจของมนุษย์มีอำนาจเหนือความเพียร"
ใครหลับยากลองฝึกทำดูก่อนนอนก็ได้
สรรพคุณบรรยายสำหรับผู้ฝึกปฏิบัติทุกคืน
หลับง่าย ตื่นตรงเวลา สดชื่นแจ่มใส
วันนี้รู้ทันจิตแค่นี้พอ
สรุปเมื่อจิตไม่เสพอารมณ์ความคิด หันไปยึดติดลมหายใจ มันจะคลายตัวตนของเรา ร่างกายผ่อนคลายแสดงอาการหลับ
ถ้าหลับแล้ว..บางครั้งจิตมันรู้ตัว มันพยายามจะคิด แต่เราไม่รู้ตัวแล้ว เราหลับ.
มันอาจแสดงออกมาในความฝัน มันเหมือนความคิดทั่วไปอย่าไปใส่ใจ แต่อย่าประมาท
ลึกๆละเอียดลงในจิตมันมีความทรงจำใต้สำนึกเก่าๆ บุญบาปอาจแสดงออกเป็นนิมิตความฝันได้เหมือนกัน
ผู้ไม่คิดอะไร คือผู้ทรงอุเบกขาตลอดเวลา เช่นพระอรหันต์ พระอริยบุคคลเป็นต้น
เราปุถุชนได้สัก ๗ ครั้งลมหายใจก็บุญใหญ่เท่าสร้างวัด สร้างวิหารธรรมแล้วนะ เมื่อรู้ทันจิตแล้วให้ท่านผู้อ่านได้ลองปฏิบัติฝึกฝนลองดู ไม่เสียหลาย ไม่เหนื่อย แค่ฝึกนอนอย่างคนมีสติ ง่ายพอๆกับความขี้เกียจ ง่ายกว่านี้ไม่มีแล้ว
ถ้าจะทำให้ได้ผลเร็ว ต้องรักษาศีลด้วย ศีล ๕ ครองเรือนก็ใช้ได้
ฟังธรรมในยูทูปก่อนนอนยิ่งดี
ฟังไปเรื่อยๆ ไม่เข้าใจ รำคาญอย่างไรก็จะเพียรเปิดฟังอยู่เป็นประจำ มันซึมเข้าไปเองอัตโนมัติ
ปัญญา มันไหลได้
เมื่อมีสติ ปัญญาจะไหลมาหาเราเอง
ใครฟังครั้งเดียวเข้าใจเห็นธรรม ไม่มี จะมีก็แต่เพียงเทวดาเท่านั้น มนุษย์เป็นเพียงผู้ฝึกได้ ต้องฝึกฝน อดทน หมั่นเพียรเท่านั้นไม่มีหนทางอื่น
ความรู้มันมีอยู่ เราจะรู้หรือไม่รู้
ความจริงมันปรากฎอยู่ เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ความเข้าใจก็มีอยู่ เราจะมีปัญญาไหม
ความเพียรเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์..
.ธัมมานุสารี.