นี่คืออุดมคติส่วนตัวของผม ที่มีมาแต่เด็ก   และช่วยให้เด็กบ้านนอกลูกชาวบ้านคนหนึ่งได้มีชีวิตที่ดีได้ถึงขนาดนี้   จึงสะท้อนคิดถ่ายทอดออกมาในยามที่ได้รับการกระตุ้นจากสถานการณ์

สองวันมานี้ ผมได้รับการติดต่อจากคนในกระทรวงศึกษาธิการของจังหวัดใหญ่แห่งหนึ่ง    ขอเชิญไปเป็นวิทยากรพูดให้คนของกระทรวงศึกษาหลายจังหวัดฟัง ๑ วัน    เน้นการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑  และ coaching   เขาคงจะทราบมาก่อนแล้วว่า ผมเป็นคนมีภารกิจมาก เชิญยาก จึงส่งกำหนดการมาให้ดู   และเปิดวันให้ผมเลือกเองตามที่ผมสะดวก ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒   

ผมตอบ อีเมล์ ไปว่าถ้าโครงการมีเป้าหมายแค่นี้ ผมไม่รับ   เพราะไม่เห็นว่าเด็กจะได้รับประโยชน์อย่างไร    ไม่เห็นว่าการประชุมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนและในชั้นเรียนอย่างไร   

หลังจากนั้น ๑ วัน ท่านผู้นั้นก็โทรศัพท์มา และบังเอิญผมรับ (ตามปกติผมไม่ค่อยรับโทรศัพท์  ต้องการให้คนติดต่อทาง อีเมล์ มากกว่า)   จึงได้คุยกัน

ผมตอบตรงๆ ว่า ตามเอกสารที่ส่งไปให้ ผมตีความว่าเป็นการประชุมเพื่อการประชุม   เพื่อผลงานของคนจัด   และเพื่อคนมาเข้าประชุม   ไม่เห็นผลประโยชน์ของเด็ก    หรือไปไม่ถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก   งานแบบนี้ผมไม่รับ   เพราะผมไม่เห็นคุณค่า  

ผมเรียนท่านผู้นั้นว่า    ผมไปพูดตามงานแบบนั้นมามาก และไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง    จึงตั้งใจไว้ว่าจะหลีกเลี่ยงการไปพูดในวงที่คุณค่าต่ำ   คือไปไม่ถึงประโยชน์ของส่วนรวม    คิดอยู่แค่ผลประโยชน์ของตนเอง หรือหน่วยงานของตน   ระบบการศึกษาไทยเราตกต่ำเพราะผู้บริหารระบบตกอยู่ในกระบวนทัศน์นี้   ตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง ไปถึงส่วนภูมิภาค   และการคิดโครงการต่างๆ   ที่มีการใช้ทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์มากมายปีละเป็นแสนล้านบาท  

ผมกราบขออภัยท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบดังกล่าวและไม่ได้ตกหลุมดำนี้ ไว้ด้วย     

วิจารณ์ พานิช

๗ ก.พ. ๖๒