๘๙๕. ทำตามฝัน...

ระหว่างที่รออาหาร..ผมนั่งชมผืนน้ำที่สะท้อนแสงไฟให้เห็นความระยิบระยับ สวยงามจับใจ แพโยกไหวไปมาเมื่อเรือด่วนวิ่งผ่านแพไป คลื่นลูกใหญ่ปลุกให้แพดูมีชีวิตชีวา เคล้าเสียงเพลงในยุค ๘๐ – ๙๐ ที่บรรเลงกันสดๆ

        ถ้อยคำที่นักร้องผู้เข้าประกวดร้องเพลงลูกทุ่งทางทีวีพูดกันบ่อยๆ จะพูดประมาณนี้แหละ โดยบอกว่าที่มาประกวดครั้งนี้ เพราะต้องการทำตามฝัน บ้างก็ว่าเดินตามฝันอยากให้ฝันเป็นจริง..ผมนึกถึงคำนี้..เพราะผมเองก็มีฝันที่แปลกๆอยู่เหมือนกัน..

    วันนี้ ผมทำตามฝันสำเร็จไปหนึ่งอย่าง ไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด แต่มันเป็นความภูมิใจ ที่คิดไว้ว่าจะทำให้ได้ และวันนี้ก็ได้ลงมือทำแล้ว..

        ผมไปราชการที่กรุงเทพฯ พอตกเย็นผมก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่ศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี เพื่อออกกำลังกาย รอเวลาให้แดดร่มลมตกสักหน่อย ผมจะไปทานมื้อเย็นในร้านอาหารที่เป็นแพลอยน้ำ..

        เป็นร้านอาหารในฝันของผม..ทั้งที่ผมก็เคยทานอาหารในร้านแบบนี้มาแล้วทุกระดับ แต่ร้านนี้มีเรื่องติดค้างคาใจ..ต้องไปนั่งให้ได้สักครั้ง..

        ตอนนั้น..ผมเป็นครูอยู่ศรีสะเกษ ลาเรียนต่อปริญญาโทและพักอยู่บ้านพักห้องแถวของพ่อที่ทำงานบนสำนักงานชลประทานบางบัวทอง..

        ในแต่ละวันที่ไปเรียนหนังสือ ผมต้องนั่งรถเมล์สามต่อ นั่งไปลงที่สี่แยกบางไผ่ เพื่อต่อรถเมล์ไปลงที่หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นก็นั่งรถเมล์ต่อไปยังถนนอโศก แล้วเดินขึ้นสะพานข้ามคลองแสนแสบไปยัง มศว.ประสานมิตร

        ตอนที่รถเมล์วิ่งถึงสะพานพระนั่งเกล้าฯ ผมจะมองไปที่แพอาหารด้านซ้ายมือ สมัยนั้นร้านอาหารในแพมีไม่มาก จึงดูน่าสนใจ ตอนเช้าก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ขากลับซึ่งมืดค่ำแล้ว ผมมองไปที่แพเห็นดวงไฟที่ประดับดูสวยงามมาก..

        ผมจึงเริ่มฝันทันที ทั้งที่ยังไม่ได้นอน นั่งฝันบนรถเมล์นั่นแหละ ว่าสักวันผมจะต้องลงไปนั่งทานอาหารในแพนี้ให้จงได้ สาเหตุที่ยังไปไม่ได้ในตอนนั้น เพราะผมต้องประหยัดค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้หลายทาง..

        เงินเดิอน ๕,๓๐๐ บาท ต้องให้พ่อกับแม่และส่งให้น้องเรียน การเรียนปริญญาโทก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย เพื่อนๆหลายคนต้องกู้สหกรณ์มาเรียน แต่ผมไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ก็เลยต้องพึ่งตนเอง..

        โชคดีที่อาจารย์ให้ค่าตอบแทนและเลี้ยงอาหารกลางวันบ้าง โดยให้ผมตรวจงานวิจัยและเขียนแผ่นใส ผมจึงมีรายได้พิเศษเล็กๆน้อยๆจากการเรียนปริญญาโท

        ผมเรียนปี ๒๕๓๑ และจบในปี ๒๕๓๓ ตอนที่ใกล้จะเรียนจบ ก็ตั้งใจว่าจะไปลงแพเพื่อเลี้ยงฉลอง แต่ก็มีเหตุจำเป็นต้องรีบเดินทางกลับศรีสะเกษเพื่อไปใช้ทุนที่โรงเรียนเดิม..

        ผมมีโอกาสเข้ากรุงเทพฯอีกหลายครั้งหลายครา และทุกครั้งที่ผ่านสะพานพระนั่งเกล้าฯผมจะมองหาแพอาหารแห่งนี้ ว่ายังเปิดกิจการอยู่หรือเปล่า..?

        วันนี้ได้มาเห็นกับตา ๓๐ ปีที่ผ่านมา..ผมเชื่อว่าแพอาหารแห่งนี้ต้องมีการขยับขยายกิจการให้ใหญ่โตมากขึ้น สังเกตจากสะพานที่ทอดยาวลงไป และขนาดของแพที่กว้างขวาง ตลอดจนดวงไฟที่ประดับดูอลังการมากกว่าเดิม..

        ผมประทับใจตั้งแต่ทางเดินเข้าร้าน..ดูเป็นแนวย้อนยุค ประดับตกแต่งเป็นมุมหนังสือและสิ่งของมองให้เห็นความคลาสสิค พอลงไปถึงโต๊ะอาหาร ก็แทบจะลืมว่ามาทานอาหาร เพราะวิวทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก

        มองผ่านไปยังสะพานพระนั่งเกล้าฯ เห็นสะพานซ้อนสะพานแบบเล่นระดับ มีสะพานใหม่เกิดขึ้น รวมทั้งสะพานของรถไฟฟ้า และมองไกลออกไปก็ยังมีอีกหนึ่งสะพานเชื่อมต่อกันระหว่างเมืองนนท์กับกรุงเทพฯ

        ระหว่างที่รออาหาร..ผมนั่งชมผืนน้ำที่สะท้อนแสงไฟให้เห็นความระยิบระยับ สวยงามจับใจ แพโยกไหวไปมาเมื่อเรือด่วนวิ่งผ่านแพไป คลื่นลูกใหญ่ปลุกให้แพดูมีชีวิตชีวา เคล้าเสียงเพลงในยุค ๘๐ – ๙๐ ที่บรรเลงกันสดๆ

        ผมคงจดจำค่ำคืนนี้ไปอีกนาน รสชาติอาหารไม่ใช่ความต้องการของผม แต่ชื่นชมที่ร้านอาหารแห่งนี้ ยังคงรักษาตำนานเอาไว้อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ให้ผมมีโอกาสมาเยือนและทำตามฝันอย่างที่ตั้งใจ..

        กาลเวลาผ่านไป..ย่อมทิ้งร่อยรอยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้ ผมเชื่อว่าถ้าเราคิดดีทำดี..ตลอดที่เรายังมีชีวิตอยู่ ย่อมมีโอกาสที่จะเติบโตและมีความหวัง ที่จะได้พบและสัมผัสเรื่องราวของหัวใจ..ที่ไล่ล่าฝัน และอยากเห็น “ฝันที่เป็นจริง

        คิดดีแล้วทำให้ได้..นานแค่ไหนก็ต้องอดทนรอ อย่าคิดและพูดไปเรื่อยๆ แต่ก็ทำไม่ได้...คือข้อเตือนใจให้พึงระมัด ระวัง..

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒  มีนาคม  ๒๕๖๒ 


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ชื่นชมกับบรรยากาศนะจ๊ะขอบคุณที่พามาเยือน “ แพในฝัน”

ครับพี่….

หมายเลขบันทึก

660217

เขียน

03 Mar 2019 @ 20:35
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก