วารสาร Science ฉบับวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๒ ลงเรื่อง Fake news on Twitter during 2016 U.S. presidential election (1) บอกว่า ในช่วงนั้นข่าวลวงมีสัดส่วนเป็นร้อยละ ๖ ของของการบริโภคข่าวทั้งหมด (ใน Twitter) โดย ร้อยละ ๑ ของผู้ใช้ Twitter เป็นผู้รับสารข่าวลวงร้อยละ ๘๐ และร้อยละ ๐.๑ ของผู้ปล่อยข่าว เป็นผู้ปล่อยข่าวลวงร้อยละ ๘๐ แสดงว่าทั้งการรับและปล่อยข่าวลวงในช่วงนั้น อยู่ในกลุ่มคนที่จำเพาะ
คนกลุ่มดังกล่าวมักมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม อายุมาก และฝักใฝ่การเมือง
รายงานผลงานวิจัยชิ้นนี้ยาวมาก มีการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการวิจัยข่าวลวงที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าว เห็นชัดเจนว่ามีงานวิจัยมากมาย ที่ผมประทับใจคือการกำหนดนิยามของข่าวลวง เน้นที่กระบวนการสร้างข่าว ไม่เน้นที่สาระของข่าว
ที่น่าตกใจคือเขาพบเว็บไซต์ที่ตั้งหน้าตั้งตาปล่อยข่าวลวงถึง ๑๗๑ แห่ง และให้สีดำ ส่วนที่ปล่อยข่าวลวงในสัดส่วนที่ลดหลั่นลงมาให้สีแดง (๖๔) และส้ม (๖๕)
เขาตรวจสอบพบนักปล่อยข่าว Twitter ในช่วง ๑ สิงหาคม ถึง ๖ ธันวาคม ๒๕๕๙ จำนวน ๑๖,๔๔๒ คน นำมาวิเคราะห์ด้วย big data analysis ได้ข้อสรุปดังกล่าวแล้ว
ในตอนสรุป เขาเอ่ยถึง “fact-checking organization” ที่ในอนาคตน่าจะต้องมีวิธีทำงานและสื่อสารให้ผู้คนทราบ น่าจะเป็นมิติใหม่ของยุค สารสนเทศสมัยใหม่
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ม..ค. ๖๒
ห้อง ๔๕๒๒ โรงแรมเซนทารา แกรนด์
We need to look for “big data analytical tools” (for the Net) to keep up with ‘fake news’ and we need good journalism that says “verify the news and the sources”.
The problem is we have a lot of people who will ‘render’ facts for their own interests.