การศึกษาคุณภาพสูงระดับโลก : 3. สามสิบปีของการไต่บันไดคุณภาพการศึกษา : เรียนรู้จากฟินแลนด์


หนังสือ A World-Class Education : Learning from International Models of Excellence and Innovation (2012) (1) เขียนโดย Vivien Stewart   แนะนำ ๕ ประเทศ สำหรับเป็นแบบอย่างการพัฒนาระบบการศึกษาที่ดี คือ สิงคโปร์  แคนาดา  ฟินแลนด์  เซี่ยงไฮ้ (จีน)  และออสเตรเลีย    ในบันทึกนี้จะเล่าเรื่องการศึกษาของฟินแลนด์ โดยตีความจากหนังสือดังกล่าว หน้า ๕๕ - ๖๔

ผมเคยเล่าเรื่องการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ใน บล็อก Gotoknow ไว้จำนวนมาก ที่ (๑)

ตื่นจากความล้าหลัง

ในอดีต ฟินแลนด์เป็นประเทศเล็กที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจที่ขนาบอยู่ คือสวีเดน และรัสเซีย    อาชีพหลักคือทำป่าไม้ และการเกษตร    ระบบการศึกษาล้าหลัง    ในปี ค.ศ. 1970 เพียงร้อยละ ๔๐ ของพลเมืองผู้ใหญ่เรียนจบมัธยมปลาย   

แต่ ๓๐ ปีให้หลัง ในปี ค.ศ. 2000  เมื่อประกาศผล PISA เป็นครั้งแรก โลกก็ตลึงที่ฟินแลนด์มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กอายุ ๑๕ ปี เป็นที่หนึ่งของโลก   และทุกๆ ๓ ปีต่อมา ที่ประกาศผล PISA   ฟินแลนด์ติดอันดับ ๑๐ ประเทศแรกตลอดมา     และที่สำคัญกว่านั้นคือ  ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน มีความแตกต่างกันน้อยมาก (น้อยกว่าร้อยละ ๕) คนฟินแลนด์ร้อยละ ๙๙ เรียนจบการศึกษาภาคบังคับ (เกรด ๙) เมื่ออายุ ๑๖   โดยที่ผลลัพธ์คุณภาพสูงนี้ ใช้งบประมาณของประเทศอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ   

เทียบกับประเทศไทย ใช้งบประมาณด้านการศึกษาอยู่ในกลุ่มสูงสุดของโลก    แต่ผลลัพธ์ของการเรียนรู้อยู่ในกลุ่มต่ำ

การไหวตัวเพื่อการเปลี่ยนประเทศเริ่มในทศวรรษที่ 1960s    เกิดคำถามแนวทางพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจเพื่อความเสมอภาค     และการออกจากเศรษฐกิจที่พึ่งป่าและเกษตรกรรมเป็นหลัก    มีการโต้แย้งถกเถียงกันรุนแรงอยู่หลายปี    จนในที่สุดรัฐสภาออกกฎหมายระบบการศึกษาพื้นฐาน    ที่รัฐจัดการศึกษาภาคบังคับ ๙ ปี (เกรด ๑ - ๙) ที่มีคุณภาพเท่าเทียม ให้แก่เด็กทุกคน ไม่ว่าพ่อแม่จะมีฐานะหรืออาชีพใด อาศัยอยู่ที่ใด ในประเทศ    โรงเรียนสำหรับการนี้เรียกว่า Common School    มีการพัฒนาโรงเรียนแบบนี้อย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง    มีการซื้อโรงเรียนเอกชนมาเป็นของรัฐ เพื่อพัฒนาเป็น Common School    รวมทั้งย้ายครูมาเป็นครูในภาครัฐ    รวมทั้งมีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ระดับชาติ โดยมีครูแกนนำกว่าร้อยคนมาร่วมพัฒนา   

เมื่อดำเนินการหลักสูตรใหม่ วงการศึกษาฟินแลนด์ก็ตระหนักทันทีว่า     จะบรรลุเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ของเด็กทุกคนได้    ต้องมีการผลิตครูที่มีความรู้และทักษะชุดใหม่          

