เรามาทำความรู้จักกับการประมวลผลของคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต ที่เป็นความหวังใหม่ของมวลมนุษยชาติ โดยได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ปัจจุบันเป็นล้านเท่า ที่เรียกว่า “Quantum Computing”

การประมวลผลแบบควอนตัม

Quantum Computing

พลตรี มารวย  ส่งทานินทร์

[email protected]

16 กุมภาพันธ์ 2562

บทความเรื่อง การประมวลผลแบบควอนตัม (Quantum Computing) ดัดแปลงมาจากบทความทางอินเตอร์เน็ตหลาย ๆ แหล่ง เช่น https://en.wikipedia.org/wiki/Quantum_computing, https://thestandard.co/quantum-computer-1/, https://www.cbinsights.com/research/report/quantum-computing/, https://uwaterloo.ca/institute-for-quantum-computing/quantum-computing-101, และ https://www.wired.co.uk/article/quantum-computing-explained, เป็นต้น

ผู้ที่สนใจบทความนี้ PowerPoint (PDF file) สามารถ Download ได้ที่ https://www.slideshare.net/maruay/quantum-computing-131996817

เกริ่นนำ

  • ปัจจุบันนี้ คอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งด้านการทำงานและความบันเทิงของหลายๆ คน
  • แม้คอมพิวเตอร์จะเร็วขึ้นเพียงใด แต่ก็ยังตอบสนองไม่เพียงพอต่อการใช้งานของมนุษย์
  • เรามาทำความรู้จักกับการประมวลผลของคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต ที่เป็นความหวังใหม่ของมวลมนุษยชาติ โดยได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ปัจจุบันเป็นล้านเท่า ที่เรียกว่าQuantum Computing”

เทคโนโลยีใหม่

  • Satya Nadella (CEO ของ Microsoft Corp.) กล่าวว่าการประมวลผลแบบควอนตัม (Quantum Computing) เป็นหนึ่งในสามของเทคโนโลยีใหม่ ที่จะพลิกโฉมโลก เช่นเดียวกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) และ สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ยึดติดเข้ากับร่างกายของมนุษย์ (Augmented Reality)
  • ช่วงหลังมานี้ เราเริ่มจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) กันมากขึ้น ทั้งเรื่องของการวิจัยพัฒนา จนไปถึงความพยายามสร้างเพื่อเอาไปใช้จริง
  • หลายหน่วยงานในต่างประเทศก็เริ่มพูดถึง และให้การสนับสนุนงานวิจัยเหล่านี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ
  • หลายคนเชื่อกันว่า นี่จะเป็นวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์แบบก้าวกระโดด

การประมวลผลแบบควอนตัม

  • ควอนตัมคอมพิวเตอร์ พร้อมที่จะยกระดับอุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่การสื่อสารโทรคมนาคม ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไปจนถึงการผลิต การเงิน การแพทย์ และอื่น ๆ
  • แต่มีน้อยคนที่เข้าใจว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

คำนิยาม

  • การประมวลผลแบบควอนตัม (Quantum computing) เป็นการประมวลผลโดยใช้กลไกปรากฎการณ์ของควอนตัม คือ การทับซ้อน (superposition) และการพัวพัน (entanglement)
  • ควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) คือเครื่องมือที่ใช้ในการประมวลผลแบบควอนตัม

ทฤษฎีควอนตัม

  • ทฤษฎีควอนตัมเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1900 ด้วยการนำเสนอของ Max Planck ไปยัง German Physical Society ซึ่งเขาได้มีแนวคิดว่าในแต่ละหน่วย (individual units) มีทั้งพลังงานและสสารปรากฏอยู่ ซึ่งเขาเรียกว่า "ควอนตัม (quanta)"
  • อีกสามสิบปีเรื่อยมา มีการพัฒนาต่อยอดโดยนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจของทฤษฎีควอนตัมที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ควอนตัมฟิสิกส์

