มหกรรมสืบสานประเพณีปีใหม่ลาหู่ ฟื้นศักยภาพชนเผ่าสู่สังคมสุขภาวะ

เสริมสร้างสุขภาวะชุมชนบนพื้นที่สูงบนฐานวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง

สสส. หนุนลาหู่ฟื้นฟูวัฒนธรรมชนเผ่าในงานปีใหม่ หวังเป็นฐานสร้างสุขภาวะชุมชนบนพื้นที่สูง ชี้ผลกระทบจากนโยบายรัฐ ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องพลิกวิถีชีวิต-ความเป็นอยู่ เกิดการช็อกทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง จนต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพ พร้อมหนุนแก้ปัญหา 12 ชนเผ่าใน 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

        วันที่ 8-9 มกราคม 2561 เครือข่ายวัฒนธรรมลาหู่และศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.) ร่วมกันจัดมหกรรมสืบสานประเพณีปีใหม่ลาหู่ ณ ชุมชนห้วยน้ำขุ่น ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

            ในช่วงที่ผ่านมาเครือข่ายวัฒนธรรมลาหู่ได้รณรงค์ให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ต๋ำได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ “ก่าเคอะ” และ “ป้อยเตเว” ซึ่งเป็นการละเล่นของชนเผ่าลาหู๋ที่สืบทอดกันมา โดยในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2559) เกิดผู้รู้รุ่นใหม่ที่สามารถเป็นผู้รู้ถ่ายทอดไม่น้อยกว่า 25 คน ช่วยสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชนและชุมชนบริเวณใกล้เคียงดีขึ้น

            ในโอกาสงานประเพณีปีใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวลาหู่ ซึ่งจะเริ่มเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม โดยขึ้นอยู่กับสมาชิกในชุมชนจะตกลงกันว่าจะวันไหน นอกจากกิจกรรมสำคัญ คือการขอพรจากผู้อาวุโสแล้ว ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการละเล่นกับชุมชนอื่นๆ เช่น ลูกข่าง สะบ้า ลูกช่วง เป็นต้น รวมทั้งเกิดเวทีการนำเต้นก่าเคอะและปอยเตเวด้วย

            กิจกรรมในงานจะมีการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ลาหู่ และมีการแสดงของชนเผ่า รวมทั้งมีการนำเสนอผลงานของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสสส.ทั้งสิ้น 6 โครงการ ซึ่งเน้นกิจกรรมของเยาวชนลาหู่ที่ช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมตนเอง

            สำหรับการเสริมสร้างสุขภาวะชุมชนบนพื้นที่สูงนั้น สสส.ได้รับความร่วมมือจากศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย หรือ ศ.ว.ท. (IMPECT) ดำเนินโครงการ “เสริมสร้างสุขภาวะชุมชนบนพื้นที่สูงบนฐานวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง” มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนด้านสุขภาวะในชุมชนไปในทางที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

            นายศักดา แสนมี่ ผู้อำนวยการศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./IMPECT) เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ทำงานกับชุมชนหรือที่เรียกว่างานหน้าหมู่มามากกว่า 25 ปี เช่น รณรงค์สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมี 42 ชาติพันธุ์ในประเทศไทย ทำให้มองเห็นปัญหาที่ชาวบ้านแต่ละชุมชนเจอ ทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี การศึกษา การจัดการทรัพยากร รวมถึงสุขภาพ แต่ทาง ศ.ว.ท. ไม่มีโครงการรองรับเพื่อแก้ปัญหาในจุดนี้ จึงได้ร่วมกับ สสส. สำนัก 6 ทำชุดโครงการเสริมสร้างสุขภาวะชุมชนบนพื้นที่สูงบนฐานวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองขึ้นมา สนับสนุนให้ชาวบ้านที่อยากแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตัวเอง พัฒนาเป็นโครงการนำเสนอเข้ามา โดยในปีแรกนี้ได้คัดเลือกไว้ประมาณ 30 โครงการ จาก 12 ชาติพันธุ์ ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และน่าน