ครูคือหัวใจของคุณภาพการศึกษา

ในปี ค.ศ. 1979 การฝึกหัดครูย้ายเข้าไปอยู่ใต้มหาวิทยาลัย    และต่อมามีการกำหนดมาตรฐานครู ว่าต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโท รวมทั้งครูเด็กเล็ก    วิชาชีพครูค่อยๆ ได้รับความเชื่อถือ และมีอิสระ (autonomy ไม่ใช่ freedom) ในการทำงาน    เป็นวิชาชีพยอดนิยม   คนสมัครเข้าเรียนครูจำนวนมากและคัดไว้เฉพาะคนเก่งและมีคุณลักษณะเหมาะสมต่อการเป็นครูเท่านั้น    สัดส่วนคนสมัครและได้รับการคัดเลือกเท่ากับ ๑๐ : ๑    โดยมีการสอบ ๒ รอบ   รอบแรกดูผลการเรียนระดับมัธยม และดูผลการทำกิจกรรมนอกโรงเรียน (ดู )     รอบ ๒ สอบข้อเขียนจากการอ่านหนังสือด้านการเรียนการสอน  การทำกิจกรรมที่ในหนังสือเรียกว่า clinical activity ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำอะไร เอาเป็นว่ามีการสอบภาคปฏิบัติ    ตามด้วยการสัมภาษณ์เรื่องเกี่ยวกับวิชาชีพครู    นักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกถือเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล           

ระบบการศึกษาที่ไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งให้ล้าหลัง

นโยบาย No child left behind ของฟินแลนด์และของสหรัฐอเมริกา มีผลสัมฤทธิ์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง     ของฟินแลนด์ เด็กอายุ ๑๖ ปี จบการศึกษาภาคบังคับ (เกรด ๙) ร้อยละ ๙๙    ปัจจัยหลักที่นำสู่ความสำเร็จมี ๔ ประการคือ

  1. 1. ครูทุกคนได้รับการฝึกให้มีทักษะวินิจฉัยเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ    และมีทักษะช่วยเหลือเด็กที่เรียนล้าหลัง    โดยสอนพิเศษให้ ในช่วงนอกเวลาเรียนปกติ
  2. 2. มีครูพิเศษ ที่มีทักษะช่วยเหลือเด็กที่มีความยากลำบากในการเรียน ช่วยสนับสนุนครูประจำชั้น
  3. 3. ทุกโรงเรียนมี “ทีมช่วยเหลือเด็ก” ประกอบด้วยครูใหญ่  ครูประจำชั้น  ครูพิเศษ  และนักจิตวิทยา    ที่ประชุมกันอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อประเมินว่าชั้นเรียนดำเนินไปอย่างไร    มีเด็กคนใดเรียนล้าหลังในบางวิชา     และจะหาทางช่วยเหลืออย่างไร   และหากเกินกำลังของโรงเรียนที่จะช่วยเหลือ ทางเทศบาลมีหน่วยช่วยเหลือพิเศษ
  4. 4. มีทีมบริการสุขภาพ ร่วมดูแลพัฒนาการและสุขภาพของนักเรียน

ผมเคยเขียนบันทึกเรื่องการศึกษาพิเศษของฟินแลนด์ ที่ ()   ที่บอกว่า เด็กนักเรียนฟินแลนด์ประมาณครึ่งหนึ่งเคยได้รับการดูแลช่วยเหลือพิเศษในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง     โดยที่มีระบบช่วยเหลือครูด้วย ตามข้อ ๒, ๓, ๔ ข้างบน  

ศูนย์กลางของการพัฒนาระบบการศึกษาคือโรงเรียน

เมื่อระบบการศึกษาภาคบังคับ (ถึงเกรด ๙ หรือ มัธยมต้น) ก่อผลดี    ก็มีความต้องการเรียนมัธยมปลายเพิ่มขึ้น    มีการปฏิรูปการเรียนการสอนชั้น ม. ปลาย จากชั้นเรียนที่นักเรียนทุกคนเรียนเหมือนๆ กัน เป็นระบบ module   ที่นักเรียนแต่ละคนเลือกเรียนโมดุลที่ตนสนใจได้   และมีชั้น ม. ปลายสายอาชีพ กับสายวิชาการ    ซึ่งทั้งสองสายเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยได้    การปฏิรูปนี้ส่งผลให้เวลานี้คนฟินแลนด์อายุ ๒๐ - ๓๐ ร้อยละ ๔๓ จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา  สูงที่สุดในยุโรป

ในทศวรรษ 1980s มีการกระจายอำนาจการบริหารการศึกษาให้แก่โรงเรียน    ยกเลิกการควบคุมจากส่วนกลาง     มอบให้โรงเรียนรับผิดชอบคุณภาพการศึกษาเอง    ไม่มีการสอบที่จัดโดยส่วนกลางเลย    ยกเว้นการสุ่มทดสอบในช่วงเกรด ๒ และเกรด ๙   