  • มีสองประเด็นที่เกี่ยวข้องมากที่สุดของควอนตัมฟิสิกส์ คือหลักการของการทับซ้อน (superposition) และการพัวพัน (entanglement)
  • การทับซ้อน  คือการที่อนุภาคมีพฤติกรรมราวกับว่าอยู่ในทั้งสองสถานะพร้อมกัน (ทั้ง 0 และ 1)
  • การพัวพัน คือการที่อนุภาค (ที่มีปฏิสัมพันธ์กันแล้วยังคงรักษาการเชื่อมต่อ) มีการพัวพันกันเป็นคู่ ในกระบวนการที่เรียกว่า ความสัมพันธ์ (correlation)
  • การทับซ้อน เป็นหลักความสามารถของระบบควอนตัม ที่จะอยู่ในหลาย ๆ สถานภาพในเวลาเดียวกัน นั่นคืออาจเป็น "ที่นี่"และ"ที่นั่น" หรือ "ขึ้น"และ"ลง" ในเวลาเดียวกัน
  • การพัวพัน คือความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ซึ่งมีอยู่ระหว่างอนุภาคควอนตัม ที่ควอนตัมสองอนุภาคหรือมากกว่า สามารถเชื่อมโยงกันสมบูรณ์แบบ แม้ว่าจะอยู่ห่างกันด้วยระยะทางที่แสนไกลมาก ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังอธิบายไม่ได้Einstein อธิบายการพัวพันนี้ว่าเป็น“การหลอกหลอนจากระยะทางที่ไกล (spooky action at a distance)”

Quantum Computing คืออะไร

  • Quantum Computing ก็คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เปลี่ยนจากการทำงานบนแผงวงจร มาใช้คุณสมบัติพิเศษของอะตอมแทน
  • โดยที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบัน จะแทนค่าข้อมูลด้วย Bit อันประกอบด้วยตัวเลข 0 กับ 1 เรียกว่าเลขฐานสอง (Binary Digit) แล้วนำไปประกอบกัน เช่น 32 bits หรือ64 bits เป็นต้น
  • แต่ระบบ Quantum Computing จะใช้อะตอมที่มีคุณสมบัติของ Quantum Bit (หรือ Qubit) ที่สามารถประมวลผลเป็นตัวเลข 0 หรือ 1 พร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน

การเปรียบเทียบการประมวลผลแบบควอนตัมกับปัจจุบัน

  • ขอใช้เหรียญเพื่อความเข้าใจง่ายดังนี้
  • คอมพิวเตอร์ปัจจุบัน ใช้ทรานซิสเตอร์เป็นสวิทช์เปิดหรือปิด เปรียบเสมือนเหรียญที่วางราบอยู่ ที่จะเป็นหัวหรือก้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • แต่ถ้าเป็นเหรียญที่กำลังหมุนอยู่ ก็จะเป็นไปได้ทั้งหัวและก้อย นั่นคือการประมวลผลแบบควอนตัม (ซึ่งเราจะรู้ผลว่าออกหัวหรือก้อย ก็จนกว่าเหรียญจะหยุดหมุนแล้วพลิกลงด้านใดด้านหนึ่ง)

Qubits

  • Qubits สามารถเป็นค่าใด ๆ ตั้งแต่ 0 ถึง 1 หรือมีคุณสมบัติของค่าทั้งสองนี้พร้อมกัน ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นสำหรับการคำนวณ ดังนั้น จำนวนการคำนวณที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถทำได้คือ 2n โดยที่ n คือจำนวน Qubits ที่ใช้
  • คุณสมบัติดังกล่าว ทำให้ Qubit ทำงานได้เร็วกว่า Bit อย่างมหาศาล (1 qubit = 2, 2 qubits = 4, 3 qubits = 8, 300 qubits = ?)
  • นอกจากนี้ Qubit ยังสามารถสื่อสารกับอะตอมที่เป็น Qubit ด้วยกันได้โดยไม่ต้องผ่านสื่อกลาง ทำให้ Qubit สามารถประมวลผลร่วมกันได้ราบรื่นและรวดเร็ว รวมถึงรองรับงานแบบ Multitasking ได้ง่ายกว่า
  • โดยเมื่อปี ค.ศ. 2015 มีประกาศจาก Google ว่า Quantum Computer ที่พวกเขาพัฒนาขึ้น มีความเร็วมากกว่า PC ทั่วไปถึง 100 ล้านเท่า!!

ข้อจำกัดของ Qubit

  • แต่อย่างไรก็ตาม ระบบ Quantum Computing ก็มีข้อจำกัดอยู่ เช่น ตัว Qubit ที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอมและเปราะบาง หากมีสิ่งรบกวนเพียงเล็กน้อย คุณลักษณะของ Qubit ดังกล่าวก็จะหายไป (decoherence) พร้อมข้อมูลภายใน
  • อีกทั้งยังไม่พบวิธีการคัดลอก Qubit เพื่อสำรองข้อมูลโดยสมบูรณ์
  • ยังไม่นับเรื่องการเก็บรักษา Qubit ให้พร้อมใช้งาน ซึ่งต้องอยู่ในอุณหภูมิศูนย์สมบูรณ์หรือ -273.15 องศาเซลเซียส

Quantum Computing ในอนาคต

  • จริงๆ แล้ว แนวคิดเรื่องการนำ Quantum มาใช้กับคอมพิวเตอร์ มีมาตั้งแต่ยุคปี ค.ศ. 1980 แต่เนื่องจากมีความซับซ้อนทางฟิสิกส์ค่อนข้างสูงมาก รวมถึงต้องทำการวิจัยในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การวิจัยจึงยังอยู่ในวงจำกัด
  • ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ระบบ Quantum Computing จึงได้รับการสานต่อโดยบริษัทไอทียักษ์ใหญ่และประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ จนมีแนวโน้มว่าเราอาจจะได้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลโดย Qubit ภายใน 10 ปีที่จะถึงนี้

การนำ Quantum Computing ไปใช้งานในด้านต่างๆ

  • 1. พลิกรูปแบบการรักษาความปลอดภัยออนไลน์
  • 2. ลับสมองให้ปัญญาประดิษฐ์
  • 3. ทดลองทางเคมีเพื่อพัฒนายารักษาโรค
  • 4. พัฒนาการพยากรณ์อากาศให้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • 5. ช่วยจัดการคมนาคมให้ใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ

1. พลิกรูปแบบการรักษาความปลอดภัยออนไลน์

  • ปัจจุบัน ระบบ Online Security จะทำงานด้วยการเข้ารหัสจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่า Quantum Computing สามารถถอดรหัสทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
  • แต่หากว่าเรานำ Quantum Computing มาเป็นเครื่องประมวลผลรหัสแทน ก็อาจจะได้แม่กุญแจและกุญแจที่แข็งแรงกว่าที่เคย

2. ลับสมองให้ปัญญาประดิษฐ์

  • พลังประมวลผลอันรวดเร็วจากระบบ Quantum Computing สามารถเร่งกระบวนการเรียนรู้ของAI หรือปัญญาประดิษฐ์ ให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ได้ ทำให้ AI ถูกพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดียิ่งขึ้น

3. ทดลองทางเคมีเพื่อพัฒนายารักษาโรค

  • การสร้างยารักษาโรคแต่ละชนิด ต้องอาศัยการคำนวณอันละเอียดและแม่นยำQuantum Computing ไม่เพียงแต่ทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังสามารถคำนวณค่าต่างๆ พร้อมกัน
  • อีกทั้งในอนาคต การออกแบบยารักษาโรคจะลงลึกไปถึงในระดับวิเคราะห์ DNA เพื่อผลิตยาที่เหมาะสมกับแต่ละคน
  • ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี Qubit สามารถตอบโจทย์ ทั้งด้านความแม่นยำและเวลา เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยได้ทันท่วงที

4. พัฒนาการพยากรณ์อากาศให้แม่นยำยิ่งขึ้น

  • ภัยพิบัติทางธรรมชาติก่อความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินมากมาย แต่ด้วยเครื่องมือปัจจุบัน การพยากรณ์อากาศแทบจะเป็นเกมเดาสุ่ม
  • เราจึงจำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพของ Quantum Computing เพื่อปรับปรุงการคาดการณ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน หน่วยงานพยากรณ์อากาศแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ได้นำเทคโนโลยี Quantum Computing มาใช้ เพื่อจำลองแนวโน้มสภาพอากาศ ที่พอจะคาดเดาได้แม่นยำขึ้น

5. ช่วยจัดการคมนาคมให้ใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ

  • ไม่ว่าจะบนฟ้า บนพื้นดิน หรือบนผิวน้ำ ความเร็วของระบบ Quantum Computing สามารถนำมาใช้ประเมินเส้นทางให้เราเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้ บนวิถีการจราจรอันซับซ้อนขึ้นทุกวัน

ควอนตัมคอมพิวเตอร์

  • Quantum Computer นำคุณสมบัติของ ‘อะตอม’ มาใช้ในการประมวลผล ทำให้มีการประมวลผลที่เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาล ทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ได้ไวขึ้น
  • บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และประเทศมหาอำนาจ เช่น อเมริกา จีน ยุโรป ต่างทุ่มทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้แล้วในห้องแล็บ และคาดว่าจะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
  • กฎของมัวร์ กล่าวไว้ว่าทรานซิสเตอร์ในวงจรไอซี จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ 2 ปี ในวงจรขนาดเท่าเดิม หากกฎข้อนี้ยังคงเป็นจริงไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งทรานซิสเตอร์ก็จะมีขนาดเล็กลงจนแทบจะเท่ากับอะตอม เมื่อถึงเวลานั้น ฟิสิกส์ในชีวิตประจำวันจะไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในวงจรได้อีกต่อไป
  • ควอนตัมฟิสิกส์จึงเข้ามามีบทบาทแทน
  • แทนที่จะเพิ่มแค่จำนวนทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กเข้าไปเรื่อยๆ ก็มีนักวิทยาศาสตร์เกิดความคิดว่า ทำไมไม่ลองเอาสมบัติบางประการในควอนตัมฟิสิกส์มาใช้ในการคำนวณ ที่เรียกกันว่า“การประมวลผลแบบควอนตัม” (quantum computing)
  • ศาสตร์นี้เริ่มมีมาในช่วงต้นปี ค.ศ. 1980 แล้ว แต่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1994 ถึงจะเริ่มมาบูม เนื่องจากมีคนพัฒนาอัลกอริทึม หาตัวประกอบเฉพาะของจำนวนเต็มขนาดใหญ่ ด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้สำเร็จ

กฎของดอกกุหลาบ (Rose’s Law)

  • Steve Jurvetson ขนานนาม ปรากฏการณ์ของการเพิ่มขีดความสามารถของควอนตัมคอมพิวเตอร์ว่า“กฎของดอกกุหลาบ (Rose’s Law)”
  • กฎของดอกกุหลาบ ใช้สำหรับการประมวลผลแบบควอนตัม คู่ขนานกับ กฎของมัวร์ ที่ใช้สำหรับการพัฒนาโปรเซสเซอร์เซมิคอนดักเตอร์ เพราะควอนตัมคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก ๆ

อุปสรรคสำคัญของการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์

  • เนื่องจากคิวบิตเป็นอนุภาคเล็ก และอยู่ท่ามกลางอนุภาคอื่นๆ รายล้อมนับพัน จึงมีโอกาสสูงมากที่จะถูกอนุภาคในสภาพแวดล้อมเข้าไปรบกวนจนสถานะเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ข้อมูลในสถานะ superposition สูญเสียไปด้วย เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น
  • สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค ที่ทำให้เครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จึงยังไม่ถูกสร้างขึ้นมาโดยง่ายนัก

เราไปถึงไหนกันแล้ว

  • ในปัจจุบัน หลายๆ สถาบันทั่วโลกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย ต่างก็เร่งมือให้การสนับสนุนและผลิตงานวิจัยด้านการประมวลผลแบบควอนตัมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของการวิจัยด้านนี้
  • โดยส่วนใหญ่แล้ว จะมุ่งสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ให้รองรับคิวบิตจำนวนมาก เพราะยิ่งมีคิวบิตในระบบมาก นักวิจัยก็จะสามารถใช้ทดลองกับ อัลกอริทึม (algorithms) ที่ซับซ้อน หรือด้วยข้อมูลนำเข้าขนาดใหญ่ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของมันได้
  • เป้าหมายสูงสุดของการวิจัยอย่างหนึ่ง คือการสร้างคอมพิวเตอร์ที่สามารถรันอัลกอริทึมใดๆ ก็ได้ นักวิทยาศาสตร์เรียกควอนตัมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ว่า เป็น Universal Quantum Computer ซึ่งอาจจะต้องใช้คิวบิตมากกว่าหนึ่งแสนตัวเลยทีเดียว
  • การสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนแบบนี้ อาจต้องรอกันอีกนาน เพราะยังต้องหาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคิวบิตในปริมาณมากๆ กระบวนการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด วัสดุทางกายภาพอื่นๆ ไปจนถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ ของควอนตัมคอมพิวเตอร์

