“…ผู้ที่เป็น ครู จะต้องนึกถึงความรับผิดชอบ เพราะว่าถ้าเป็นครูแล้ว ลูกศิษย์จะต้องนับถือได้ ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับที่เป็นครู ไม่ใช่วางตัวอย่างหนึ่งแล้วมาสอนอีกอย่างหนึ่ง ….”

         เช้าวันนี้..ผมรีบมาก เพราะรถไถชาวบ้านจะมาช่วยโรงเรียน ไถพื้นที่ในป่าโดยรอบอาคารให้สะอาดและโล่งเตียน คงเหลือไว้แต่ไม้ยืนต้น ส่วนใบไม้แห้งก็ไถกลบไว้ให้เป็นปุ๋ย..

    ผมบอกคนขับรถไถให้ดำเนินงานตามแผน ส่วนผมไปมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน ๔๕ คน ซึ่งผู้ปกครองมารอพร้อมแล้ว ในห้องประชุมของอาคารออมสิน..

    เสร็จภารกิจมอบทุน ก็มีโอกาสต้อนรับผู้ปกครองซึ่งมีอาชีพขายข้าวแกงอยู่หน้าโรงพยาบาลฯร้านใหญ่ที่สุดของอำเภอ..

        ขอย้ายลูกมาเข้าเรียนชั้น ป.๑ และ ป.๕..ย้ายมาจากโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล..ผมก็เลยต้องพาชมอาคารสถานที่ เพื่อประกอบการตัดสินใจของเขา..

        วันนี้อากาศร้อนมาก..ผมเห็นว่านักเรียนบางส่วนสอบเสร็จแล้ว..จึงให้ช่วยกันรดน้ำต้นไม้ที่ค่อนข้างเหี่ยวเฉาและนักเรียนบางส่วนช่วยผมขุดหลุมและเตรียมดิน สำหรับปลูกต้นเฟื่องฟ้ารุ่นใหม่..เพื่ออนาคตที่สดใสของโรงเรียน..

        ครูและนักเรียนกลับกันหมดแล้ว..ผมยังต้องอยู่ต่อ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ภารโรง ดูเล้าไก่ ปิดน้ำและเปิดไฟหน้าอาคารเรียน  ทันใดนั้น..เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น...

        “พ่อ..คิดยังไงครับ ที่รัฐมนตรีจะให้ครูขายของออนไลน์ เป็นอาชีพเสริม”

        “อ้าวหราพ่อยังไม่รู้ ตอนนี้รู้แต่ว่าพ่อจะทำโรงเรียนคุณภาพประจำหมู่บ้าน..”

        ผมตอบลูกชายไปแบบนั้น แต่ใจก็พรั่นพรึง คิดไม่ถึงว่าคนระดับนั้น จะคิดแบบนี้..เพราะเรื่องแบบนี้คนที่มีการศึกษา เขาจะไม่คิดดังๆจนเป็นนโยบาย...

        ผมอ่านข้อความในไลน์ที่ลงข่าวธุรกิจ ที่รัฐมนตรีจะช่วยเรื่องหนี้สินครู โดยขอให้ สกสค.เป็นแม่งาน ประสานครูให้ใช้เวลานอกราชการ เพื่อขายของออนไลน์..

        แสดงให้เห็นว่าผู้นำการศึกษาคนนี้ ไม่รู้ซึ้งถึงความเป็น “ครู” เขาเป็นกัน ๒๔ ชั่วโมง ครูเขามีระเบียบปฏิบัติและมีจรรยาบรรณ..คนที่เป็นหมอก็น่าจะรู้

        ถามว่าแล้วครูที่มีหนี้สินล่ะ จะแก้ปัญหาอย่างไร? ตอบ..วิธีที่คุณคิดมันไม่ใช่วิธีแก้..เพราะทุกวันนี้ครูบางส่วนเขาก็ขายของกัน แต่เขาไม่ได้เป็นหนี้ เขาทำเสริมรายได้ทำแบบไม่เปิดเผยตัวเท่าใดนัก..เพราะอาชีพหลักเป็นครู..ผู้ปกครองรู้ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่...

        ใครจะศรัทธาครูของลูกที่เป็นคนค้าขาย..ถ้าขายจนกิจการดี มิทิ้งลูกหลานเขารึ...เป็นถึงรัฐมนตรี คิดหน่อยเป็นไร..?

        เมืองไทยนะ มิใช่เมืองนอก และครูไทยก็ไม่จำเป็นต้องอิสระเสรีถึงเพียงนั้น ควรจะมีหลักเกณฑ์กติกาและมีระเบียบวินัยกำกับ นโยบายแบบนี้บ่งบอกชัดเจนว่า ผู้นำการศึกษาไทยคนนี้ ไม่ได้ใช้หลักคิดของศาสตร์พระราชา ไม่รู้เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเลยแม้แต่น้อย...

        และที่สำคัญตามไม่ทันความคิดตัวเอง แบบพูดไปเรื่อย..เพราะวันนี้..โจทย์ข้อ้ใหญ่ที่ให้โรงเรียนคุณภาพประจำตำบลทำให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ล้วนเป็นภาพเชิงประจักษ์ เป็นนวัตกรรมเชิงคุณภาพทั้งสิ้น..ครูจะได้ปิดเทอมกันหรือเปล่า..ก็ยังไม่รู้

        จะไปทำให้โรงเรียนเขาละล้าละลังทำไม? “ครู”ทุกวันนี้..อย่าว่าแต่ขายของเลย เวลาจะอยู่กับครอบครัวก็แทบจะไม่มี เป็นรัฐมนตรีหัดอยู่เฉยๆบ้างเถอะ...คิดอะไรแต่ละอย่าง ล้วนบั่นทอนจิตใจผู้บริหารและครูไทย

         พูดมาถึงตรงนี้ น้ำตามันอยากจะร่วงริน..พ่อหลวงทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย เสด็จเยี่ยมครูในท้องถิ่นกันดาร ทรงมีโครงการพระราชดำริในโรงเรียนชายแดน และพระราชทานทุนส่วนพระองค์ค้นคิดนวัตกรรมให้โรงเรียนขนาดเล็ก....  

          พ่อสู้อุตส่าห์ฝากครูให้ช่วยดูแลเด็กๆด้วย ให้เขามีความรู้และคุณธรรม วันนี้ท่านผู้นำการศึกษา..จะแนะนำอาชีพเสริมให้ “ครู”อีกแล้ว..จึงดูไม่เหมาะสมนัก

          พ่อเคยสอนพวกเราว่า...“…ผู้ที่เป็น ครู จะต้องนึกถึงความรับผิดชอบ เพราะว่าถ้าเป็นครูแล้ว ลูกศิษย์จะต้องนับถือได้ ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับที่เป็นครู ไม่ใช่วางตัวอย่างหนึ่งแล้วมาสอนอีกอย่างหนึ่ง ….”  และพระบรมราโชวาทที่ครูไทยตระหนักและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงห่วงใยในอาชีพ “ครู”

        “...ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ์ และ ห่วงรายได้กันมากเข้า ๆ แล้ว จะเอาจิตเอาใจที่ไหน มาห่วงความรู้ ความดี ความเจริญของเด็ก ความห่วงในสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อย ๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น จะไม่มีอะไรเหลือไว้ พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เป็นที่เคารพบูชาอีกต่อไป ”

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๓  มีนาคม  ๒๕๖๒