โรงเรียนจึงมีอิสระในการจัดหลักสูตร การประเมิน และการสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยป้องกันการออกกลางคันของนักเรียน    และการส่งเสริมความสนใจใคร่รู้ หรือความริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียนแต่ละคน    และการเรียนรู้ต่อเนื่องจากการปฏิบัติงานของครู    ความสำเร็จของโรงเรียน และครู สร้างความมั่นใจไว้ใจของพ่อแม่ วงการการเมือง  และสาธารณชนทั่วไป  

ความไม่ราบรื่นทางเศรษฐกิจและสังคมช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา

ในช่วงทศวรรษที่ 1990s   ฟินแลนด์ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากวิกฤติโซเวียตรัสเซียล่ม    เพราะโซเวียตรัสเซียเป็นแหล่งนำเข้าสินค้ารายหลักของฟินแลนด์     ทำให้คนฟินแลนด์ตกงาน อัตราคนว่างงานสูงถึงร้อยละ ๒๐    รัฐบาลต้องวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใหม่  เน้นที่การวิจัย นวัตกรรม และโทรคมนาคม    ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว    โดยเน้นเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ ความริเริ่มสร้างสรรค์  การแก้ปัญหา   การเรียนรู้เป็นรายคน  ความยืดหยุ่น  และการทำงานเป็นทีม    ในวิชาคณิตศาสตร์แทนที่นักเรียนจะทำแบบฝึกหัด ก็เปลี่ยนเป็นฝึกแก้ปัญหาในสถานการณ์จริง ที่มีความซับซ้อน

เริ่มจากชั้น ม. ต้น นักเรียนแต่ละคนจะออกแบบหลักสูตรการเรียนของตนเอง (โดยมีครูคอยช่วยแนะนำ)    ถึงระดับ ม. ปลาย นักเรียนแต่ละคนจะออกแบบโปรแกรมการเรียนของตนเอง    ซึ่งหมายความว่านักเรียนแต่ละคนจะเรียนไม่เหมือนกันเลย     และเป็นการเรียนที่เน้นความเป็นพลเมืองโลก    คือนอกจากภาษาฟินนิชแล้ว ต้องเรียนภาษาต่างประเทศอีก ๒ ภาษา   

จากการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าว ทำให้ฟินแลนด์กลายเป็นประเทศก้าวหน้าด้านนวัตกรรม และโทรคมนาคม อย่างรวดเร็ว  

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสำเร็จ          

มี ๔ ประการคือ

  1. 1. มุ่งสร้างความเท่าเทียม    ไม่ว่ารัฐบาลใดปกครองประเทศ  ความเท่าเทียม (equity) เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งเสมอ    ความเท่าเทียมทางการศึกษาของฟินแลนด์เป็นความภูมิใจของประเทศ    สะท้อนจากผลการทดสอบ PISA ที่ผลสอบวิชาวิทยาศาสตร์มี between-school variance แค่ร้อยละ ๕   ตัวเลขเฉลี่ยของประเทศ OECD เท่ากับร้อยละ ๓๓ 
  2. 2. ครูคุณภาพสูงมาก   คำอธิบายรายละเอียดของตอนนี้ในหนังสือ ยังไม่จุใจผม   โดยผมขอเติมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครูฟินแลนด์มีคุณภาพสูงยิ่ง ที่หนังสือไม่ได้เอ่ย คือมีระบบเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่องของครู    โดยที่เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ครูที่มีเป้าหมาย No child left behind นั้นเอง    และเป็นการเรียนรู้โดยมีระบบสนับสนุนโดยครูไม่รู้ตัว  เช่น การมี “ทีมช่วยเหลือเด็ก” ที่กล่าวแล้ว    ไม่ใช่ปล่อยให้ครูต้องขวนขวายช่วยตัวเองอย่างเดียวดาย  
  3. 3. หลักสูตรเปิดกว้างและยืดหยุ่น    ในช่วงปฐมวัย เน้นการเรียนจากการเล่น    ในระดับชั้นประถมศึกษา เน้นให้เด็กเรียนตามความอยากรู้ของตน  และเน้นให้เรียนจากสภาพปัญหาจริง     ให้เด็กรับผิดชอบการเรียนของตนเองตั้งแต่อายุน้อย   วงการศึกษาฟินแลนด์ป้องกันสิ่งขัดขวางการเรียนรู้  ได้แก่ การทดสอบมาตรฐาน, หลักสูตรที่แคบ, สอนเพื่อสอบ, การทำให้ผลการทดสอบดูดี, และการแข่งขันเอาชนะระหว่างโรงเรียน           
  4. 4. ความรับผิดรับชอบด้านวิชาชีพ   ซึ่งหมายความว่าครูเป็นผู้รับผิดรับชอบต่อผลการเรียนรู้ของศิษย์     และมีหลักฐานว่าผลการประเมินของครูมีความแม่นยำ ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เป็นที่น่าเชื่อถือ      ยกเลิกระบบศึกษานิเทศก์    ไม่มีการทดสอบจากส่วนกลางจนถึงการสอบจบเกรด ๑๒    ความรับผิดรับชอบนี้ในทางปฏิบัติเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของวงการโรงเรียน และวงการครู (collective accountability)    คือโรงเรียนมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน     

ข้อท้าทายต่อประเทศฟินแลนด์

ข้อท้าทายหลัก คือการให้การศึกษาแก่เด็กในครอบครัวอพยพ    เป็นข้อท้าทายร่วมกันของประเทศยุโรป    ความท้าทายหนักอยู่ที่เมืองหลวง คือนคร เฮลซิงกิ    ที่บางโรงเรียนมีเด็กจากครอบครัวอพยพถึงครึ่งโรงเรียน

ข้อท้าทยประการที่สองคือความชะล่าใจ  จากความสำเร็จของระบบการศึกษา    ทำให้พอใจต่อระบบที่เป็นอยู่    ไม่ขวนขวายพัฒนาต่อเนื่อง      

ข้อเรียนรู้ต่อวงการศึกษาไทย

ขอย้ำว่า ในหนังสือเป็นข้อเรียนรู้ต่อสหรัฐอเมริกา    แต่ผมตีความโยงเข้าหาระบบการศึกษาไทยเอง     ผิดถูกผมเป็นผู้รับผิดชอบ

ลักษณะพิเศษของสังคมฟินแลนด์ที่แตกต่างจากไทยคือ เขาไม่ยอมรับความไม่เท่าเทียมกันไม่ว่าในเรื่องใด    ทำให้เขาต้องแสวงหาและทดลองวิธีการที่ทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกันหมด    ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือคนฟินเป็นนักอ่าน  มีอัตราการใช้ห้องสมุดสูงที่สุดในยุโรป    รวมทั้งเขาเป็นสังคมที่มีศรัทธาเชื่อมั่นในสถาบันสาธารณะ    ทั้งสามประการนี้ไทยเราอ่อนด้อย   

แต่เราสามารถเรียนรู้ได้จากยุทธศาสตร์ High expectation (หรือ High challenge), high support    การสร้างบรรยากาศให้เกียรติให้ความเชื่อถือไว้วางใจครู (ส่วนที่วางใจได้) ให้เข้ามาทำหน้าที่แกนนำขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยพัฒนา     ส่งเสริมให้โรงเรียนรวมตัวกันเป็นเครือข่ายพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของศิษย์    และการประบปัจจัยแห่งความสำเร็จ ๔ ประการ มาใช้ในบริบทไทย

ขอขอบคุณ นพ. สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. ที่กรุณาส่งหนังสือเล่มนี้มาให้   

วิจารณ์ พานิช

๓ ม..ค. ๖๒


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

[email protected]
IP: xxx.128.110.73
เขียนเมื่อ 

May I add a news clip that sums up what Finland’s education is like (as told by a US professor who enrolled his child in a Finnish school).

Finland doesn’t waste time or money on low-quality mass standardised testing. Instead, children are assessed every day, through direct observation, check-ins and quizzes by the highest-quality “personalised learning device” ever created - flesh-and-blood teachers.

In class, children are allowed to have fun, giggle and daydream from time to time. Finns put into practice the cultural mantras I heard over and over: “Let children be children,” “The work of a child is to play,” and “Children learn best through play.”

The emotional climate of the typical classroom is warm, safe, respectful and highly supportive. There are no scripted lessons and no quasi-martial requirements to walk in straight lines or sit up straight. As one Chinese student-teacher studying in Finland marvelled to me, “In Chinese schools, you feel like you’re in the military. Here, you feel like you’re part of a really nice family.” She is trying to figure out how she can stay in Finland permanently.

Source: https://www.smh.com.au/national/this-is-why-finland-has-the-best-schools-20160325-gnqv9l.html

But mind you Finland spend some USD 13,500 per child/per year (compare to USD 10,000 in USA). Furthermore, Finland people can well afford the family’s burden to send children to school. (Compare to Thailand which many families are under great financial stress to keep children at school. - especially in rural areas.) Thailand must lower family burden against ‘greed’ in education - that rears itself up every new term.