นักวิทยาศาสตร์ควบคุมอนุภาคขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็น Qubits โดยใช้

  • 1. กับดักไอออน (Ion traps) ใช้แสงหรือสนามแม่เหล็ก (หรือทั้งสองอย่างรวมกัน) เพื่อดักจับไอออน
  • 2. กับดักแสง (Optical traps) ใช้คลื่นแสงเพื่อดักจับและควบคุมอนุภาค
  • 3. จุดควอนตัม (Quantum dots) ทำจากวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อบรรจุและปรับเปลี่ยนอิเล็กตรอน
  • 4. เซมิคอนดักเตอร์ที่สกปรก (Semiconductor impurities) อิเล็กตรอนของอะตอม "ไม่พึงประสงค์" ที่พบในวัสดุเซมิคอนดักเตอร์
  • 5. วงจรตัวนำยิ่งยวด (Superconducting circuits) ที่อนุญาตให้อิเล็กตรอนไหล โดยแทบไม่มีความต้านทานที่อุณหภูมิต่ำมาก

การสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์

  • เราต้องการ Qubits ที่มีพฤติกรรมตามที่เราต้องการ
  • Qubits เหล่านี้อาจทำจากโฟตอน, อะตอม, อิเล็กตรอน, โมเลกุล หรืออย่างอื่น
  • นักวิทยาศาสตร์กำลังทำการวิจัยเพื่อเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น เพื่อเป็นฐานสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์
  • แต่ Qubits นั้นหากมีการรบกวนใด ๆ เกิดขึ้น จะทำให้หลุดออกจากสถานะควอนตัม("Decohere")

ผู้ผลิต

  • D-Wave Systems Inc. เป็นบริษัทของแคนาดา ได้กลายเป็นบริษัทแรกที่จำหน่ายควอนตัมคอมพิวเตอร์ในปี ค.ศ. 2011 แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้วยปัญหาทางคณิตศาสตร์บางประเภท
  • IBM, Google, Intel และ Rigetti Computing ได้สร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้ และขายเวลาให้กับธุรกิจและนักวิจัยผ่านระบบคลาวด์
  • Intel ได้เริ่มจัดส่งชิปควอนตัมแบบยิ่งยวดให้กับนักวิจัย
  • Microsoft มีโปรแกรมที่สนับสนุนควอนตัมคอมพิวเตอร์ โดยใช้การออกแบบพิเศษ ซึ่งอาจทำให้เป็นประโยชน์มากขึ้นสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์
  • ในขณะเดียวกัน จีน กำลังสร้างห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ควอนตัมสารสนเทศแห่งชาติ มูลค่า $ 10,000 ล้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันครั้งใหญ่ในสาขานี้

ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์

  • ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 ไอบีเอ็มเปิดตัวควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์เครื่องแรก ที่งาน Consumer Electronics Show (CES)
  • IBM Q System One ใช้ 20 qubits ที่มีองค์ประกอบทั้งแบบคลาสสิกและแบบควอนตัม และจากการประกาศของบริษัททำให้ชัดเจนว่า ต้องอาศัยเวลาก่อนที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ จะสามารถเอาชนะเครื่องจักรคลาสสิกในปัจจุบัน

ในอนาคต

  • ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถใช้เพื่อเร่ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • การเรียนรู้ด้วยเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ ทำให้ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการทำงานที่ซับซ้อนเลียนรูปแบบของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น การทำงานหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ให้มีการตัดสินใจที่ดีที่สุดในเวลาจริง ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
  • การฝึกอบรม AI กับควอนตัมคอมพิวเตอร์ จะเพิ่มความสามารถในการมองเห็นของคอมพิวเตอร์ การจดจำรูปแบบ การจดจำเสียง การแปลภาษาด้วยคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ

สรุป

  • อาจต้องใช้เวลาอีกสักสองสามปี กว่าที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • มหาวิทยาลัยและธุรกิจต่าง ๆ ที่ทำงานด้านนี้อยู่ กำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนนักวิจัยที่มีทักษะ และยังขาดผู้ส่งมอบอุปกรณ์ที่สำคัญบางอย่าง
  • ถ้าเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำได้ตามคำสัญญา จะเป็นการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมทั้งหมด และจะเป็นตัวเร่งการสร้างนวัตกรรมระดับโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ

***********************************