            “เป็นที่รู้กันว่าการผลิตและการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย เดิมคนต้องพึ่งพาตนเอง ปลูกเองกินเอง แต่เดี๋ยวนี้พึ่งตลาด ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพเป็นอย่างมาก ไม่มีความปลอดภัยในการบริโภค มีการใช้สารเคมีในขั้นตอนการผลิต ประกอบกับบางชาติพันธุ์เกิดการช็อกทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง อาทิ ชาวเขาเผ่ามลาบริ หรือตองเหลือง เคยอาศัยอยู่ในป่า ทำการเกษตร ปลูกพืชของตัวเอง และย้ายที่อยู่อาศัยไปเรื่อยๆแต่ด้วยนโยบายรัฐ โดยเฉพาะการปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าตามแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทำให้ต้องย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนอย่างมีหลักแหล่ง”  ผอ.ศ.ว.ท. กล่าว

เด็กและวัยรุ่นอาจปรับตัวได้ เพราะเข้าสู่ระบบโรงเรียน เมื่อเรียนจบก็ทำงานข้างนอก ถูกระบบการศึกษาและสังคมดูดกลืนจนมองไม่เห็นคุณค่าของชาติพันธุ์ตนเอง ขณะที่วัยแรงงานออกไปทำงานรับจ้างนอกถิ่น เหลือเพียงผู้สูงอายุอยู่ในชุมชนที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน  ส่งผลให้ขาดศักยภาพในการหาอาหาร ไม่รู้จักการปรุง การถนอมอาหาร

ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ของชนเผ่ามลาบริ ทำให้ทราบว่าพวกเขาคิดถึงป่ามาก เมื่ออาศัยอยู่ในป่าไม่เคยรู้สึกหิวโหย อยากกินอะไรในป่ามีหมด เจ็บป่วยก็มียารักษาจากป่า แต่เมื่อต้องเข้ามาอยู่ในชุมชนเป็นหลักแหล่ง วิถีชีวิตความเป็นอยู่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีอาหารธรรมชาติให้เก็บกิน แม้วัยแรงงานจะออกไปรับจ้างได้เงิน หากไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว จึงติดหนี้แบบชดใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด

“จึงจำเป็นต้องใช้โครงการเข้าไปเสริมสร้างศักยภาพในการหาอาหาร และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นของกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละพื้นที่   เช่น ใน จ.น่าน มีการสนับสนุนให้เลี้ยงไก่ไข่ไว้เป็นอาหาร ให้กับกลุ่มมลาบริ ที่ อ.เวียงสา  หรือสอนเรื่องการแปรรูป ถนอมอาหาร เก็บไว้รับประทานในระยะยาว ให้กลุ่มมลาบริ อ.บ่อเกลือ และส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ถิ่น อ.เชียงกลาง  รวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชดั้งเดิม แล้วให้คนในชุมชนยืมเมล็ดพันธุ์ไปปลูกให้แพร่กระจายมากขึ้น เมื่อได้ผลผลิตก็เก็บเมล็ดพันธุ์มาคืน เป็นต้น” นายศักดา กล่าวย้ำ

ด้าน นางเข็มเพชร เลนะพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สสส. กล่าวถึงความร่วมมือกับ ศ.ว.ท.ว่า เป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ และทำงานสนับสนุนการแก้ปัญหาของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองมานานกว่า 20 ปี ทำให้สมาคมมีชุดประสบการณ์การทำงานกับชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และมีฐานข้อมูลของชุมชนที่สนใจเข้าร่วมดำเนินงานโครงการอยู่แล้ว

และการดำเนินงานของโครงการนี้ จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ สสส. คือเน้นพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพ และขีดความสามารถขององค์กรชุมชน รวมถึงเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ที่กระทบต่อสุขภาวะ และร่วมกันดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาแบบมีส่วนร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ อย่างแท้จริง เพื่อตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องสุขภาวะชุมชนพื้นที่สูงบนฐานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของตน

นอกจากนี้การที่ ศ.ว.ท.ดำเนินงานในกลุ่ม องค์กรชุมชน และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ ด้วย ยังเป็นการกระจายโอกาสการทำงานสร้างเสริมสุขภาพสู่ภาคีองค์กรและเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อขยายแนวร่วมการทำงานสร้างเสริมสุขภาพในพื้นที่  ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมการทำงานอย่างสร้างสรรค์ตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับจุดเน้นของแผนสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรมสุขภาวะเป็นอย่างยิ่ง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

659809

เขียน

11 Feb 2019 @ 18:45
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก